ทามารา วาน อาร์ค ลาเต รัฐมนตรีสาธารณสุขเนเธอร์แลนด์ แถลงเมื่อวานตามเวลาท้องถิ่น (29 ก.ค.) ว่าจากการประเมินโดยสถาบันสุขภาพแห่งชาติ  ไม่พบหลักฐานถึงประสิทธิผลของการใส่แมสก์ในทางการแพทย์ รัฐบาลจึงตัดสินใจไม่ออกเป็นข้อบังคับทั่วประเทศ แค่ให้ยึดมั่นในกฎรักษาระยะห่าง 1.5 เมตร กระนั้น เมืองต่างๆมีอิสระในการทดลองมาตรการของตัวเอง รวมถึงบังคับใส่แมสก์หากเห็นว่าจำเป็น 

การแถลงมีขึ้นหลังการประชุมร่วมนายกเทศมนตรีและผู้เชี่ยวชาญสาธารณสุข ที่กรุงอัมสเตอร์ดัม หลังนายกเทศมนตรีอัมสเตอร์ดัมและรอตเทอร์ดัม เรียกร้องให้รัฐบาลออกกฎบังคับใส่หน้ากากในพื้นที่สาธารณะ เนื่องจากพบผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น  ปัจจุบัน เนเธอร์แลนด์บังคับให้ใส่แมสก์เฉพาะในระบบขนส่งมวลชน และในสนามบินเท่านั้น  


มติของรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ สวนทางกับประเทศยุโรปที่เห็นไปในทางเดียวกันแล้วว่าควรใส่แมสก์ไว้ตลอดเวลาเมื่ออยู่ในที่แออัดและยากจะรักษาระยะห่างได้ โดยล่าสุด เบลเยียมเพิ่งประกาศเพิ่มสถานที่ที่ประชาชนจะต้องใส่แมสก์ อังกฤษก็บังคับเช่นกันเมื่อไปร้านค้า แม้แต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ก็หันมาเรียกร้องชาวอเมริกันใส่แมสก์แล้ว จากที่เคยต่อต้านมาตลอด 

เนเธอร์แลนด์มีผู้ติดเชื้อ 1,329 ในสัปดาห์ที่ผ่านมา เพิ่มจากสัปดาห์ก่อน 1 ใน 3 ยอดผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่รัฐบาลประกาศผ่อนปรนมาตรการล็อกดาวน์เมื่อ 1 ก.ค. 

กระนั้น Jaap van Dissel หัวหน้านักไวรัสวิทยาสถาบันสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ กล่าวว่า สถาบันรับทราบผลการศึกษาที่พบว่า การใส่แมสก์ช่วยชะลอการแพร่เชื้อลงได้ แต่เขาไม่เชื่อว่าจะช่วยได้ในสถานการณ์ระบาดปัจจุบันที่เนเธอร์แลนด์ การติดเชื้อส่วนใหญ่มาจากการรวมตัวของครอบครัว งานเลี้ยงและบาร์บีคิวในหมู่นักเรียน อันเป็นสถานที่ที่แมสก์ไม่น่าจะมีผลอะไร นอกจากนี้ การใส่อาจทำให้เข้าใจผิดว่าปลอดภัยแล้วไม่ต้องรักษาระยะห่าง  หรือหากใส่อย่างไม่ถูกต้อง ก็จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงแพร่เชื้อ “ดังนั้น เราจึงคิดว่าหากจะใช้แมสก์ในที่สาธารณะแล้ว ก็จะต้องผ่านการฝึกมาอย่างดี”  
 ผู้ชี่ยวชาญกฎหมายในเนเธอร์แลนด์บางคน ยังติงว่าการออกกฎบังคับใส่แมสก์แบบทั่วไปหมดอาจขัดรัฐธรรมนูญ จำเป็นต้องออกเป็นกฎหมายแยกอีกฉบับเพื่อบังคับใช้ได้