องค์การอนามัยโลก (WHO) เตือนวันนี้ (20 พฤศจิกายน 2563) ว่า เรมเดซิเวียร์ (remdesivir) ที่เป็นยาต้านไวรัส ไม่ควรถูกนำมาใช้รักษาผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือ โรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 หรือ โรคโควิด-19 (COVID-19) ไม่ว่าผู้ป่วยจะมีอาการร้ายแรงแค่ไหนก็ตาม เนื่องจากไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่ายาตัวนี้ใช้รักษาโรคดังกล่าวได้

กลุ่มการพัฒนาแนวปฏิบัติ (GDG) ขององค์การอนามัยโลก ระบุว่า คณะผู้เชี่ยวชาญไม่พบหลักฐานเพียงพอจะบ่งชี้ยาเรมเดซิเวียร์สามารถช่วยรักษาโรคโควิด-19 ทั้งด้านการลดอัตราการเสียชีวิต ลดความจำเป็นในการใช้เครื่องช่วยหายใจ ร่นระยะเวลาในการรักษาทางคลินิก และอื่นๆ โดยหากผลเชิงบวกจากการใช้ยาเรมเดซิเวียร์มีอยู่จริง ก็คงอยู่ในระดับต่ำ และยังคงมีความเป็นไปได้ที่อาจจะเกิดอันตรายจากการใช้ยาตัวนี้อยู่

 

คำแนะนำขององค์การอนามัยโลก ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารบริติช เมดิคอล จอร์นัล (British Medical Journal) อ้างอิงจากการตรวจสอบทบทวนหลักฐาน ซึ่งรวมถึงข้อมูลจากการทดลองแบบสุ่มระหว่างประเทศ 4 รายการ ที่เกี่ยวข้องกับผู้ป่วยที่รักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลมากกว่า 7,000 ราย

หลังจากดำเนินการตรวจสอบทบทวนหลักฐาน กลุ่มการพัฒนาแนวปฏิบัติขององค์การอนามัยโลก ได้ผลสรุปว่า ยาเรมเดซิเวียร์ไม่ส่งผลดีต่ออัตราการเสียชีวิตหรือผลลัพธ์สำคัญอื่นๆ ต่อผู้ป่วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงค่าใช้จ่ายและทรัพยากรที่เกี่ยวข้องกับยาตัวนี้แล้ว ทำให้มีความเห็นว่าควรมีการสำแดงหลักฐานทางประสิทธิภาพของยาตัวนี้ ซึ่งยังคงไม่พบจากข้อมูลในปัจจุบัน

 

อนึ่ง ยาเรมเดซิเวียร์เป็นหนึ่งในยา 2 ตัว ที่ได้รับอนุญาตให้ใช้รักษาผู้ป่วยโรคโควิด-19 ทั่วโลก โดยได้รับอนุญาตในสหรัฐฯ สหภาพยุโรป และประเทศอื่นๆ หลังจากการวิจัยเบื้องต้นพบว่ายาตัวนี้อาจร่นระยะเวลาการฟื้นตัวของผู้ป่วยโควิด-19 บางส่วน

ยาเรมเดซิเวียร์ถูกพัฒนาขึ้นโดยกิลเลียด (Gilead) บริษัทสัญชาติสหรัฐฯ ทว่ามีราคาสูงมากและต้องถูกฉีดเข้าเส้นเลือดดำ โดยกิลเลียดระบุว่ายาเรมเดซิเวียร์ช่วยกระตุ้นยอดขายช่วงไตรมาส 3 ของบริษัทราว 900 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 2.7 หมื่นล้านบาท)

 

เรมเดซิเวียร์, โควิด-19

 

(แฟ้มภาพซินหัว : เจ้าหน้าที่ทำงานในห้องปฏิบัติการของอีวา ฟาร์มา ผู้ผลิตยาในจังหวัดกิซาของอียิปต์ วันที่ 2 ก.ค. 2020)

 

เรมเดซิเวียร์, โควิด-19

 

(แฟ้มภาพซินหัว : นักวิจัยทำงานในห้องปฏิบัติการทางแพทย์ในเขตคิลิฟิของเคนยา วันที่ 13 พ.ย. 2020)