royal coronation
8 ธันวาคม 2562
บันเทิง

ทอม วอลเลอร์เล่าเรื่องราวเหล่าฮีโร่มีชีวิตผ่านTHE CAVEนางนอน

20 พฤศจิกายน 2562 - 16:00 น.
THE CAVEนางนอน,ทอม วอลเลอร์
Shares :
เปิดอ่าน 686 ครั้ง

ทอม วอลเลอร์ เล่าเรื่องราวเหล่าฮีโร่มีชีวิต ผ่านภาพยนตร์ THE CAVE นางนอน

 

 

          สร้างกระแสฮือฮาตั้งแต่มีข่าวว่าจะสร้างกันเลยทีเดียว สำหรับภาพยนตร์เรื่อง “THE CAVE นางนอน” ผลงานการกำกับของ ทอม วอลเลอร์ โดยผู้กำกับคนดังได้ให้สัมภาษณ์แก่ "บันเทิง คมชัดลึก" ถึงภาพยนตร์เรื่องนี้ว่า  

 

อ่านข่าว...  เผยภาพโปสเตอร์หนัง 'The Cave - นางนอน'

 

 

 

 

 

@@ ทำเรื่องหมูป่าเวลาเราไปเวทีระดับโลกมันจะมีผลต่างจากเรื่องอื่นที่เคยไปไหม

          “เรื่องนี้ผมยังไม่เคยไปเทศกาลเลย หากเทียบกับหนังเรื่องอื่นๆ ที่ผมเคยทำ ปกติคนไม่ค่อยสนใจหนังของผม เพราะมันจะเป็นแนวอินดี้ฟิล์ม และเป็นหนังนอกกระแส ส่วนเรื่องนี้เป็นหนังในกระแส พอเราเล่าเรื่องว่าเรากำลังจะผลิตหนังปกติจะไม่มีใครสนใจเลย ไม่สนใจจะลงทุน แต่เรื่องนี้มันกลับด้านเลย พอบอกว่าจะทำเรื่องหมูป่าก็มีแต่คนตื่นเต้น แต่ผมต้องบอกไว้ก่อนว่าไม่ใช่เรื่องของหมูป่านะ แต่เป็นเรื่องของทีมกู้ภัย ที่เข้าไปช่วยเหลือหมูป่า ซึ่งมันจะเป็นมุมมองของเหล่าฮีโร่มากกว่า จะเป็นเรื่องของเด็กโดยเฉพาะ ไม่อย่างนั้นคนจะคาดหวังว่าทำไมเด็กไม่ได้เงิน ก็บอกเลยว่าไม่ใช่เรื่องของเรา ต้องไปคุบกับเน็ตฟลิก”

@@ อะไรคือสาเหตุที่ทำให้สร้างเรื่องทีมกู้ภัย แทนที่จะเป็นเรื่องราวของเด็กทั้ง 13 คน

          “คือรัฐบาลปิด เขาไม่ให้คุยกับเด็กเลย เขากังวลว่าเด็กจะมีปัญหา คือเด็กอยู่ในถ้ำ 18 วัน มันเป็นอะไรที่ไม่น่าจะลืมกันง่ายๆ คือผมเข้าใจว่า รัฐบาลอาจจะอยากปกป้องเด็ก ไม่ให้เด็กถูกเอาเปรียบ แต่สุดท้ายผมกเห็นเขาบังคับให้เด็กไปออกงานที่พารากอน ไปเข้าถ้ำที่ทำเป็นฉากขึ้นมาก ผมก็เลยรู้สึกว่า อันนี้เหรอคือสิ่งที่เขาเก็บเด็กไว้เพื่อออกงานแบบนี้ มันก็กลายเป็นจุดเป็นสัญลักษณ์ของคนไทยทันทีเลย คือเด็ก 13 คนนี้เหมือนกลายเป็นมาสคอตของคนไทย คือผมก็งงเพราะตอนแรกเขาบอกว่าจะไม่ให้เด็กได้รับความกระทบกระเทิือน เขาไม่ให้สื่อสัมภาษณ์ แต่สุดท้ายเขาก็ปล่อยให้ ABC New ได้สัมภาษณ์ที่วัด ผมก็งง ก็เห็นนักข่าวไทยโวยวายกันว่าทำไมให้ฝรั่งสัมภาษณ์ คือเรื่องนี้ผมมองว่าเป็นเรื่องภายในนะ ผมไม่รู้ว่าเขาคุยกับใคร ผมคิดว่าเราอาจจะคุยไม่ถึง อาจจะเจอเด็กแต่ไม่ได้คุยกับเด็ก คือเรื่องนี้นักแสดงของเราอาจจะไม่ใช่หมูป่าจริง ไม่เป็นไรก็เอานักแสดงแทน เพราะเราสามารถหาได้ หน้าตาคล้ายกัน ซึ่งผมบอกกับทีมว่าให้หาเด็กที่เตะฟุตบอลนี่แหละ เขาจะได้เตะฟุตบอลเป็น เวลาถ่ายทำจะได้ไม่มีปัญหาเรื่องเตะบอลไม่เป็น”

