royal coronation
วันที่ 19 ตุลาคม 2562
ต่างประเทศ

เอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน คนไร้รัฐกับหนังสือเล่มใหม่

วันที่ 29 กันยายน 2562 - 16:00 น.
สโนว์เดน,คนไร้รัฐ,หนังสือเล่มใหม่
Shares :
เปิดอ่าน 24 ครั้ง

โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์

 

           

วงการหนังสือทั้งในสหรัฐและยุโรปต่างฮือฮาขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากมีการวางแผงหนังสือเล่มใหม่เมื่อวันที่ 17 กย.ที่เพิ่งผ่านมา และเป็นที่ฮือฮาไม่ใช่น้อย ไม่ใช่แค่เพราะไม่ทันไรก็จะมีการตีพิมพ์ในราว 20 ประเทศแล้วเท่านั้น หากเชื่อว่าสามารถเขย่าทำเนียบขาวและหน่วยข่าวกรองยักษ์ใหญ่ของแดนอินทรีอเมริกาให้สะเทือนเลื่อนลั่นอีกครั้ง ในเมื่อมีชื่อของ เอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน  เจ้าของฉายา “จอมแฉ” หรือพรายกระซิบชื่อดังก้องโลกมากที่สุด เป็นหลักประกันในฐานะคนเขียนอยู่แล้ว

 

“Permanent Record “ คือชื่อของหนังสือเล่มใหม่ที่ว่านี้ เป็นหนังสือประเภทไดอารีที่สโนว์เดน วัย 36 ปี เขียนขึ้นในวาระครบรอบ 6 ปีที่ต้องหนีกระเจิดกระเจิงจากประเทศบ้านเกิดนับตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมา

           

หนังสือเล่มนี้ยังวางแผงในช่วงที่สโนว์เดนกำลังจะเป็นคนไร้รัฐ หลังจากครบสัญญา 3 ปีที่แดนหมีขาวรัสเซีย ยอมให้ลี้ภัยการเมือง ภายใต้เงื่อนไขว่ายอมให้ลี้ภัยจนถึงเดือนสค.2562 เท่านั้น ทำให้เจ้าตัวต้องวิ่งเต้นหาประเทศที่ 3 ที่กล้าพอจะรับตัวเองให้ลี้ภัย

 

แต่โชคร้ายยิ่ง “เมตตาธรรมและมนุษยธรรม” หรือจะหาญกล้าท้าทายอำนาจมืดจากหน่วยข่าวกรองอันทรงอิทธิพลยิ่งของแดนอินทรีอเมริกาได้ จวบจนขณะนี้ มีกว่า 12 ประเทศจำใจประกาศตัวไม่ยอมให้ลี้ภัย  เพราะไม่อยากเอาไม้ซีกไปงัดไม้ซุง ไม่อยากเปลืองตัวเองหากถูกทำเนียบขาวกดดันทุกรูปแบบเพื่อบีบให้ส่งตัวสโนว์เดนไปขึ้นศาลอเมริกันให้ได้ ในฐานะเป็นบุคคลที่ทางการต้องการตัวมากที่สุด ด้วยสารพัดข้อกล่าวหาร้ายแรงรวมไปถึงทรยศต่อประเทศชาติและจารกรรมความลับของทางราชการ

           

เป็นเรื่องน่าเศร้ายิ่งที่สื่อตะวันตก มุ่งเจาะแต่ประเด็นว่าหนังสือเล่มใหม่นี้มีข้อมูลใหม่เกี่ยวกับการจารกรรมระดับโลกหรือไม่ จะได้ประโคมข่าวใหญ่ตามด้วยการเจาะลึกหารายละเอียดเพิ่มเติม โดยไม่สนใจประเด็นที่สโนว์เดนกำลังจะเป็นคนไร้รัฐ ทั้งๆที่เจ้าตัวได้แบไต๋ตรงๆว่า สนใจจะไปลี้ภัยที่ฝรั่งเศสหรือบราซิล แต่ทั้ง 2 ประเทศยังคงปิดปากเงียบ กระทั่ง เจ้าตัวต้องตั้งคำถามเชิงท้าทายถึงเหตุผลที่ประเทศเหล่านั้นปฏิเสธไม่ยอมให้ที่ลี้ภัยว่า “ระบบที่เราอาศัยอยู่...การปกป้องผู้เปิดโปงความจริงไม่ใช่การกระทำเชิงปฏิปักษ์”

         

