royal coronation
วันที่ 20 ตุลาคม 2562
ต่างประเทศ

เมื่อลูกเศรษฐีกลายร่างเป็นผู้ก่อการร้าย

วันที่ 12 พฤษภาคม 2562 - 08:09 น.
ลูกเศรษฐี,ผู้ก่อการร้าย,บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์,ข่าวต่างประเทศ
Shares :
เปิดอ่าน 48,132 ครั้ง

โดย บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์

 

 
สมัยหนึ่งเคยมีความเชื่อผิดๆ ว่า ต้นตอการก่อการร้ายที่ลามไปทั่วโลกมาจากความยากจนและการไร้การศึกษา แต่เมื่อตรวจสอบประวัติของบรรดาสาวกของกลุ่มก่อการร้ายชื่อดังอย่างเฮซบอลเลาะห์, ไอเอส, อัลไกดา, ตาลีบัน และเจมาห์ อิสลามิยาห์ (เจไอ) ที่เคยอาละวาดแถบประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน กลับพบข้อมูลที่สุดแสนเหลือเชื่อว่าสาวกกลุ่มหนึ่งล้วนมีการศึกษาดี เป็นถึงแพทย์ หรือวิศวกร แถมยังมีฐานะดีอีกด้วย จนสามารถไปศึกษาต่อที่ต่างประเทศอย่างอังกฤษ ออสเตรเลีย และสหรัฐได้

 

รายงานชิ้นหนึ่งของธนาคารซึ่งได้วิเคราะห์เบื้องหน้าเบื้องหลังของผู้ก่อการร้ายก่อนจะฟันธงเปรี้ยงว่า "ความยากจนและไร้การศึกษาไม่ใช่สาเหตุของการก่อการร้าย” โดยธนาคารโลกได้ตรวจสอบประวัติย้อนหลังของสาวกของกลุ่มเฮซบอลเลาะห์ที่เสียชีวิตระหว่างปฏิบัติการในช่วงทศวรรษ 2523 และต้นทศวรรษ 2533 ซึ่งเป็นยุคทองของการก่อการร้ายว่า ส่วนหนึ่งมาจากครอบครัวที่มีฐานะดีและค่อนข้างมีการศึกษาสูงมากกว่ามาจากครอบครัวยากจนและการศึกษาน้อย

เหตุระเบิดฆ่าตัวตายที่ศรีลังกาเมื่อวันอีสเตอร์ได้พิสูจน์ความจริงนี้ หลังตรวจสอบประวัติผู้ก่อการร้ายทั้ง 9 คนแล้ว ปรากฏว่ามือระเบิดฆ่าตัวตาย 2 คนเป็นพี่น้องมาจากครอบครัวเศรษฐีอันดับต้นๆ แถมยังเคยไปเรียนที่อังกฤษกับออสเตรเลีย

ไม่ใช่แค่ รานิล วิกรมสิงเห นายกรัฐมนตรีเท่านั้นที่ยอมรับว่า ประหลาดใจมากที่มือระเบิดเป็นคนมีฐานะดีมากๆ แถมยังมีการศึกษาดี ชาวศรีลังกาส่วนใหญ่ต่างยอมรับว่าประหลาดใจและไม่เข้าใจถึงเหตุผลนี้เช่นกัน ซึ่งเป็นคำถามเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในยุโรปเมื่อช่วงทศวรรษ 2523 และ 2533 ที่หนุ่มสาวที่มีผิวขาว มีฐานะดี มีการศึกษาดีทั้งในเยอรมนีและอิตาลี รวมทั้งที่ญี่ปุ่นถึงหันไปนิยมแนวทางรุนแรงอย่างการก่อวินาศกรรมและการสังหารหมู่ พอมาถึงช่วงศตวรรษใหม่ แนวโน้มเปลี่ยนไปเป็นยุคของมุสลิมสุดโต่งที่ก่อเหตุช็อกโลก จี้เครื่องบินถล่มอาคารเวิลด์เทรดและกระทรวงกลาโหมสหรัฐเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2544

อุสมะ บิน ลาเดน ตัวการใหญ่ในครั้งนั้นเป็นลูกชายของมหาเศรษฐีผู้มั่งคั่งที่สุดจากธุรกิจก่อสร้างที่ซาอุดีอาระเบีย ขณะที่ ไอยมานน์ อัล ซาวาฮิริ ผู้นำคนปัจจุบันของกลุ่มอัลไกดา ก็จบการศึกษาระดับสูงเช่นกัน กาหลิด ชีค โมฮัมเหม็ด ตัวการใหญ่อีกคนหนึ่งในเหตุถล่มเวิลด์เทรด เรียนที่อเมริกา ขณะที่ญาติคนหนึ่งซึ่งเคยก่อเหตุถล่มเวิลด์เทรด ครั้งแรกเมื่อปี 2536 และลอบวางระเบิดเครื่องบินที่ฟิลิปปินส์ ก็เรียนวิศวกรรมไฟฟ้าที่อังกฤษ ผู้ก่อการร้ายคนหนึ่งที่ก่อเหตุที่อังกฤษเมื่อปี 2550 เป็นถึงแพทย์ฝีมือดี