 

(ตัวอย่างภาพยนตร์ )

 

@@ กระแสตอบรับดีตั้งแต่ยังไม่ฉาย

          “ถ้าพูดเรื่องกระแสตอนแรกจะเป็นดราม่ามากกว่า ดราม่าเยอะตั้งแต่ปล่อยทีเซอร์ออกไป คือไม่น่าอ่านเลยแต่ยอดวิวมันดีจริง คนดูมากกว่าล้าน แต่ผมดูจากเปอร์เซ็นต์คนที่ไม่ค่อยโอเคก็มีประมาณ 3 เปอร์เซ็นต์ ก็เหมือนการหักภาษี คือเราก็ต้องลบไปเพราะทำอย่างไรเขาก็คงไม่ไปดู แต่อย่างไรผมรู้สึกว่าใน 3 เปอร์เซ็นต์ตรงนี้ก็ต้องมีคนไปดูบ้างแหละ เดี๋ยวถ้าหนังออกผมจะไปคุยกับเขาในยูทูบคอมเม้นต์ว่า ไม่ไปดูเหรอ ให้โอกาสเราหน่อย ไปดูหน่อย ถ้าไม่ดีค่อยมาด่าละกัน ส่วนกระแสดราม่าที่ออกมาผมไม่โอเคถ้ามันเหมือนกับมาทำให้ใครเจ็บหรือเสียหาย แต่ผมโอเคถ้าคนมาคอมเม้นท์ว่าไม่ชอบโน่น นี่ นั่น ก็ไม่เป็นไร เราก็ต้องยอมรับว่าเราทำหนังออกมาเพื่อเอนเตอรเทน ถ้าคุณไม่ถูกใจก็มาโพสต์ได้แต่ขอให้มีเหตุผลละกัน ว่าหนังไม่สนุกเพราะอะไร เป็นเพราะคุณชอบดูหนังฟอร์มยักษ์เหรอ คือหนังเรื่องนี้ไม่ใช่แอดเวนเจอร์นะ ถ้าคุณชอบดูแอดเวนเจอร์ก็ไปดูเลย แต่อาจจะต้องเสียเยอะกว่ามาดูหนังเรื่องนี้เพราะราคาหนังนอกหนังไทยไม่เหมือนกัน”

@@ อยากถามว่าพอเราบอกกับทางรัฐบาลว่าจะทำเป็นหนังไทย เราได้สิทธิ์ในการถ่ายทำง่ายๆ เลยไหม

          “รัฐบาลไม่มีสิทธิ์ที่จะห้าม ไม่ใช่ว่าเขาอยากจะให้ผมทำนะ เขาไม่อยากให้ผมทำ แต่คือเขาไม่ได้ห้าม จริงๆ เราก็โดนขู่เยอะมาก ว่าถ้าเราทำเรื่องนี้เราเจอปัญหาแน่นอน ไม่ต้องทำเป็นหนังไทยก็ได้นะ คุณเป็นฝรั่งด้วยใช่ไหม คือผมเป็นทั้งคนไทยและชาวต่างชาติด้วยคือผมถือ 2 สัญชาติ ผมเป็นลูกครึ่งไทย-อังกฤษ และเดี๋ยวนี้ คนจะเลือกว่าผมเป็นคนสัญชาติไหนมันก็ต้องแล้วแต่คนสัมภาษณ์ พอผมไปคุยที่อังกฤษผมก็เป็นคนอังกฤษ ผมมาคุยที่เมืองไทยผมก็เป็นคนไทยซึ่งผมมมองว่ามันเป็นโอกาสที่ดีนะ เพราะถ้าผมเป็นฝรั่งเต็มๆ ผมจะไม่สามารถทำหนังเรื่องนี้ได้ เพราะมันต้องผ่านหลายสเต็ป และกว่าจะผ่านได้มันยุ่งยากมาก”