และสมแล้วที่สโนว์เดนจะอ่านใจนักข่าวถูก จึงได้วางหมากเหนือชั้นไว้ตัวหนึ่ง เมื่อประกาศว่า มีเอกสารสำคัญอีกหลายชิ้นที่พร้อมจะเปิดเผยให้ประชาชนทราบและคาดว่าคงจะเป็นที่สนใจ เนื่องจากเอกสารนี้ เกี่ยวข้องกับการแอบสอดแนมประชาชนเกือบทั่วโลกรวมทั้งผู้นำประเทศสำคัญๆ รวมถึงอังกฤษ และ บราซิล แต่ตัวเองจะยังไม่เปิดเผยข้อมูลลับนี้ เพราะไม่ต้องการนำข้อมูลจากเอกสารลับสุดยอด ไปแลกกับการได้รับที่ลี้ภัยที่ปลอดภัย เนื่องจากเชื่อว่าการลี้ภัยทางการเมืองควรได้รับการอนุมัติด้วยเหตุผลทางมนุษยธรรม

           

 

 

สโนว์เดน อดีตลูกจ้างฝ่ายเทคนิคที่มีหน้าที่ดูแลระบบคอมพิวเตอร์ และ "นักวิเคราะห์โครงสร้างพื้นฐาน" ของสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติ (เอ็นเอสเอ) อดีตลูกจ้างของสำนักข่าวกรองกลางแห่งสหรัฐ (ซีไอเอ) ผู้อยู่เบื้องหลังการเปิดโปงโครงการลับของเอ็นเอสเอ.ที่ร่วมมือกับซีไอเอ.และเอฟบีไอ.ลักลอบเจาะข้อมูลการติดต่อสื่อสารและจารกรรมข้อมูลส่วนตัวของชาวอเมริกันและประชาชนทั่วโลกรวมแล้วเป็นพันล้านคน โครงการสอดส่องดูแลอินเทอร์เน็ต อย่าง ปริซึม หรือแม้แต่ดักฟังโทรศัพท์ของตัวผู้นำของบางประเทศโดยเฉพาะการดักฟังโทรศัพท์นางอังเกลา แมร์เคิล หญิงเหล็กแห่งเยอรมนี ซึ่งถือเป็นการล่วงละเมิดสิทธิมนุษยชนครั้งร้ายแรง

           

ที่ผ่านมา สโนว์เดนเคยออกหนังสือหลายเล่มอิงข้อมูลลับที่ได้มา แต่หนังสือเล่มล่าสุดกลับไม่ได้เผยข้อมูลลับใหม่ๆอย่างที่หลายคนคาดหวัง  อาจเรียกได้ว่าเป็นครั้งแรกด้วยซ้ำที่สโนว์เดนเปลี่ยนมาเขียนเขียนในแนวอัตถชีวประวัติของหงส์ดำ อาทิบอกว่า ตัวเองได้แต่งงานเมื่อ 2 ปีที่แล้วกับลินด์เซย์ มิลล์ เพื่อนสาวที่ตัวเองทิ้งไว้เบื้องหลังตอนหนีกระเซอะกระเซิงจากสหรัฐไปหลบอยู่ที่ฮ่องกง

       

นอกจากนี้ ยังบอกเล่าประสบการณ์ของคนรุ่นตัวเอง ที่เรียกว่า เด็กรุ่นออนไลน์ในช่วงทศวรรษ 2533 เป็นเด็กรุ่นที่ชอบสนทนาทางออนไลน์ และตัวเองก็มีนามแฝงเก่าอยู่มากมาย vkmb Citizenfour, Cincinnatus, Shrike the Knight, Corwin the Bard, Belgarion the Smith, squ33ker   and Verax ซึ่งเป็นภาษาละตินหมายถึง”ความจริง” ล้อเลียนนามแฝงของจูเลียน อัสซานจ์ มือแฮคเก่าก่อนจะก่อตั้งวิกิลีกส์ที่ใช้ว่า Mendax แปลว่า”ผู้เล่าเรื่องโกหก” ส่วนนามแฝงที่ยังใช้อยู่ทุกวันนี้บนโซเชียลมีเดีย ก็คือ TheTrueHooha เป็นต้น

           

จากนั้น สโนว์เดนเล่าว่า ด้วยความสามารถเป็นเลิศในเรื่องคอมพิวเตอร์โดยเฉพาะทางเทคนิกที่ส่วนหนึ่งอาศัยการเรียนรู้ด้วยตัวเอง จึงถูกดึงไปทำงานให้รัฐช่วงหลังเหตุการณ์ 9/11 ต่อมา ตัวเองสมัครเป็นทหารและพยายามจะเข้าหน่วยรบพิเศษให้ได้ แต่ฝันพลันสลายเมื่อขาเกิดหักทั้ง 2 ข้างในช่วงฝีกพื้นฐาน แล้วชะตาชีวิตก็ผลักดันให้ก้าวสู่โลกของข่าวกรอง กระทั่งมีโอกาสเดินทางไปหลายประเทศ

       

