royal coronation
10 ธันวาคม 2562
บันเทิง

ถอดรหัส 'รักฉุดใจฯ' ทำยังไงถึงอินทั้งประเทศ

1 พฤศจิกายน 2562 - 06:30 น.
รักฉุดใจนายฉุกเฉิน,บันเทิงคมชัดลึก
Shares :
เปิดอ่าน 848 ครั้ง

ผู้กำกับและโปรดิวเซอร์ละคร "รักฉุดใจนายฉุกเฉิน" เปิดใจหลังกระแสละครดังเปรี้ยง จนคนดูอินจัด ถึงขั้นจะเผา "นาดาวฯ" บริษัทผู้ผลิตกันเลย


    ทีมบันเทิง คมชัดลึก - เป็นกระแสถล่มทลาย สำหรับละคร “รักฉุดใจนายฉุกเฉิน” ตั้งแต่ต้นจนวันที่ละครอวสาน โดยเฉพาะการแบ่งทีมเชียร์ “หมอเป้ง” ที่รับบทโดย “ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์” และ “หมอฉลาม” ที่รับบท “สกาย” วงศ์รวี ซึ่งตอนจบของละครเรื่องนี้เกิดกระแสมากมายว่านางเอกอย่าง “ทานตะวัน” ที่รับบท “ใหม่” ดาวิกา โฮร์เน่ เลือก “หมอฉลาม” ทั้งที่ชอบและไม่ชอบ งานนี้ “บันเทิง คมชัดลึก” ได้มีโอกาสพูดคุยกับ “บอส” นฤเบศ กูโน (ผู้กำกับ) และ “ปิง” เกรียงไกร วชิรธรรมพร (โปรดิวเซอร์) ถึงเรื่องราวละครนี้
 

    ฟีดแบ็กตอนนี้จบของ “รักฉุดใจนายฉุกเฉิน” ที่ดุเดือดรู้สึกอย่างไรบ้าง
    บอส : "โอเค กอย่าง นาดาว ยังปกติอยู่ (หัวเราะ) ฟีดแบ็กกลับมาหลากหลายมาก มีการแบ่งทีมกันสนุกสนาน มีทีมหมอเป้ง ทีมฉลาม ทีมบะหมี่ ทีมทานตะวัน มีทุกทีม ได้อ่านทุกฟีดแบ็คครับ ได้เห็นหลากหลายมุมมองมากขึ้น”
    ฟีดแบ็กน่ากลัว 
     บอส “ไม่ขนาดนั้น แต่ว่าได้เห็นหลากหลายมุมมอง หลายความคิดเห็นมากขึ้น ตอนที่เราเขียนบท เราได้เห็นมุมของหมอเป้ง กับทานตะวัน พอมาอยู่ในโซเชียล มันก็ได้เห็นมุมมองที่หลากหลายมากขึ้น”

 


    กับฟีดแบ็กที่บอกว่าจะเผานาดาว ตรงนี้เรารู้สึกยังไง
     ปิง :  “ตอนนั้นก็ส่งไปในกรุ๊ปทุกคนเลยครับ(หัวเราะ) ประสบการณ์เรื่องเผานาดาว มีมาหลายเรื่องแล้วครับ เข้าใจว่าไม่ได้มีเจตนาจะทำจริงๆ หรอก เรารู้สึกดีใจที่ทุกคนมีอารมณ์ร่วมกับมันจริงๆ”

 

 