 

 

@@ มันยุ่งยากแค่ไหน

          “คือถ้าเป็นฝรั่งเราต้องผ่านฟิล์มบอร์ด เราต้องส่งบทไปก่อน คือตอนนั้นบทยังไม่เสร็จผมจะไปเริ่มถ่ายแล้ว ผมจะถ่ายชาวนาก็ต้องรีบเพราะนากำลังจะเปลี่ยนสี เดือนกันยาผมก็ต้องรีบถ่ายแล้ว โดยเริ่มที่เชียงราย เริ่มจากชาวบ้านมาถ่ายช็อตภาพกว้าง ซึ่งผมรู้สึกว่า จิม จะต้องมาเป็นตัวละครในเรื่องชองผม ผมก็เลยต้องรีบไปถ่ายจิมที่เมืองของเขาเพราะเราต้องไปเก็บภาพก่อนที่ฤดูที่เมืองของเขาจะเปลี่ยนไป ซึ่งตอนนั้นบทยังไม่เสร็จเลย แต่ถ้าเป็นหนังไทย ไม่เป็นไร ไม่ต้องส่งบทก่อน เราสามารถไปถ่าย 3 วัน หยุดกองแล้วค่อยไปถ่ายต่อวันอื่นได้ เพราะไม่มีเจ้าหน้าที่ดูแล แต่ถ้าเป็นหนังนอกจะต้องมีเจ้าหน้าที่มาดูแล ต้องมีตำรวจมาเฝ้า มาดูว่าเราถ่ายทอดเรื่องราวของประเทศไทยดีหรือไม่ดี อันนี้เป็นประเด็นที่เสียหายถ้าคุณไปถ่ายเรื่องที่เขาไม่เห็นด้วย เราก็เลยรู้สึกว่ามันจะเสียเวลาถ้าเราไปถ่ายในเรื่องที่เขาไม่เห็นด้วยคุณก็ไม่สามารถถ่ายได้ มันก็จะเสียเวลาผมก็เลยเลือกเป็นหนังไทย เอาเรื่องของคนไทย มาเล่าเรื่อง เพราะเหตุการณ์มันเกิดที่เมืองไทย และมีฝรั่งเข้ามา”

