ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในประเทศ ที่โลกให้ความสนใจมาตรการควบคุมโควิด-19 ระลอกแรก และมองกันว่าประสบความสำเร็จ จนเรียกขานกันว่า “ญี่ปุ่น โมเดล” ทั้งที่การตรวจไวรัสเป็นไปอย่างจำกัด ไม่สั่งล็อกดาวน์ ไม่มีมาตรการกฎหมายบังคับปิดธุรกิจ ขณะรัฐมนตรีคลังคุยโอ่ว่า เป็นเพราะมาตรฐานวัฒนธรรมสูงส่ง ช่วยญี่ปุ่นคุมไวรัสได้ แต่เวลานี้ ญี่ปุ่นเผชิญการระบาดแบบทุบสถิติวันแล้ววันเล่า และจากที่เคยกระจุกตัวในเมืองหลวง ไวรัสได้แพร่ลามไปยังเมืองอื่นๆ บางเมืองที่ไม่เคยเจอผู้ป่วยเลยหลายเดือนก็กลายเป็นจุดร้อน กลุ่มเสี่ยงที่เคยเป็นหนุ่มสาวติดเชื้อแล้วอาการป่วยไม่รุนแรง  ล่าสุดกำลังขยายตัวไปยังประชากรสูงอายุอย่างน่าวิตก 

 

เมื่อครั้งญี่ปุ่นประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อสกัดคลื่นระบาดรอบแรก รัฐบาลไม่ได้บังคับให้ประชาชนต้องอยู่บ้าน หรือธุรกิจต้องปิดชั่วคราว เมื่อสิ้นสุดประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินปลายเดือนพ.ค. รัฐบาลเดินหน้าปลดล็อกเพื่อพยายามฉุดเศรษฐกิจที่กำลังถดถอย ร้านอาหาร บาร์ เปิดเต็มรูปแบบในเดือนมิ.ย.เช่นเดียวกับการแข่งขันเบสบอล และซูโม่ คณะผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับคำชมในการแสดงภาวะผู้นำช่วงระบาดรอบแรก ถูกยุบ  

โยชิฮิโตะ  นิคิ จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยโชวะ มองว่า นี่คือผลจากการที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจ มากกว่าการควบคุมโรคติดต่อ ด้วยการดึงผู้คนออกมาอีกครั้ง 

อีกปัจจัยที่ทำให้ญี่ปุ่นเห็นสถิติผู้ติดเชื้อในปัจจุบัน คือยกเลิกสถานการณ์ฉุกเฉิน ขณะที่อัตราติดเชื้อยังไม่ได้ชะลอตัวลงมากเพียงพอ ส่งผลต่อเนื่องมาถึงแผนเปิดธุรกิจแบบไม่มียุทธศาสตร์ชัดเจน  เมื่อพบการติดเชื้อใหม่จุดร้อนแรกๆที่ไนต์คลับเมื่อปลายเดือนมิ.ย. การดำเนินการรับมือก็ช้าตามไปด้วย อีกทั้งเมื่อพบผู้ติดเชื้อเพิ่ม ทางการไม่ได้ย้ำถึงอันตราย กลับยืนยันว่าการแพร่เชื้อจำกัดเฉพาะสถานบันเทิง  เคนจิ ชิบูยะ อดีตหัวหน้าฝ่ายนโยบายองค์การอนามัยโลก ปัจจุบัน ประจำที่คิงส์ คอลเลจ ลอนดอน เปรียบเทียบฮ่องกงกับออสเตรเลีย ที่ดำเนินการอย่างรวดเร็ว  และสกัดการแพร่เชื้อไวที่สุดเท่าที่จะทำได้ด้วยการลุยตรวจ บังคับรักษาระยะห่าง รวมถึงล็อคดาวน์ในแหล่งระบาด แต่ญี่ปุ่นทำทุกอย่างให้แย่ลง ด้วยการรอดูสถานการณ์ 

แม้ชาวญี่ปุ่นยังใส่แมสก์ ป้องกันตัวเอง แต่การแพร่เชื้อระลอกใหม่ส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่คนจะปิดหน้าปิดจมูก โดยเฉพาะการกินดื่มข้างนอกเป็นหมู่คณะ  