    กับตอนจบทำไมให้ทานตะวันตัดสินใจเลือกหมอฉลาม ไม่เลือกหมอเป้ง
     บอส :  “ตั้งแต่เขียนบท เราได้วางโครงสร้างไว้แบบนี้ เราอยากเล่าเรื่องความสัมพันธ์คู่รักที่เขาใช้ชีวิตแล้วไม่ค่อยเข้ากัน สุดท้ายปลายทางที่เขาต้องแยกจากกันมันด้วยเหตุผลและปัจจัยอะไรบ้าง แล้วก็อินเสิร์ตจากคู่รักต่างๆ ว่ามันจะเกิดจากปัจจัยอะไรได้บ้าง ทั้งที่ทั้งคู่เขาผูกพันธ์กันมาก ซึ่งในเรื่องเราก็ได้เห็นแล้วในมุมของแฟนที่ไม่ใส่ใจ ไม่พูดความรู้สึกตรงๆ ออกไป หรือว่าในมุมของผู้หญิงที่ทุ่มเทให้กับแฟนมาก สุดท้ายแล้าวอยากที่จะเป็นคนเรียกร้อง แต่ก็ไม่กล้าเรียกร้อง จนกระทั้งไปเผลอใจไปชอบเด็กคนนึงขึ้นมา สุดท้ายสถานะการณ์มันก็พาไปเรื่อยๆ จนตัวละครค่อยๆ เรียนรู้ และค้นพบว่าเราเลือกทางที่สบายใจดีกว่า ที่จะไปอึดอัดกับเรื่องเดิมๆของเรา”

 

 

    โจทย์แรกเราอยากนำเสนออะไรให้กับคนดู
     ปิง  :  “เราตั้งต้นจากสิ่งที่สนุกที่สุด ตอนนั้นบอสตั้งต้นเรื่องมาที่แอมบูแลนซ์ก่อน เริ่มต้นมาจากทีมหมอ อยากเห็นเรื่องของความฉุกเฉิน อยากเห็นนาทีชีวิต แต่ก็อยากให้มันเป็นหนังรัก มากกว่าเป็นหนังหมอจริงจัง เลยมาหาเส้นเรื่องรักกันว่า เรื่องอะไรที่มันซับพอร์ตไปกับเรื่องหมอไปได้ บอสก็ไปหาข้อมูลด้วยการไปคุยกับคุณหมอ และคุยกับแฟนคุณหมอจริงๆ แล้วมันก็เจอเรื่องความรัก กับการใช้เวลากับแฟน มันจะทำให้เราเข้าใจมากขึ้นว่าทำไมเราต้องเล่าเรื่องหมอ เพราะว่าส่วนหนึ่ง พอตัวละครเป็นหมอมันก็จะมีเรื่องของการแบ่งเวลาว่า เราจะแบ่งเวลางานกับ คนในชีวิตของเราอย่างไร มันเป้ฯเรื่องความรักที่ดี เราตั้งต้นจากตรงนั้นก่อน มันไม่ใช่ว่าเราจะเล่าเรื่องความรักแบบนี้เท่านั้น แล้วเราค่อยๆมาปรับบท มันรันไปตามไอเดียเลย ก็เลยสรุปออกมาเป็นแบบนี้”

 

“ปิง” เกรียงไกร (โปรดิวเซอร์) และ “บอส” นฤเบศ กูโน (ผู้กำกับ)

 

 

 

    พอกระแสออกมาแบบนี้มันตอบโจทย์ที่เราตั้งไว้ไหม
     บอส  :  “สำหรับบอสมันตอบโจทย์ตรงที่ว่า แฟนๆเขาดูแล้วแบ่งทีมกัน และเห็นทัศนะคติที่หลากหลายมาก และเห็นมุมมองความรักที่หลายรูปแบบมาก มันเป็นความตั้งใจของเราไว้ตั้งแต่แรกแล้ว”
     ปิง  :  “จริงๆ มันเหมือนกับที่เราตั้งใจไว้ตั้งแต่เขียนบทว่า มันต้องมีคนแบ่งทีมกันแน่ๆ ว่าคนนี้ทีมหมอเป้ง ทีมฉลาม ทีมบะหมี่ ทั้งในนาดาวเองก็แบ่งทีมกันหลากหลายมา”

     บอส :  “ผมมองว่ามันเป็นเรื่องทัศนคติมากกว่า พอทีมงานอ่านปุ๊บก็เชื่อว่าทีมนั้นถูก ทีมนี้ถูก และเราก็รู้สึกว่าคนดูก็จะรู้สึกแบบนี้”
 

 

