
"อิหร่าน" ยัน! "ฮอร์มุซ' เปิดปกติ ปิดตายช่องแคบเฉพาะเรือศัตรู
กองทัพเรืออิหร่าน ยัน! "ฮอร์มุซ" เปิดปกติปิดตายช่องแคบเฉพาะเรือศัตรู ดันวิกฤตพลังงานโลกอ่วม ยอดตายสงครามทะลัก
สถานการณ์ในตะวันออกกลางก้าวเข้าสู่ภาวะ "วิกฤตขั้นสูงสุด" หลังจาก โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่านที่ก้าวขึ้นรับตำแหน่งต่อจากบิดาผู้ล่วงลับ ออกมาประกาศกร้าวกลางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ สั่งปิดตายเส้นทางน้ำมันโลก พร้อมประกาศเดินหน้าถล่มเพื่อนบ้านแบบไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม! เพียงไม่กี่วันหลังการลอบสังหารผู้นำคนเก่า "โมจตาบา คาเมเนอี" ทายาททางการเมืองออกแถลงการณ์ฉบับแรกที่สั่นสะเทือนไปทั้งโลก โดยมีใจความสำคัญว่า
- ช่องแคบฮอร์มุซยังไม่ปิดตาย: โดยยืนยันว่า เส้นทางยังเปิดปกติสำหรับนานาชาติ ยกเว้นเรือจากสหรัฐฯ อิสราเอล และพันธมิตร ห้ามผ่านเฉพาะเรือศัตรู
- ขยายวงสงคราม: ประกาศลุยโจมตีประเทศเพื่อนบ้านในแถบอ่าวเปอร์เซียอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบโต้การรุกรานจากภายนอก
ทันทีที่สิ้นคำแถลง ตลาดน้ำมันโลกเกิดอาการช็อก! ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทันที ก่อนจะผันผวนอย่างหนัก เนื่องจาก
- เรือบรรทุกน้ำมันโดนสอย: ในช่วงข้ามคืนที่ผ่านมา มีเรือถูกโจมตีเพิ่มอีก 3 ลำ ส่งผลให้อิหร่านสามารถหยุดการส่งน้ำมันในภูมิภาคได้อย่างเบ็ดเสร็จ
- คลังสำรองช่วยไม่ไหว: แม้นานาชาติตกลงปล่อยน้ำมันสำรองถึง 400 ล้านบาร์เรล แต่ทว่าสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ชี้ชัดว่านี่คือ "การหยุดชะงักของอุปทานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์"
จากรายงานล่าสุด สหรัฐฯ ระบุว่าได้ทำลายเรือรบของอิหร่านไปแล้วกว่า 60 ลำ รวมถึงเรือธงที่เป็นหน้าเป็นตาของกองทัพอย่างเรือระดับ Mowj และเรือสนับสนุนขนาดใหญ่ "Makran" ที่เคยใช้แผ่อิทธิพลในมหาสมุทร ก็ถูกสอยร่วงไปเรียบร้อย ไฮไลท์ที่ทำเอาคนทั้งโลกอึ้ง คือเหตุการณ์เมื่อวันที่ 4 มีนาคมที่ผ่านมา เมื่อเรือดำน้ำสหรัฐฯ ยิงตอร์ปิโดจมเรือรบ IRIS Dena ของอิหร่านกลางมหาสมุทรอินเดีย ถือเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 40 ปี (นับตั้งแต่สงครามฟอล์กแลนด์ปี 1982) ที่มีการยืนยันว่าเรือดำน้ำจมเรือรบผิวน้ำในภาวะสงครามจริง! และเมื่อวันที่ 11 มีนาคมที่ผ่านมา เรือบรรทุกสินค้าสัญชาติไทย "มยุรีนารี" (Mayuree Naree) ถูกโจมตีขณะพยายามแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
แม้กองทัพเรือปกติ (Artesh) จะบอบช้ำจนแทบสู้ไม่ได้ แต่กองกำลังที่น่ากลัวกว่าอย่าง กองทัพเรือของกองพลพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) ยังคงแผลงฤทธิ์อยู่ โดยใช้ยุทธวิธี "หมาหมู่" และเทคโนโลยีราคาถูกแต่ได้ผลสูง
- โดรนพลีชีพทางน้ำ (USVs): เลียนแบบความสำเร็จของยูเครนที่ใช้ถล่มกองเรือรัสเซีย
- เรือเร็วติดอาวุธ: ซุ่มซ่อนตามเกาะแก่งและฐานทัพใต้ดิน พร้อมพุ่งเข้าโจมตีเรือสินค้าทุกเมื่อ
- ทุ่นระเบิด: แม้สหรัฐฯ จะทำลายเรือวางทุ่นระเบิดไปได้หลายลำ แต่อิหร่านยังสามารถใช้ "เรืออะไรก็ได้" มาดัดแปลงเพื่อวางระเบิดปิดช่องแคบ
สมรภูมิครั้งนี้แลกมาด้วยความสูญเสียมหาศาล ยอดผู้เสียชีวิตพุ่งสูงจนน่าตกใจ:
- อิหร่าน: สังเวยชีวิตกว่า 1,200 ศพ จากการปูพรมถล่มโดยสหรัฐฯ และอิสราเอล
- เลบานอน: เจ้าหน้าที่เผยยอดผู้เสียชีวิตพุ่งถึง 570 ราย
- อิสราเอล-ยูเออี: ฝั่งอิสราเอลเสียชีวิต 13 ราย และยูเออี 6 ราย จากการยิงขีปนาวุธตอบโต้ของอิหร่าน
ด้านฝั่งมหาอำนาจ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สร้างความฉงนให้แก่คอการเมืองทั่วโลก หลังส่งข้อความถึงผู้สนับสนุนในลักษณะที่ย้อนแย้งกันเอง โดยระบุว่า "เราชนะแล้ว" แต่ในประโยคถัดมากลับบอกว่า "เราต้องทำภารกิจให้สำเร็จ" ท่ามกลางสถานการณ์ที่สหรัฐฯ และอิสราเอลยังไม่มีทีท่าว่าจะลดราวาศอกในสงครามครั้งนี้
สงครามครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของอาวุธ แต่คือ "สงครามปากท้อง" ของคนทั้งโลก เมื่อเส้นเลือดใหญ่ทางพลังงานถูกตัดขาด และผู้นำคนใหม่ของอิหร่านเลือกเดินเกมรุกแบบสุดตัว โลกต้องเตรียมรับแรงกระแทกจากค่าครองชีพที่จะพุ่งสูงเป็นเงาตามตัวนับจากนี้! นักวิเคราะห์มองว่า แม้อิหร่านจะสูญเสียอำนาจการรบแบบซึ่งหน้า (Symmetrical Warfare) ไปแล้ว แต่การเปลี่ยนมาใช้สงครามกองโจรทางน้ำ ทำให้ค่าประกันภัยเรือสินค้าพุ่งกระฉูด และบริษัทเดินเรือส่วนใหญ่ไม่กล้าเสี่ยงผ่านช่องแคบนี้ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อน้ำมัน 20% ของโลกที่ต้องผ่านเส้นทางนี้ งานนี้ "ช่องแคบฮอร์มุซ" กำลังกลายเป็นสมรภูมิที่พิสูจน์ว่า แม้เรือรบจะจมหายไปเกือบหมด แต่ความแค้นและเทคโนโลยีโดรนก็สามารถสั่นสะเทือนเศรษฐกิจโลกได้ไม่แพ้กัน!
ที่มาอ้างอิง nbcnews Xinhua News Agency crisisgroup.org