ส่วน ยาซิด ซูฟาอัต สัญชาติมาเลเซียผู้นำกลุ่มเจมาห์ อิสลามิยาห์ (เจไอ) หรือสาขาของอัลไกดาในเอเชียอาคเนย์ จบชีวเคมีที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในสหรัฐ และยังเคยเป็นทหารอากาศมาเลเซีย ขณะที่ ดร.อาซาฮารี บิน ฮุสเซน ที่เชื่อว่าเป็นตัวการใหญ่อยู่เบื้องหลังการลอบวางระเบิดที่บาหลีเมื่อปี 2545 เป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี มาเลเซีย

ชาวบังกลาเทศกลุ่มหนึ่งที่เชื่อว่าเป็นสาวกไอเอสที่ก่อเหตุโจมตีร้านเบเกอรี่แห่งหนึ่งซึ่งเป็นที่นิยมของชาวตะวันตกเมื่อปี 2559 มีผู้เสียชีวิต 20 คน มาจากครอบครัวคนมีฐานะและมีการศึกษาดี

คนกลุ่มนี้ มักจะเป็นเป้าหมายสำคัญที่กลุ่มไอเอสและอัลกออิดะห์ พยายามจะจูงใจให้เข้าร่วมในขบวนก่อการร้ายและสามารถทำได้ในระดับหนึ่ง

 

 

สำหรับ โมฮัมเหม็ด ซาห์รอน ฮาชิม เชื่อว่าเป็นหัวหน้าใหญ่การก่อการร้ายในวันอีสเตอร์ ได้ชื่อว่าเป็นนักเทศน์สายสุดโต่งในท้องถิ่นห่างไกล เป็นชนชั้นกลางที่จบการศึกษาพื้นฐานทางศาสนาเท่านั้น เริ่มเป็นที่จับตามองเนื่องจากชอบโพสต์วิดีโอบนยูทูบที่เต็มไปด้วยถ้อยคำเกลียดชังพวกคนนอกรีตที่ไม่ได้นับถืออิสลาม ก่อนก่อเหตุไม่นาน ได้นำมือระเบิดฆ่าตัวตายอีก 8 คนทำพิธีสาบานเป็นสมาชิกผู้ซื่อสัตย์ของกลุ่มไอเอส

หลังเกิดเหตุแค่ 90 นาที หน่วยรักษาความมั่นคงได้ไปล้อมคฤหาสน์สูง 3 ชั้นที่มีรถบีเอ็มดับเบิลยูคันหนึ่งจอดอยู่หน้าบ้าน บ้านหลังนี้มีพี่น้อง 2 คนอาศัยอยู่ คนพี่ชื่อ อินชาฟ อิบรอฮิม อายุ 38 ปี เจ้าของโรงงานผลิตท่อทองแดง และ อิลแฮม คนน้องวัย 36 ปี ทั้ง 2 คนเป็นลูกชายของ โมฮัมเหม็ด ยูซุฟ อิบรอฮิม หนึ่งในนักธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จมากที่สุดในศรีลังกาจากการค้าพริกไทยและเครื่องเทศ พี่น้องทั้ง 2 คนยังมีธุรกิจค้าอัญมณีด้วย

 

 

ทันทีที่ทหารและตำรวจเคลื่อนกำลังเข้าไปในบ้าน ฟาติมะ ภรรยาของอิลแฮม ซึ่งกำลังตั้งท้องลูกคนที่ 4 ได้ระเบิดตัวเองต่อหน้าลูกๆ ทั้ง 3 คน อายุ 5 ปี 4 ปี และ 9 เดือน ทำให้ทั้ง 4 คนเสียชีวิตพร้อมกับตำรวจอีก 3 คน ส่วน โมฮัมเหม็ด ยูซุฟ อิบรอฮิม วัย 70 ปี หัวหน้าครอบครัวหลังจากถูกนำตัวไปสอบ ทางการได้แถลงยืนยันว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ไม่รู้เห็นใดๆ กับเรื่องที่ลูกชายทั้ง 2 คนกลายเป็นมือระเบิดในเหตุนองเลือดครั้งนี้

อินชาฟ เป็นชายรูปงามคนหนึ่ง ไว้หนวดเคราน้อยๆ สูง 180 เซนติเมตร ถือว่าสูงกว่าชาวบ้านทั่วไปมาก เป็นนักกีฬาที่รูปร่างสมส่วน มีกล้ามใหญ่ ชอบเดินเร็วเป็นนิสัย เป็นคนที่ชอบอวดรวย ขับรถแลนด์ครุยเซอร์สีขาวของโตโยต้า ตอนยังเด็กได้เรียนหนังสือที่โรงเรียนที่ได้ชื่อว่าดีที่สุดและมีชื่อมากที่สุด ช่วงนั้นเพื่อนๆ ให้สมญาว่ากุดดา หรือผง ล้อเลียนธุรกิจเครื่องเทศของครอบครัว พอโตขึ้นพ่อให้ดูแลโรงงานผลิตท่อทองแดง ภาพถ่ายเมื่อปี 2559 เผยให้เห็นว่าอินชาฟกับพ่อกำลังรับรางวัลจากรัฐมนตรีคนหนึ่ง ถือเป็นหนึ่งในหลายๆ รางวัลที่ครอบครัวนี้ได้รับจากรัฐบาล