    แสดงว่าเราตั้งใจไว้แล้วว่าอยากให้คนดูเรื่องนี้แล้วแสดงความคิดเห็นของแต่ละคน
     บอส : “มันเป็นอย่างที่พี่ปิงบอกเมื่อสักครู่ว่า พอเราจะเริ่มจากความสัมพันธ์แบบนั้น เราก็เริ่มต่อพล็อตไปเรื่อยๆ จนเราเห็นว่ามันมีความรักหลากหลายรูปแบบมาก ที่จะขยายให้เรื่องดูสนุกมากขึ้น พอมันมีหลากหลายความสัมพันธ์เข้ามา ทั้งตัวบะหมี่ ตัวฉลาดเข้ามา ท้ายที่สุดระหว่างที่เราเขียนบท เขาคิดว่ามันต้องเกิดการแบ่งทีมแน่ๆ เหมือนระหว่างการทำงานมันเห็นภาพมากขึ้น”
 

 

   คิดไหมว่าความอินของคนดูมันจะรุนแรงขนาดนี้
     ปิง :  “เรื่องเลเวลความอินเป็นสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ เพราะเราไม่รู้ว่าคนดูอยู่ในจุดไหน แต่เรารู้สึกว่าการถกเถียงจะเกิดขึ้นแน่ๆ แต่เลเวลความรุนแรงมันเป็นสิ่งที่เรามาเจอระหว่างทางว่าคนดูอินอยู่ระดับนี้ แล้าวเราก็ค่อยๆศึกษาฟีดแบ็กไปเรื่อยๆ”

     บอส :  “ซึ่งมีหลายๆ อันที่มันไม่เป็นอย่างที่เราคิด พอมาถึงอีพี 6-7 เราคิดว่าคนต้องมาอยู่ทีมนี้แน่ๆ แต่คนไปเทอีกทีมนึง มันทำให้เรียนรู้เหมือนกันระหว่างที่ฉายไป พอเราเช็คเราก็จะฟีดแบ็ก เราอยากทำละครให้คนดูเข้าถึงตัวละคร ไม่ว่าคนไหนเขาก็จะมีเหตุผลเป็นของตัวเอง แต่ปรากฎว่าเราเพิ่งเจอคนดูที่ไม่เคยเปลี่ยนทีมเลย เราก็มาคุยกันว่ามันเป็นเพราะอะไร มันก็น่าจะเป็นเพราะว่าละครเรื่องนี้มันไปตรงตามทัศนะคติของการใช้ชีวิต และประสบการณ์ความรักของคนดูแบบไหนบ้าง แล้วเราเชื่อความรักแบบไหน เราก็จะไปเชียร์แบบนั้น ซึ่งประสบการณ์การณ์ความรักของหมอเป้ง กับฉลามไม่เหมือนกัน”

 

    ในแง่ของคนทำ เรามีมุมมองอย่างไร เพราะว่าบางคนก็มองว่าถ้านางเอกเลือกแบบนี้คือผิด
     บอส :  “เราไม่ได้มองว่าอันไหนผิด มันเป็นสถานการณ์ของตัวละคร ณ ตอนนั้น อย่างเราเป็นคนดู เรามีมุมมองเหมือนเป็นพระเจ้า เพราะเราเห็นมุมมองในความคิดของบะหมี่ ของเป้ง ซึ่งคนก็จะสงสารเป้ง แต่ในตัวละคร ณ ตอนนั้นเขาไม่ได้เห็นทุกมุมมองเขาก็ตัดสินใจ กับเหตุการณ์ตอนนั้นที่เขาไม่เห็นมุมทั้งหมด”

 

     ปิง :  “อันนี้เราต้องยอมรับเราทำให้คนดูไปไม่ถึงจุดหนึ่ง คือปกติคนดูต้องมีส่วนร่วมว่าตัวละครไปเจออะไรมา แต่ละครเรื่องนี้สิ่งนึงคือเราไม่ได้ทำให้เห็นประสบการณ์ความรักอันยาวนานของทานตะวันกับหมอเป้ง 15 ปี เราอยากให้คนดูสนุกที่สุด เราเลยสตาร์จุดที่เกิดปัญหา แต่กลายเป็นว่าการที่เราไปเริ่มตอน 1 ที่ว่า เราเห็นคู่รักที่รักกันมา 15 ปีแล้ว แต่ได้เห็นน้อยไปหน่อยว่า 15 ปีที่ผ่านมาประสบการณ์รักของทั้งคู่เป็นอย่างไรบ้าง มันก็มีให้เห็นบ้างว่า ทานตะวัน เห็นเป้งรักษาคนไข้ได้