@@ รัฐบาลเข้ามาดูแลอะไรบ้าง

         “รัฐบาลไม่ได้มาดูแลอะไรเลย คือถ้าคุณต้องการไปถ่ายในพื้นที่ของรัฐบาล ก็ต้องขออนุญาติ ต้องทำจดหมายขึ้นมา ต้องคอยปลัดเซ็นต์ ถ้าปลัดไม่อยู่ก็ไม่เซ็นต์สักที เราคอยอยู่ 4 เดือน เราต้องการไปถ่ายที่ถ้ำหลวง ผมยกกองไปถึงถ้ำหลวงแล้วแต่เราก็เข้าไปถ่ายไม่ได้ เพราะว่ารัฐบาลบอกว่าต้องทำเรื่องผ่านสำนักนายกก่อน เขาสั่งมาไม่ให้ถ่าย ผมก็เลยต้องยกกองไปถ่ายที่อื่นแทน ให้มันแบบใกล้เคียงเพราะไม่สามารถถ่ายด้านในถ้าได้ ขนาดด้านนอกยังถ่ายไม่ได้ แต่สามารถแพลนภาพเห็นเขานางนอนแบบไกลๆ ได้ คือผมถ่ายจากนาของชาวบ้านถ้าแบบนั้นโอเค แต่สุดท้ายผมก็เลยนัดกระทรวงแล้วคุยกับเขา เพราะเราเขียนจดหมายไปแล้วมันไม่มีประโยชน์ไม่มีใครตอบมาคือทุกคนต้องเข้าประชุมตลอด เราก็รู้สึกว่าเราขอเข้าไปคุยละกันและเอาภาพไปให้เขาดูว่ามันไม่เกี่ยวกับเด็กนะ มันเกี่ยวกับกู้ภัยที่ช่วยเหลือเด็กและมีการพรีเซ็นต์งานว่าเราไปถ่ายบ้างแล้ว เราไปเชียงรายแต่เราไม่ได้เข้าที่ถ้ำนะ นี่มีภูเขาแต่ไม่มีปากถ้ำก็ขอไปถ่ายสักนิด คือใช้ชื่อเรื่องว่าTHECAVE (นางนอน) แล้วมันจะไม่มีTHECAVE ได้อย่างไร มันจะตลกไหม ถ้าไปฉายเมืองนอกแล้วเขาถามว่าได้ถ่ายที่ถ้ำหลวงไหมแล้วเราบอกว่าไม่ได้ถ่าย ซึ่งก็มีเจ้าหน้าที่น่ารักๆ ดูเหมือนจะเป็นรองปลัดเขาก็บอกว่าคุณทอมไม่ได้ทำอะไรผิดตามกฎหมาย คุณก็ทำหน้าที่ของคุณคือการถ่ายหนังเราก็เข้าใจ แต่ถ้าต้องไปถ่ายในพื้นที่ของรัฐก็ต้องขออนุญาติตามสเต็ป คือเราก็รู็ดี จนมาวันนี้เราทำทุกอย่างตามกฎหมาย ขอให้เราไปถ่ายสักวันก็ได้ เขาก็บอกว่าจะลองพิจารณาละกัน ข้ามปีไปจนเดือนมกราคม กุมภาพันธ์ เขาก็ส่งจดหมายถึงอุทยานว่า กองถ่ายTHECAVE ไม่เกี่ยวข้องกับหมูป่่า เขาถ่ายเรื่องกู้ภัย ขอให้อำนวยความสะดวกให้กองถ่ายนี้ไปถ่ายในเวลาจำกัดตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึง 2 ทุ่ม ก็ได้ 12 ชั่วโมง ผมก็รีบไปถ่ายเลย มุมนี้ มุมนั้น ก่อนจะเข้ามันจะมีรั้วเปิดปิดถ้ำพอทีมงานเราเข้าไปเขาก็ล็อกเลยเหมือนเป็นหมูป่าในกรง พอถึงเวลาก็จะมีเจ้าหนัาที่มาเปิดปิดกรงให้ ที่ต้องมีเจ้าหน้าที่เฝ้าเพราะว่ามีนักท่องเที่ยวเยอะมาก ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็บอกเราว่าห้ามเข้าไปลึก ผมก็บอกว่าโอเค เราทำทุกอย่างที่เขาไม่ห้ามเรา พอถ่ายเสร็จเก็บของ 2 ทุ่มเขาก็มาปิดประตู ผมก็เลยรู้สึกว่ายากนะถ้ามาถ่ายเรื่องนี้ เพราะกว่าจะได้อนุญาติ ขนาดเราเป็นหนังไทยนะยังยากขนาดนี้"

@@ จะโปรโมตเรื่องนี้อย่างไร

          “ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน เพราะเราไปปูซานมีคนสนใจหนังเรื่องนี้มากมาย แต่รัฐบาลไทยเขาไปจัดงานชนกับหนังเราเลย ผมก็เลยงงว่าเขาไปเพื่อโปรโมตหนังไทย แต่ไปจัดงานชนกับเรา อย่างเรามีรอบบ่ายโมง ส่วนทางกระทรวงวัฒนธรรมก็จัดงานบ่ายโมงถึง 3 โมง ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับหนังของเราเลย ซึ่งานก็มีหลายเวลา มีหลายวัน ก็ไม่รู้ว่าทำไมต้องจัดชนกัน ผมก็คิดว่าคงไม่มีใครไปดูตารางนั่นแหละ คือกว่าหนังจะอนุมัติกว่าปลัดจะเซ็นต์มันยุ่งยาก เขาก็เลยไม่กล้าไปเปลี่ยนมั้ง ก็มีคำถามจากปูซานมาว่าทำไมเป็นแบบนี้ล่ะ ไม่ได้โคกันเหรอ ผมก็ตอบไม่ถูก ก็นี่แหละเมืองไทย มันไม่มีใครมาดูแลตรงนี้โดย มันมีกระทรวงวัฒนธรรมที่ดูแลเรืองหนังไทย แต่มันเดอะพรอบเบอรี่ทูริสเซิ่นมาดูแลหนังนอก ส่วนหมวดหนังก็จะเป็นอีกหน่วยงานหนึ่ง ดีไอทีพี ผมก็งงว่าทำไมเขาไม่คุยกัน หรือเอาโครงการมารวมกัน จะได้เข้าใจร่วมกัน คือหนังมันควรมีคนดูแลแค่ฝ่ายเดียวที่ดูแลตรงนี้ เหมือนโคฟิกที่เกาหลีที่เขาดูแลตรงนี้ และโคฟิกก็เอาเปอร์เซ็นต์ของตั๋วหนังไปสนับสนุนหนังเกาหลี มันถึงได้มีหนังฟอร์มใหญ่ ที่สามารถสู้หนังฮอลลีวู้ด แต่หนังเรามันสู้ฮอลลีวู้ดไม่ได้”