อาทิ หลังจากประจำการที่เวียนนา ก็ได้ย้ายไปอยู่ที่โตเกียวในปี 2552 ในตำแหน่งนักวิเคราะห์ระบบให้กับเอ็นเอสเอ. แต่ปกปิดความจริงด้วยการบอกว่าเป็นพนักงานของเดลล์ “...ในกรณีของเอ็นเอสเอ.มีอยู่ 2 สิ่งที่ทำให้ผมอึ้งไปเลย หนึ่งก็คือความซับซ้อนของเทคโนโลยี่เมื่อเปรียบเทียบกับซีไอเอ.ข้อที่ 2 ก็คือความจริงที่ว่าแทบจะไม่มีมาตรการตรวจสอบความปลอดภัย  คำสั่งในโปรแกรมมีแต่สั่งให้ทำซ้ำๆ วนไปวนมา “สโนว์เดนให้ความเห็นว่าเอ็นเอสเอ”แทบจะไม่ใส่ใจที่จะเข้ารหัสอะไรทั้งสิ้น

           

สโนว์เดนยังได้เริ่มค้นคว้าวิจัยระบบจารกรรมภายในของจีน ซึ่งทำให้เขาฉุกคิดขึ้นมาเป็นครั้งแรกว่าถ้าหากระบบนี้ทำได้จริง สหรัฐก็อาจจะใช้ระบบนี้เช่นกัน.. “บางทีกฎพื้นฐานของการพัฒนาเทคโนโลยีให้ก้าวหน้า ก็คือถ้าหากบางสิ่งบางอย่างสามารถทำได้ ก็อาจจะทำให้เสร็จสิ้นได้ และอาจจะทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว”

       

แต่การสนุกกับงานของเขาก็พลันสะดุดลง เมื่อตัวเองสืบพบว่าหน่วยงานที่ทำอยู่ด้วยได้แปลงอินเตอร์เนตไปทำในสิ่งที่ตรงข้ามกับอุดมคติของตัวเอง  และยังเป็นการคุกคามขั้นพื้นฐานของประชาชน โดยไม่มีใครสังเกตมาก่อน “...เป็นอนาธิปไตยที่ไม่มีการบันทึกเป็นหลักฐาน...” เป็นการคุกคามที่ใครบางคนจำเป็นต้องเสียสละอย่างใหญ่หลวงเพื่อยุติการคุกคามนี้

           

ส่วนกรณีที่มีเสียงลือว่าสโนว์เดนไม่ถูกกับจูเลียน อัสซาน ผู้ก่อตั้งวิกิลีกส์ซึ่งถูกศาลอังกฤษจัดสินจำคุกเมื่อกลางเดือนเม.ย.ที่ผ่านมาเป็นเวลา 50 สัปดาห์ ฐานละเมิดคำสั่งศาลเมื่อ 7 ปีที่แล้ว จากกรณีที่หนีไปขอลี้ภัยในสถานทูตเอกวาดอร์ประจำกรุงลอนดอน เพื่อเลี่ยงการถูกส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดนให้สวีเดน
         

”ขณะที่หลายคนเชื่อมานานว่าการที่อัสซานจ์ช่วยเหลือผมนั้นมีแรงจูงใจมาจากความเห็นแก่ตัว แต่ผมเชื่อว่าแรงจูงใจแท้จริงของเขาที่อยู่เหนือสื่งอื่นใดก็คือต้องการช่วยผมให้สามารถหลบหนีการถูกจับกุม...อาจจะเป็นความจริงที่ว่าอัสซานจ์อาจจะเป็นคนเห็นแก่ตัว,ไร้ประโยชน์,อารมณ์เสียเป็นประจำและเที่ยวระรานเขาไปทั่ว หลังจากที่พวกเราได้เกิดโต้เถียงกันอย่างรุนแรงเพียงแค่เดือนเดียวหลังจากเราได้ส่งข้อความติดต่อกันเป็นครั้งแรก ผมก็ไม่เคยติดต่อกับเขาอีกเลย แต่เขาก็มีความจริงใจที่จะคิดว่าตัวเองเป็นนักรบในการทำสงครามครั้งประวัติศาสตร์เพื่อสิทธิในการรับรู้ของประชาชน สงครามที่เขาพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อชัยชนะ”

       

“ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดต่ออัสซานจ์ก็คือ โอกาสที่จะตั้งหน่วยตอบโต้ ดังกรณีที่เกิดขึ้นกับพลทหารเชลซี แมนนิ่ง แหล่งข่าวที่มีชื่อเสียงมากที่สุดที่ถูกศาลตัดสินจำคุก 35 ปีซึ่งเป็นโทษร้ายแรงที่สุดเป็นประวัติการณ์หมายขัดขวางบรรดาพรายกระซิบทั่วทุกหนแห่ง

Shares :

ข่าวเกี่ยวข้อง
5 อันดับข่าวฮิต
Recommended
ข่าวที่คุณอาจสนใจ