 

     เราก็ไม่อยากที่จะไปรบกวนเวลาหมอ มันทำให้เขารู้สึกแบบนี้ มันมีอธิบายมานิดหน่อย แต่เราไม่ได้นำเสนอให้เห็นรายละเอียดก่อนหน้านั้นใน 15 ปีมันเกิดอะไรขึ้นบ้าง ซึ่งจริงๆ มันเกิดเรื่องขึ้นมาก มันก็เป็นประสบการณ์ของเราว่าเราให้คนดูเห็นประสบการณ์ของตัวละครน้อยไปหน่อย ในมุมของคนเขียนบทเรารู้เรื่องราวของตัวละครว่าถ้าเราเจอเรื่องราวแบบนี้ 15 ปีมาเราจะรู้สึกอย่างไร การตัดสินใจตั้วละครต้องเป็นแบบนี้ เรายอมรับข้อผิดพาดตรงนี้”

 

 

 

 

 

    ฟีดแบ็กที่รุนแรง ติดทวิตเตอร์โลก พอใจแค่ไหน
     บอส :  “พอบอสทำงานนี้เสร็จออกมา สุดท้ายแล้วงานนี้มันกลายเป็นของคนดูไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นฟีดแบ็กอะไรมา เราก็ต้องคัดกรอก อันไหนที่ติ เราก็ยอมรับและพัฒนาขึ้นในงานหน้า เราพยายามดูฟีดแบ็กต่างๆ ว่าอันไหนนำมาปรับใช้ได้บ้างในงานหน้า”

    ปิง :  “ตั้งแต่เราทำงาน เราชอบอ่านฟีดแบ็กมากๆ มันคือของจริงของคนดู เราคนทำงาน เราคิดกับมันอีกแบบนึง พอมันฉายไปถึงคนดูแล้วมันก็มีบางอย่างที่เราคิดไม่ถึง พอเราย้ายสนามมาสนามที่กว้างขึ้น เรายังไม่คุ้นเคยมาก ตั้งแต่เราทำเรื่อง เลือดข้นฯ เราได้เรียนรู้ว่ากลุ่มคนดูกว้างขึ้นเขารับกับการเล่าเรื่องแบบนี้นะ ต้องเล่าประมาณไหนถึงจะพอ แล้วเราก็เอาประสบการณ์จากเรื่องนั้นมาทำเรื่องนี้ แต่ว่าละครเรื่อง เลือดข้นฯ ก็ไม่เหมือนเรื่องนี้ เพราะว่าในชีวิตจริงเราไม่มีพี่น้องที่ฆ่ากัน เราอยู่ในฐานะคนดู เพราะว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องราวความรัก มันจะไปเฉียดกับชีวิตจริงมากขึ้น เราจะรู้สึกว่าตัวละครควรทำแบบนี้ซิ มันเลยเกิดฟีดแบ็กไปกับมัน ทั้งหมดคือคนดูอินกับมัน ถือว่าเราประสบความสำเร็จที่สามารถทำให้คนดูอินได้”

 

 

    ทำไมถึงทำเป็น 2 เวอร์ชั่น เวอร์ชั่นที่ฉายต่างประเทศ กับเวอร์ชั่นที่ฉายในไทย
     ปิง :  “เวอร์ชั่นต่างประเทศ มันเป็นเวอร์ชั่นที่เราต้องส่งก่อนล่วงหน้าเป็นเวลาประมาณ 2 เดือน ช่วงที่เราส่งเวอร์ชั่นนั้นไป พอในช่วงที่จะฉายในไทย เหมือนตัวเราเองได้มีเวลากลับไปกับมัน เราก็มีดูว่ามันมีบางอย่างไหมที่ทำให้คนดูเข้าใจตัวละครผิด มันมีการดึงบางฉากออกเล็กๆน้อยๆ ไม่มีเจตนาทำ 2 เวอร์ชั่น มันเป็นเรื่องระบบมากกว่า ที่เราต้องส่งตรงนั้นไปก่อน”