@@ ตอนที่เกิดเหตุการณ์ที่ถ้ำหลวงคุณทอมอยู่ตรงไหน

          “จริงๆ แล้วมันเป็นเหตุบังเอิญมากกว่าตอนนั้นผมใช้ชีวิตอยู่ที่ไอซ์แลนด์ คือพ่อผมเป็นไอริสเราก็อยู่บ้านพ่อ กำลังฮอลิเดย์กันอยู่ แล้วเห็นข่าวนี้ทางโทรทัศน์ แล้วผมก็ติดตามตลอดเพราะเรารู้สึกว่าเหตุการณ์แบบนี้เมืองไทยไม่เคยมีข่าวเด่นแบบนี้มาก่อน และตอนนั้นเด็กกำลังหายอยู่ยังไม่เจอตัวเด็กเลย คือช่วงเวลานั้นก็มีข่าวคุณจิม คือตอนนั้นผมยังไม่รู้จักคุณจิมแต่หลังจากเด็กออกมาเรียบร้อยแล้ว ผมก็ไปเห็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ เขียนประมาณว่าขอต้อนรับฮีโร่ที่เพิ่งกลับมาจากเมืองไทย แล้วก็มีหน้าภาพจิมยืนอยู่ตรงประตูเครื่องบิน เราก็เอ๊ะ ว่ามันไม่ธรรมดานะ ก็เลยบอกกับแฟนว่าเราลองติดต่อคนนี้ เขาน่าจะมีอะไรที่น่าสนใจ ซึ่งตอนนั้นผมยังไม่รู้ว่าจะสร้างเป็นหนัง แค่มีไอเดียเท่านั้น ผมก็ติดต่อเขาผ่านโซเชียลมีเดีย เฟสบุ๊ค เขาก็น่ารักก็เลยนัดไปกินชากัน ระหว่างกินชาเขาก็เล่าให้ฟังว่า เขาเป็นคนที่ดึงโค้ชเอกออกมา เราก็รู้สึกว่าเขาเป็นตัวเด่น เพราะตอนนี้โลกกำลังติดตามข่าวว่าโค้ชเอกไม่มีสัญชาติไทย มันมีดราม่าอยู่ หลังจากนั้นเขาก็ได้ไปดูหนังผมในเน็ตฟลิกซ์ เรื่อง เพชรฆาต แล้วเขาก็โทรกลับมา บอกเราว่า ถ้าเราสนใจทำหนังเขาก็ยินดีให้ความช่วยเหลือ เราก็เลยกลับไปหาเขาคุยเรื่องราวของเขาแล้วผมก็กลับบ้านคือเราก็รู้สึกว่ามีเรื่องมาทำหนังละ กลับไปเขียนบท แล้วก็ไปลองเลียบๆ เคียงๆ ว่าถ้าผมทำหนังเขาสนใจจะร่วมแสดงไหม ซึ่งตอนนั้นก็มีค่ายหนังฮอลลีวู้ดติดต่อเขาไป เขาก็คุยกับเราว่าก็ไม่รุ้ว่าฮอลลีวู้ดจริงหรือเปล่าเพราะไม่มีคุยอะไรเลย มีแค่ติดต่อมา ผมก็เลยบอกเขาว่าตอนนี้ผมยังไม่มีเงินนะ แต่เรามีเรื่องในใจและความตั้งใจที่อยากทำ ช่วงแรกผมก็ไปนำเสนอหลายที่เลยนะแค่ไม่มีที่ไหนสนใจ แต่มีบางเจ้าอยากให้ทำ เขาถามว่าเราทำได้เร็วไหม เพราะเขาอยากให้เสร็จก่อนวันครบรอบ เราก็บอกว่าเราทำได้ก็เลยรีบทำ แต่สุดท้ายปรากฎว่าไม่มีใครนำไปสร้างหนัง เราก็เลยใจเย็นอย่าเพิ่งรีบฉายในวันครบรอบเลยเพราะตอนนั้นหนังยังไม่เสร็จ เราก็ไปถ่ายเพิ่มเติม ไปถ่ายเพิ่ม เราก็เลยทำให้หนังดีๆ ไปเลย แล้วนำไปเสนอโรงภาพยนตร์ ซึ่งโรงเขาก็โอเค เราก็เลยตัดสินใจฉายที่เมืองไทยก่อน แต่ตอนนั้นเราก็ส่งหนังไปตามเทศกาลด้วย ก็มีที่ปูซานติดต่อเข้ามาก่อนว่าอยากให้ไปเวิล์ดพรีเมี่ยม ซึ่งเราก็มองว่าปูซานอยู่ในเอเซียมันเป็นช่วงเวลาที่ด้วยเพราะหนังเราเพิ่งเสร็จก็เลยโอเคไป หลังจากนั้นแวนคูเวอร์ก็ขอ จากนั้นก็มีลอนดอนเขียนมาว่าอยากได้ด้วย เราก็เลยรู้สึกว่าน่าจะมีคนนอกประเทศที่อยากดูด้วย เพราะเรื่องนี้บทพูดมากกว่าครึ่งเป็นภาษาอังกฤษ ผมก็เลยรู้สึกว่า ถ้าหนังเป็นแบบนี้หนังมันน่าจะเดินทางไปทั่วโลกได้ แต่เราขอให้เมืองไทยได้ดูก่อนว่ามันจะโอเคไหม ถ้าโอเคก็อาจจะไปฉายในโรงที่อื่น หรือเขาอาจจะซื้อลิขสิทธิ์ทีวี คือเมืองนอกเขาก็ไม่ได้ซื้อไปฉายในโรงทุกประเทศอาจจะซื้อไปฉายในทีวี มันแล้วแต่ว่าเขาติดตามเรื่องหมูป่า เรื่องถ้ำหลวงขนาดไหน”

