สำนักข่าวดอยช์เวลเลอของเยอรมนี รายงานว่าเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีฮัสซัน โรฮานี ของอิหร่าน เผยผลการศึกษาชิ้นหนึ่งที่ใช้เวลาเก็บข้อมูล 3 ปีแสดงให้เห็นว่าทัศนคติของชาวอิหร่านต่อการบังคับสตรีสวมฮิญาบ หรือผ้าคลุมศีรษะแบบสตรีมุสลิม เปลี่ยนไปตลอดในช่วง 10 ปี จนหลังสุดพบชาวอิหร่านเกือบครึ่งเห็นว่าการสวมฮิญาบควรเป็นทางเลือกส่วนตัว

          ศูนย์ยุทธศาสตร์ศึกษา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทำเนียบประธานาธิบดี เผยแพร่ผลการศึกษาเรื่องนี้ ขณะตำรวจจับกุมผู้หญิงหลายสิบคนที่ออกมาท้าทายกฎหมายข้อนี้ ด้วยการยืนตรงโบกผ้าคลุมศีรษะในที่สาธารณะ

          ผลศึกษาเปรียบเทียบข้อมูลในปี 2549 2550 2553 และ 2557 แสดงให้เห็นว่ากระแสสนับสนุนการตีกรอบการแต่งกายของสตรี ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เรื่องหนึ่งจากการปฏิวัติอิสลามในปี 2522 ลดลงตามลำดับ โดยในปี 2549 มีชาวอิหร่าน 34% เห็นว่ารัฐบาลไม่ควรจำกัดสิทธิกำกับว่าผู้หญิงควรสวมใส่อะไร ตัวเลขนี้พุ่งเป็น 49% ในปี 2557

           สตรีอิหร่านคนหนึ่งกล่าวว่า เธอมั่นใจว่าหากผลสำรวจอีกครั้งในวันนี้ ผู้สนับสนุนจะเพิ่มขึ้นอีกอย่างแน่นอน

           ส่วนคำถามที่ว่า รัฐบาลควรแจ้งข้อหาสตรีที่ถูกจับไม่สวมฮิญาบในที่สาธารณะหรือไม่ ผลสำรวจในปี 2549 พบว่าครึ่งหนึ่งคิดว่าควรแจ้งข้อหา แต่เมื่อ 3 ปีผ่านไป ตัวเลขลดลงเหลือ 39%

           หลายฝ่ายอาจประหลาดใจที่ทำเนียบประธานาธิบดีโรฮานีเผยแพร่ผลสำรวจ ในขณะที่ตำรวจศาสนาเร่งกวาดล้างผู้ประท้วงต่อต้านฮิญาบ แต่เป็นครั้งที่สองแล้วที่ผู้นำอิหร่านหัวปฏิรูป ใช้วิธีการนี้เป็นไพ่การเมือง

           เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา นายโรฮานีตัดสินใจเปิดแผนงบประมาณรายจ่ายเต็มรูปแบบ อ้างว่าเพื่อความโปร่งใส แต่เชื่อว่ามีความมุ่งหมายจะบรรเทาความโกรธแค้นที่เขาไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างที่ประชาชนคาดหวัง เพราะตัวเลขเผยถึงการทุ่มงบไปที่สถาบันทางศาสนาและลูกจ้างรัฐบางหน่วยงาน แต่กลายเป็นกระแสตีกลับ ชาวอิหร่านออกมาประท้วงต่อต้านภาคการเมืองทั้งระบบ อย่างที่ไม่เคยปรากฏนับจากการประท้วงผลเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อ 7 ปีก่อน