    บอส “จริงๆ พอมันมีสิ่งที่ต่างเล็กๆ น้อยๆ อารมณืคนดูก็เปลี่ยนแล้ว มันอาจจะมีคนบางกลุ่มที่ชอบอันนั้นจริงๆ หรือบางกลุ่มที่ชอบอันนี้จริงๆ เพราะว่ามันก็มีรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ มีส่วนกับอารมณ์ของคนดู”

 

 

 

 

 

    จะมีภาค 2 ไหม
     บอส :  “บอสทำเรื่องนี้มาปีครึ่ง ขอพักแปบหนึ่ง ในระหว่างที่ตัดสินใจว่าจะยังไง ขอให้ไปซบอกพี่ซันนี่แทน (หัวเราะ)”
    มาพูดถึงกระแสความแรงที่สุดของเรื่องนี้ คือการเลือกที่ให้ "หมอเต่า" ที่รับบท "บิวกิ้น" ตาย
     บอส : “ซีนนี้มันถูกวางไว้ตั้งแต่เขียนโครงสร้างบทแล้ว เพราะว่ามันมีตัวละครอยู่ตัวนึงที่เราคิดไม่ออก เราต้องหาทางลงให้มัน เริ่มจากตัวละครที่เต็มไปด้วยความแค้น ผู้หญิงคนนึงขับรถมาชนน้องสาวเราตาย มันก็เต็มไปด้วยความแค้น อยากที่จะทำให้ผู้หญิงคนนี้ถึงขั้นเสียชีวิต มันมีอะไรได้บ้างที่จะทำให้ตัวละครนี้เขาเรียนรู้ถึงการกระทำของเขา เราก็ต้องหาภาพให้คนดูมีอารมณ์ร่วมด้วยกัน ถ้าเราสร้างเหตุการณ์ให้ตัวละครตัวหนึ่งได้รับอุบัติเหตุ ซึ่งทำให้รู้สึกว่ามันคืออุบัติเหตุไม่ได้เกิดจากความตั้งใจ เลยถูกวางไว้ตั้งแต่ตอนเขียบทว่าต้องมีความสัมพันธ์ของตัวละครคู่หนึ่ง ที่ปลายทางจะเจอกับเหตุการณ์นี้ แล้วส่งผลให้ตัวละครมันกลมขึ้น และส่งสารว่าเราควรที่จะใช้เวลาที่อยู่ด้วยกันให้คุ้มค่าที่สุด ใส่ใจกันให้มากที่สุด ก่อนที่ทุกอย่างมันจะสายเกินไป ซึ่งมันตรงตามที่เราต้องการ เราก็เลยต้องจัดสักหน่อย”

 

 

    คิดไหมว่าคนที่จากไปเป็น หมอเต่า จะได้รับฟีดแบ็กขนาดนี้
     บอส :   “คิดไว้เหมือนกัน เพราะว่าตัวละครตัวนี้เป็นที่รักของทุกคน เป้นคนจิตใจดี แล้ววันนึงคนที่เราสนิทมาก รักมา จากไปโดยที่เรายังไม่ทันตั้งตัว บอสว่ามันต้องมีผลกระทบอยู่แล้ว ตัวละครเสียใจมาก คนดูก็น่าจะเสียใจมาก เพราะคนดูน่าจะอินกับคู่นี้”