 

 

 

@@ ความยากลำบากมีอะไรบ้าง

         “ลำบากที่สุดคือเรื่องเกี่ยวกับถ้ำนี่แหละ เพราะเราต้องทำฉากขึ้นมาก เพราะเราถ่ายในถ้ำจริง แต่เอาเด็กไปไว้ในถ้ำแล้วจมน้ำมันจะถ่ายทำลำบากมาก เพราะในถ้ำมันมีทั้งงู มีทั้งแมงมุมตัวใหญ่เท่ามือผม มันน่ากลัวมาก ผมก็เลยบอกว่าเราไม่เสี่ยงดีกว่า บางฉากเราก็ถ่ายในถ้ำจริง บางฉากเราก็ต้องสร้าง คือผมก็มีโปรดักซ์ชั่นดีไซน์เนอร์ระดับโลกของผม เขาเก่งมากเขาทำหนังนอกมาเยอะ ผมก็ให้เขาคิดสเกลงานเป็นระดับฮอลลีวู้ดไม่จำกัดเรื่องเงินเลย เพราะเราอยากให้เรื่องนี้ไปทั่วโลกไม่ใช่แค่ในเมืองไทย ดังนั้นเรื่องนี้จะสร้างฉากขึ้นมาใหม่ เซตเป็นถ้ำหลวงในสระน้ำ และเราก็ทำเป็นถ้ำแห้งในคลับเฮ้าส์ อยากจะบอกว่าฉากของเราอลังการมาก ที่เราไม่มีรูปตอนนี้เพราะเราไม่อยากให้คนคิดว่าเราสร้างจากฉาก คืออยากให้ไปดูก่อนแล้วเราจะปล่อยรูปฉากออกมาให้ดูกันว่าอลังการขนาดไหน คือถ้าดูจากข้างนอกนะจะดูรกมาก เพราะมันเป็นฉาก เราต้องใช้มุมกล้องแต่มันดำน้ำได้ เราสามารถคอลโทรได้ ถ้าดูในหนังผมรับรองว่าดูไม่ออกว่าอันไหนถ้ำจริงอันไหนถ้ำเซต”

