เมื่อเดือนมีนาคม สภาคองเกรสสหรัฐ ผ่านความเห็นชอบอัดฉีดงบประมาณ 2.6 ล้านล้านดอลลาร์เข้าระบบเศรษฐกิจ บรรเทาผลกระทบวิกฤติโรคระบาด แต่ความเร่งรีบจัดสรรเงินเยียวยาโควิด-19 นำไปสู่ข้อผิดพลาดหลายประการ  ตัวอย่างหนึ่งที่องค์การกำกับการบริหารงานภาครัฐ ของรัฐสภา ( จีโอเอ ) ตรวจพบก็คือ กระทรวงการคลัง ส่งเช็คมูลค่า 1,200 ดอลลาร์ ให้แก่ชาวอเมริกันโดยไม่ได้ตรวจสอบสถานภาพของผู้รับ เป็นเหตุให้เงินจำนวน 1,400 ล้านดอลลาร์ หรือราว 4.3 หมื่นล้านบาท ถูกส่งไปให้ผู้มีสิทธิ์แต่เสียชีวิตแล้ว  1.1 ล้านคน  นอกจากนี้ รายงานยังเตือนว่า  การปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำช่วยเหลือธุรกิจขนาดย่อม ผ่านโครงการ Paycheck Protection Program ที่คิดเป็น 26% ของงบเยียวยาโควิด-19 ก็มีความเสี่ยงฉ้อฉล  ด้วยจำนวนเงินกู้ที่อนุมัติ ความรวดเร็วในการดำเนินการ และมาตรการกำกับดูแลไม่รัดกุม เงินกู้บางส่วนตกอยู่ในมือของธุรกิจขนาดใหญ่ซึ่งเป็นบริษัทมหาชนแทน  


นักวิจารณ์ติงตั้งแต่แรกเรื่องการจัดสรรงบประมาณหละหลวม ไม่มีกฎเกณฑ์ชัดเจน และขาดการกำกับดูแล ซึ่ง จีโอเอ ตอกย้ำความวิตกนี้ในรายงานว่า ความเร่งด่วนในการสนองตอบปัญหาสาธารณสุขร้ายแรงและกว้างขวาง ความชะงักงันทางเศรษฐกิจ ทำให้หน่วยงานต่างๆยกเป็นความสำคัญเร่งด่วนที่จะต้องดำเนินการจัดสรรงบประมาณและขับเคลื่อนโครงการใหม่ๆให้ไวที่สุดเท่าที่จะทำได้ จึงเกิดปัญหาความโปร่งใสและการตรวจสอบ เช่น การที่รัฐบาลทรัมป์ไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลว่าเงินกู้กว่า 5.16 แสนล้านดอลลาร์ที่ปล่อยให้กับธุรกิจกว่า 4.7 ล้านรายเป็นใครกันบ้าง เพิ่งจะไม่นานมานี้ ที่กระทรวงการคลังประกาศว่าจะเผยชื่อผู้กู้ยืมเงินระหว่าง 1.5 แสนดอลลาร์-10 ล้าน หรือราว 14% ของผู้รับความช่วยเหลือตามโครงการนี้ 

รายงานตรวจสอบมีขึ้นขณะที่ ส.ส.สหรัฐกำลังถกอภิปรายว่าจำเป็นต้องจัดงบช่วยเหลือเพิ่มเติมหรือไม่ พรรคเดโมแครตและนักเศรษฐศาสตร์จำนวนมาก รวมถึงประธานธนาคารกลาง แนะนำว่าควรช่วยเยียวยาต่อไป โดยชี้ปัญหาการว่างงานยังสูงแต่พรรครีพับลิกันยังลังเล 

ติดตามข่าวสาร "คมชัดลีก" ผ่าน Line official
เพิ่มเพื่อน

นาเดีย เบลาสเกซ ส.ส.เดโมแครต จากนิวยอร์ก กล่าวว่า ผลตรวจสอบการใช้งบประมาณ เผยให้เห็นการบริหารจัดการภาษีประชาชนผิดพลาดและประมาท จำเป็นที่จะต้องเพิ่มความโปร่งใสและตรวจสอบได้