     ปิง :   “ถ้าอยากที่จะให้เมสเสจออก คนที่จากไป ต้องเป็นตัวละครที่คนดูรัก คนดูจะยิ่งรู้สึกมากขึ้น เพราะว่ามันเป็นละครเราทำอย่างไรกับมันก็ได้เพื่อเมสเสจ เพื่อให้คนดูรับสารในการใช้ชีวิตจริงๆมากกว่า การที่เราเสียคนในละคร สุดท้ายคือเราร้องไห้ แล้วเราก็เรียนรู้จากมันว่า อย่าให้ถึงกับว่าสูญเสียจากในชีวิตจริง เมื่อคนดูอินกับการสูญเสียหมอเต่า อยากให้คนดู หันไปคิดในชีวิตจริงว่า เรามีอะไรที่ยังไม่ได้ทำในชีวิตจริง อันนี้เราจะไม่เสียดายภายหลังเลย มันกลับทำให้เรารู้สึกคุ้มค่าที่ทำละครให้คนดูได้กลับไปทำสิ่งดีๆกับคนใกล้ตัวจริงๆ”

 

     บอส :   “สุดท้ายเรือมันก็ไม่ล่มไปไหน เพราะว่าหมอเต่าก็ยังอยู่ในใจ”
     ปิง :  “เราอยากให้คนดูกลับไปทบทวนความสัมพันธ์ในชีวิต ละครเรื่องนี้มันไม่ได้พูดถึงความสัมพันธ์ความรักของหนุ่มสาวอย่างเดียว มันยังพูดถึงความสัมพันธ์ของเพื่อน ของพ่อแม่ ที่เรารักกันมานานมาก จนคิดว่าเขาไม่ไปไหน แต่เราก็ไม่ได้ดูแลความรู้สึกเขา เพราะเราคิดว่าเขาจะไม่จากไปไหนแน่ๆ แต่ถ้าเราดูแลความรู้สึกของเขาสักนิดมันน่าจะดีกว่านี้ก็ได้นะ”

 

 

 

 

 

 

 

 

    ละครจบเราได้ฟีดแบ็กกลับมา ในแบบที่เราต้องการสื่อออกไปไหม
    ปิง :  “ผมเจอเยอะมาก จนเรารู้สึกว่าสุดท้ายก็มีคนเข้าใจเหมือนกัน แล้วก็รู้สึกว่าการตัดสินใจว่าสิ่งที่เราสื่อสารออกไปมันเวิร์ก อันนี้มันเป็นเรื่องทีมเวิร์กของทุกทีม แล้วทุกคอมเมนต์ที่มาสู่นาดาว เรารู้สึกโอเคที่มีคนเข้าใจถึงจุดที่เราต้องการสื่อออกไป”

 

    กระแสดีมาก แต่เรตติ้งไม่ได้อย่างหวัง มันมีผลกับเราไหม
    บอส : “จริงๆ ก็มีผล บอสรู้สึกว่าทุกช่องทางที่ไปถึงคนดูมันมีผลหมด ทำให้ครั้งหน้าเราเรียนรู้มากขึ้นว่าการที่เราจะไปหากลุ่มแมสมากขึ้น อย่างทางออนไลน์เรามีคนที่ไปดูตาม แต่ถ้าในทีวีเราต้องทำเบอร์นี้นะ มันถึงจะดึงคนเข้ามา เราเพิ่งลองทำ จึงต้องมีการศึกษาดู มันก็ทำให้ได้เรียนรู้ในการทำครั้งหน้า”

 

    ปิง : “จริงๆ มันเป็นเรื่องของรสมือในการทำของเรา ที่อาจจะไม่นิ่งเท่ากับพี่ๆ ที่เขาทำละครมานานแล้ว เป็นสิ่งที่ต้องศึกษากันต่อไป เราอยากทำให้ดีกว่านี้เหมือนกัน จริงๆ     อยากทำให้ทุกช่องทางมียอดที่ดีทั้งหมด ไม่ได้อยากทำให้ช่องทางใดช่องทางหนึ่งได้ จริงๆ ก็อยากได้เรตติ้งอยู่ (หัวเราะ)”

 