เชื่อระบบสาธารณสุขยังไหว-อัตราการตายยังต่ำ 

รัฐบาลโตเกียวยืนยันว่า ไม่จำเป็นต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินรอบใหม่ อัตราการตายยังต่ำมากเมื่อเทียบกับทุกประเทศ ระบบการรักษาพยาบาลยังรับได้ อันเป็นปัจจัยสำคัญที่ใช้ตัดสินความสำเร็จในการควบคุมการแพร่เชื้อ ขณะนี้ มีผู้ป่วยอาการหนักไม่ถึง 100 ราย แต่โคจิ วาดะ ศาสตราจารย์สาธารณสุข มหาวิทยาลัยสาธารณสุขและสวัสดิการ ในโตเกียว กล่าวว่า รพ.อาจรักษาผู้ติดเชื้อได้ แต่รัฐบาลเท่านั้นที่จะลดจำนวนผู้ติดเชื้อได้ด้วยมาตรการคุมระบาด

ขณะที่หลายประเทศและผู้เชี่ยวชาญพยายามส่งเสริมและตอกย้ำ วิถีใหม่ในการดำเนินชีวิต และพูดถึงยุคที่คนเราจะต้องอยู่กับไวรัสไปอีกนาน แต่สารจากรัฐบาลกลางและภูมิภาคไปกันคนละทาง ทางการท้องถิ่นโตเกียวเตือนประชาชนไม่ควรเดินทาง รัฐบาลกลางสนับสนุนให้ออกเที่ยว 


 

ชิเกรุ โอมิ ประธานคณะผู้เชี่ยวชาญที่ให้คำแนะนำแก่รัฐบาล เสนอให้เลื่อนการกระตุ้นท่องเที่ยวในประเทศออกไป แต่ไม่มีใครฟัง และที่สุด แคมเปญ  Go To Travel  ก็เป็นเรื่อง เปิดตัวตอนที่การติดเชื้อกลับมาพุ่งทะยาน ประชาชนในชนบทไม่พอใจที่คนในเมืองอาจนำเชื้อเข้าไปแพร่ที่เมืองของพวกเขา นอกจากนี้ โตเกียวยังถูกตัดออกจากแคมเปญในนาทีสุดท้ายอีกด้วย ผลกระทบจากแคมเปญเที่ยวในประเทศต่อการแพร่กระจายเชื้อ อีกเป็นสัปดาห์กว่าจะรู้ได้ ที่น่ากังวลอีกช่วงคือ ประเพณีโอบง ที่ชาวญี่ปุ่นจะเดินทางไปกราบไหว้บรรพบุรุษ และรวมญาติ ช่วงกลางเดือนส.ค.

รัฐบาลกลางไม่ชัดเจน

ฮารุกะ ซากะโมโตะ นักวิจัยสาธารณสุขมหาวิทยาลัยโตเกียว กล่าวว่า ในยามปกติ รัฐบาลรวมศูนย์อำนาจมาก ทางการท้องถิ่นไม่มีความเห็นแย้งมากนัก  แต่ยามนี้รัฐบาลกลางกลับไม่มีแนวทางและยุทธศาสตร์ชัดเจนว่าควรทำอย่างไรกับโควิด-19 ผลักเป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลท้องถิ่น 

ซึ่งเวลานี้เริ่มเห็นทางการท้องถิ่นแตะเบรคเปิดเศรษฐกิจ โอซากาขอให้ประชาชนงดออกไปกินดื่มเป็นกลุ่มตั้งแต่ 5 คน ที่โตเกียว ร้านอาหาร บาร์และคาราโอเกะ ได้รับการร้องขอให้ลดชม.บริการ ขณะที่จ.โอกินาวะ ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินแล้ว แต่มาตรการเหล่านี้ยังไม่มากพอ ประธานสมาคมการแพทย์โตเกียว เรียกร้องว่าถึงเวลาที่ญี่ปุ่นควรแก้ไขกฎหมายเปิดช่องบังคับปิดธุรกิจได้แล้ว เพราะนี่อาจเป็นโอกาสสุดท้ายที่จะรับมือกับการแพร่ระบาด 

ที่มา Japan Times