@@ เรียกว่าทุนต้องเยอะพอสมควร

         “ก็น่าจะมากกว่าหนังไทยทั่วไป พูดง่ายๆ หนังเรื่องนี้ทำเงินเกินร้อยล้านยังไม่คืนทุนเลย เพราะว่ามันมีทั้งค่าโปรโมขั่น แถมเข้าโรงด้วยค่าใช้จ่ายก็จะเยอะ ก็หวังว่าคนไทยจะไปดู และหวังคนต่างชาติจะดูด้วยไม่อย่างนั้นต้องขาดทุนแน่เลย”

 

 

 

@@ แล้วดราม่าที่ว่าเราต้องจ่ายเงินให้เด็ก 13 คนด้วย

         “เราไม่ได้จ่ายเพราะเราไม่มีสิทธิ์ที่จะไปคุยกับเขา ดังนั้นเขาก็ไม่มีสิทธิ์เรียกเก็บกับเราด้วยเพราะเราไม่ได้คุยกับเขา ญาติของเขา หรือเจาะลึกเรื่องของเขาเลย เรื่องนี้เกี่ยวกับคุณจิมและคุณลุงที่อยู่เพชรบุรี ที่เอาเครื่องปั๊มน้ำมาเขาขนมาตั้งไกล 900 กิโลแล้วเข้าถ้ำไม่ได้ มันมีเรื่องของเด็กแต่ไม่ใช่จุดเด่นของเรื่อง”

@@ ดราม่ายังมีต่อเนื่องเพราะมีหลายคนมองว่า 13 หมูป่าเป็นตัวปัญหา

         “ใช่เราถึงบอกว่าหมูป่าไม่ใช่ฮีโร่ ฮีโร่ของเราคือคุณจิม ถ้าถามผม สนใจดูหนังเกี่ยวกับชีวิตเด็กไหมผมก็สนใจนะ แต่ผมสนใจเรื่องของหน่วยกู้ภัยมากกว่า ถ้าผมเป็นคนที่จะต้องเสียเงินเพื่อดูหนังเรื่องหนึ่ง ผมก็คงเลือกทางนี้ ผมถึงสร้างหนังเรื่องนี้”

@@ มีอาสาสมัครหลายคน มีจุดเลือกบุคคลอย่างไร

          “ผมสนใจคนที่ฮอลลีวู้ดไม่น่าทำ ผมมองคนตัวเล็กๆ แต่มีจุดที่น่าสนใจสำหรับผม และผมสามารถเอาเรื่องของเขามาทำเป็นจอใหญ่ได้ แต่คนอื่นไม่น่าจะมองฮีโร่ของผมอาจจะต่างจากหนังฟอร์มยักษ์ เราไม่มีไอรอนแมนแต่เรามีจิม เขาเป็นคนธรรมดาที่เข้าไปช่วยเหลือคนที่ไม่รู้จัก เขาเป็นฮีโร่จริงๆ ในสายตาของผม คืออาชีพจริงๆของเขาคือช่างไฟ แต่เขาชอบดำน้ำ เขาโทรลางานเพื่อไปช่วยเหลือเด็กที่เมืองไทย ซึ่งเขาเป็นคนไอซ์แลนด์ และคนไอซ์แลนด์ก็กำลังติดตามช่าวนี้อยู่ ซึ่งทุกคนก็จะรู้ว่าเขาเป็นนักดำน้ำ ซึ่งก่อนหน้านี้มีหน่วยซีลเข้าไปก่อนซึ่งเขาก็ออกข่าวว่างานนี้ไม่เหมาะ เขาก็คิดในใจว่าเสี่ยงไม่น่าจะรอด ซึ่งเพื่อนที่ทำงานเขาก็แซวว่าทำไมจิมไม่มาเมืองไทยละ สุดท้ายเขาก็เห็นข่าวว่าสมานเสียชีวิต ทำให้เขาตัดสินใจเข้าไปช่วย เขาก็ส่งแมสเสทไปหาเพื่อนที่เป็นนักดำน้ำที่เข้าไปช่วย 13 หมูป่าที่เมืองไทย บอกว่าเขาพร้อมที่จะไปช่วยนะ แค่เรียกว่าทางโน้นเขาก็ถามมาว่าพร้อมกี่ชั่วโมง เขาก็บอกว่าพร้อม2 ชั่วโมง วันถัดมาเขาก็ขึ้นเครื่องไปเมืองไทย มันก็เป็นเรื่องง่ายๆ ว่าเขามาพอดีในช่วงที่คนต้องการเขา”