    อยากบอกอะไรกับแฟนละครที่อินขั้นสุด
    ปิง : "เจตนาตั้งต้นในการทำละครทุกเรื่อง เราจะตั้งต้นจากการลงไปทำความเข้าใจ คนหรือตัวละครแบบที่เราไม่เคยเห็นตัวละครไหนทำมาก่อน แล้วเรารู้สึกว่าอย่างเช่นละครเรื่องนี้ พอเราได้ไอเดียว่าเราจะทำเรื่องหมอฉุกเฉินเรื่องของความสัมพันธ์อะไรก็ตาม เรายังไม่เคยเห็นละครที่มันเล่าจุดเปลี่ยนผ่านของคนๆ หนึ่งที่กำลังจะย้ายจากความสัมพันธ์หนึ่งไปอีกความสัมพันธ์หนึ่ง ยังไม่เคยเจอละครแบบนี้ คือในละครจะต้องมีพระเอก และพระเอกจะต้องคู่กับนางเอก ซึ่งเราก็เปิดภาพมาแบบนั้นว่า พี่ซันนี่ คือพระเอก และดาวิกา คือนางเอก เรารู้สึกว่าคนดูจะคาดหวังไว้อยู่แล้วว่าอย่างไงพระเอกจะต้องมาลงเอยกับนางเอกอยู่แน่ๆ แต่สุดท้ายสำหรับเรา เราคุยกันว่าในชีวิตจริงมันอาจไม่เป็นแบบนั้นเสมอไป จะบอกว่าตอนที่คุยกัน เราไม่เคยใช้ว่าพี่ซันนี่เป็นพระรองเลย เราใช้ว่าพี่ซันนี่เป็นพระเอกมาตลอด แต่เรารู้สึกว่าพระเอกไม่จำเป็นต้องมีคนเดียว เพราะในชีวิตจริงมันไม่ได้เป็นแบบนั้น ในชีวิตจริงเรามีพระเอกในหลายๆ ช่วงเวลา ในช่วงเวลาหนึ่งคนๆ นี้ก็เป็นพระเอกในชีวิตเราจริงๆ มันเป็นความรักแบบที่นี่คือพระเอกจริงๆ และเราเป็นนางเอก แล้วเราใช้ชีวิตร่วมกันไป แต่พอมาถึงจุดหนึ่งที่ความสัมพันธ์มันพังลง และกำลังจะเดินหน้าไปสู่ความสัมพันธ์ต่อไป คนใหม่ที่จะมาเป็นพระเอกคนต่อไปของเรา มันไม่ได้แปลว่าคนเก่าเขาไม่ได้เป็นพระเอกนะ คนเก่าเขาก็เป็นพระเอกเหมือนกัน แต่เป็นพระเอกคนละช่วงเวลามากกว่า ถามว่าหมอเป้งคือพระเอกไหม ผมบอกได้เลยว่าหมอเป้งคือพระเอกเลย พระเอกในช่วงเวลาหนึ่งของทานตะวัน แล้วฉลามคือพระเอกไหม ฉลามคือพระเอกคนต่อไป ซึ่งความสัมพันธ์ที่แล้วมันทำให้เรียนรู้ในความสัมพันธ์ครั้งหน้า มันอาจจะกลับไปเป็นเหมือนเดิมก็ได้ หรืออาจจะต่างไปก็ได้ 

 

 

 

 

 