ส่วน อิลแฮม น้องชาย เป็นคนที่มีความซับซ้อนมากกว่า ค่อนข้างเก็บตัว ไม่ค่อยปรากฏตัวให้ใครเห็น ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร ที่สำคัญทั้งเขาและฟาติมะภรรยาค่อนข้างเคร่งศาสนามากกว่าคนอื่นๆ ในครอบครัว ฟาติมะ เคร่งจนถึงขั้นใช้ผ้าคลุมหน้าหรือฮิญาบ ซึ่งแปลกกว่าหญิงพื้นเมืองทั่วไป

อิลแฮมเคยเรียนที่โรงเรียนนานาชาติชื่อดังมาแล้วหลายแห่ง ก่อนจะบินไปเรียนวิศวกรรมการบินที่มหาวิทยาลัยคิงสตัน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของลอนดอนระหว่างปี 2549-2550 จากนั้นย้ายไปเรียนต่อที่ออสเตรเลีย น้องสาวคนหนึ่งของเขาเผยว่าพี่ชายเริ่มเปลี่ยนไปตอนเรียนที่ออสเตรเลีย เชื่อว่ามาจากการคบเพื่อนที่เป็นมุสลิมสุดโต่ง

เมื่อกลับบ้านแล้ว งานส่วนใหญ่ของอิลแฮมก็คือดูแลไร่พริกไทยของครอบครัวที่เมืองมาตาเล ซึ่งต้องใช้เวลา 2-3 ชั่วโมงในการขับรถจากบ้านที่โคลัมโบไปที่ไร่พริกไทย แต่ไร่พริกไทยนี้อยู่ห่างจากบ้านของฮาชิมราว 50 กิโลเมตรเท่านั้น ท้ายสุดทั้ง 2 คนก็เริ่มติดต่อกัน และความสัมพันธ์ของทั้ง 2 คนถือว่าสมประโยชน์ ถ้าอิลแฮมต้องการหานักเทศน์ที่เคร่งศาสนา ชาห์รอน ฮาชิม ก็คือคนที่เหมาะสม และถ้าชาห์รอน ฮาชิม ต้องการจะก่อเหตุร้าย ความร่ำรวยของครอบครัวอิบรอฮิมก็สามารถช่วยบรรเทาภาระทางด้านการเงินของเขาได้

คืนก่อนจะก่อเหตุ อินชาฟบอกภรรยาว่าจะเดินทางไปที่แซมเบีย และขณะบอกลากัน เขาหยุดชั่วครู่ตรงรถส่วนตัวแล้วหันไปบอกภรรยาว่า "ต้องเข้มแข็งนะ” จากนั้น ได้ไปเช็กอินที่โรงแรมซินามอน แกรนด์ โฮเต็ล โดยใช้บัตรประชาชนปลอม ขณะที่อิลแฮมเช็กอินที่โรงแรมแชงกรีลาโดยใช้บัตรประชาชนจริง

 

 

ภาพจากกล้องวงจรปิด เผยให้เห็นว่าในวันเกิดเหตุ อินชาฟซึ่งสะพายเป้หนัก สวมหมวกแก็ปปิดใบหน้าทำท่าลังเลอยู่หน้าห้องอาหารที่โรงแรมซินามอนหลายครั้ง บ่งบอกถึงความเครียด ทั้งๆ ที่ปกติแล้วเขาจะเข้ากับคนทั่วไปง่ายกว่าอิลแฮมน้องชาย แต่ท้ายสุด อินชาฟตัดสินใจเดินหน้าต่อ จุดระเบิดฆ่าตัวตายพร้อมนักท่องเที่ยว 20 คน

ส่วนอิลแฮมและชาห์รอน ฮาชิม ต่างร่วมมือกันระเบิดฆ่าตัวตายที่ห้องอาหารโรงแรมแชงกรีลา จากภาพวงจรปิด เป็นภาพอิลแฮมสะพายเป้ใหญ่ สวมหมวกเบสบอล พบกับฮาชิมที่หน้าลิฟต์ โดยฮาชิมยิ้มให้จนแทบเห็นฟันหมดปาก เฉพาะโรงแรมหรูแห่งนี้เพียงแห่งเดียวมีผู้เสียชีวิต 33 คน

เนื่องจากอิลแฮมใช้บัตรประชาชนของจริงตอนเช็กอิน ตำรวจจึงสามารถสืบหาตัวว่าเขาเป็นใคร

 

Shares :

ข่าวเกี่ยวข้อง
5 อันดับข่าวฮิต
Recommended
ข่าวที่คุณอาจสนใจ