 

 

 

 

@@ ประเด็นที่เราจะสื่อคืออะไร

         “คือการที่คนเข้าไปช่วยเหลือกัน ไม่มีใครสั่งให้เขาไป นี่คือประเด็นหลักที่ผมอยากบอก ไม่ว่าจะเป็ฯคนไทยหรือคนต่างชาติ ต่างมารวมกันที่ถ้ำหลวง ยิ่งมีคนเสียสละมากมาย อย่างจ่าแซมที่เขาเสียชีวิตไป ผมมองว่ามันเป็นจุดที่ทำให้พวกจิมตัดสินใจมา ก่อนหน้านั้นยังไม่เท่าไหร่เพราะหน่วยซีลกำลังให้ความช่วยเหลืออยู่ หลังจากนั้นเขาน่าจะเปลี่ยนใจ ตอนหลังเหมือนจะเหลือแค่ 13 คนที่ไปดึงตัวเด็กออกมา สัดส่วนก็คือหนึ่งต่อหนึ่ง4คนต่อวัน และวันสุดท้ายมี 5 คน ซึ่งวันสุดท้ายขาดคนพอดี และจิมก็เป็นเบอร์ 5 ของวันสุดท้าย ซึ่งเขาก็เครียดมาก หากพูดถึงเรื่องดำน้ำไม่มีปัญหา เขาสบายมาก แต่นี่เป็นการดำเพื่อช่วยคนมีชีิวิตคนเป็นเดิมพัน”

@@ การที่เอาคนจริงมาเล่นมันยากไหม

           “สนุกดี เพราะตอนแรกผมจะเอานักแสดงมาเล่น แต่บุคคลิกไม่ได้ ก็เลยตัดสินใจให้ตัวจริงเล่นเอง พอเริ่มเทสก็โอเคแอคติ้งเขาก็ได้นะ ธรรมชาติดี ผู้ใหญ่ก็เล่นเอง ซึ่งตอนแรกเขาก็ตกใจแต่สุดท้ายเขาก็แสดงเต็มที่ ซึ่งในหนังเราไม่รู้หรอกว่าจะเป็นคนจริงหรือนักแสดง แต่นอกจากตัวคนจริงๆ ในเรื่องแล้ว เราก็มีนักแสดงนะ อย่างอาหนิงนิรุตน์ ปอยตรีชฎา แม็กกี้อาภา ให้หนังมันมีฟอร์ม ส่วนนักดำน้ำตัวจริงก็จะมี 4 คนคือนักดำน้ำจากเบลเยี่ยมจากไอซ์แลนด์คือจิม คนที่สองเป็นคนจีนาจากปักกิ่ง มีนิโคลจากฟินแลนด์ และแอนนี่บราวจากแคนนาดา ที่เลือก 4 คนนี้เพราะเขาอยู่ในสตอรี่ไลน์ของจิม จิมไปเจอเขา คนอื่นอาจจะไม่ได้เจอเพราะภาระกิจแต่ละคนไม่เหมือนกัน ความรู้สึกตอนถ่ายทำมันเหมือนจริงมาก เพราะคอสตูม เราก็รู้สึกว่ามันจริงไปหมด”

 

 

 


          ภาพยนตร์เรื่อง The Cave เตรียมเข้าฉาย 21 พฤศจิกายน ในโรงภาพยนตร์  

 

 

Shares :

ข่าวเกี่ยวข้อง
5 อันดับข่าวฮิต
Recommended
ข่าวที่คุณอาจสนใจ