    สิ่งที่เราอยากสื่อสารคือ อยากให้คนกลับมาดูความสัมพันธ์ของตัวเองดีๆ ว่าความสัมพันธ์ที่เรามีอยู่เรากำลังทำอะไรกับมัน เรารู้สึกยังไงกับมัน เรากำลังทำให้มันเวิร์กแบบที่มันเป็นการแก้ปัญหาจริงๆ หรือเปล่า แล้วเรารู้ไหมว่ามันมีปัญหาอยู่ แล้วได้แก้ปัญหามันไหม ผมรู้สึกว่าทุกคนมีสิทธิมากๆ ที่จะเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง เราควรจะได้คนรักแบบที่เราพอใจ และมีความสุข ไม่ทนทุกข์ทรมาน เพื่อที่จะไม่นำไปสู่ เพราะการแต่งงานไม่ได้เป็นจุดสิ้นสุดปลายทางของชีวิต สุดท้ายแล้วการหย่าร้างจะไม่เกิดขึ้น ตอนนี้สถิติการหย่าร้างมันสูงขึ้นมาก เพราะฉะนั้นในความสัมพันธ์ใดก็ตามไปเช็คดูดีๆ ว่าในความสัมพันธ์ไม่ว่ามีแผลอะไรก็ตาม อย่างคู่ทานตะวันกับหมอเป้งคบกันมา 15 ปี มันกลายเป็นความเคยชินไปแล้วด้วยซ้ำกับการมีใครคนหนึ่งอยู่ในชีวิต แต่ถ้าเกิดมานั่งคิดดีๆ ว่าในความสัมพันธ์นี้มันมีปัญหาอยู่ ถ้าทานตะวันได้ลงมาคิด แล้วเป้งมองสักนิดหนึ่ง ว่าความสัมพันธ์มีปัญหาแล้วแก้ไขกัน มันจะแก้และไปต่อได้ แต่ถ้าเรารู้ว่าปัญหานี้มันแก้ไม่ได้ มันอาจจะบ่งบอกว่ามันต้องจบหรือเปล่า หรืออยู่ในจุดที่เราต้องเดินออกมาในแบบที่ต่างคนต่างพอใจ และไม่รู้สึกฝืนชีวิตของกันและกัน เราไม่ได้อยากให้รู้สึกว่าการที่เราคบใคร คนใดคนหนึ่งต้องคบตลอดชีวิต การเลิกต้องรู้สึกผิด มันไม่ได้เป็นแบบนั้นนะในชีวิตจริง จริงๆ แล้วเราสามารถถอยออกมาจากความสัมพันธ์ที่เรารู้สึกว่าไม่ใช่ได้

 

    มีคนพูดว่าเรามีเจตนาทำให้คนนอกใจหรือเปล่า มันเป็นฟีดแบ็คที่เราก็กลับมาถามตัวเองเหมือนกันว่าเราทำแบบนั้นหรือเปล่า จริงๆ แล้วเจตนาเราไม่มีอยู่แล้ว ไม่ได้คิดอะไรแบบนั้นเลยด้วยซ้ำ สิ่งที่เราอยากให้เกิดมากกว่าคืออยากให้ลองใส่ใจคนรอบข้างมากขึ้น ใส่ใจคู่ของเราดีๆ มากขึ้น รอยร้าวเล็กๆ ในความสัมพันธ์ใดๆ ก็ตาม จริงๆ มันคือเรื่องใหญ่ การที่ใครคนหนึ่งจะเปลี่ยนใจไปชอบใครอีกคนหนึ่งมันจะไม่มีทางเกิดขึ้น ถ้าความสัมพันธ์เก่ามันแข็งแรง เอาจริงๆ ให้ฉลามยิ้มหวาน น่ารักขนาดไหม ถ้าหมอเป้งดีกับทานตะวันมาตลอด ความสัมพันธ์นั้นก็จะไปต่อ แต่ในทางกลับกันตัวทานตะวันทนกับความสัมพันธ์นั้นมาตลอด แล้วกำลังมองหาความอบอุ่นทางใจในแบบที่เขาไม่เคยได้ในหลายปีมาก่อน แล้วเขารู้สึกว่ามันกำลังจะตอบโจทย์เขา ทำให้เขาเผลอรู้สึก ซึ่งความรู้สึกนั้นมันก็มาซึ่งความรู้สึกผิดของตัวละครตามที่เรานำเสนอไป เพราะบางทีการจากกันแบบนี้มันอาจจะดีกว่า การจากกันแบบที่ทุกคนยังได้เป็นตัวของตัวเอง ทุกคนยังได้มีชีวิตในแบบที่ตัวเองชอบ และตัวเองเชื่อ เพราะนี่คือชีวิตจริง"

 

    อีกโจทย์หนึ่งของการทำเรื่องนี้คือการหยิบวิชาชีพหมอมานำเสนอ ละครจบแล้วเป็นไง
    บอส : “การที่เราใส่อาชีพแพทย์เขามาเพื่อซัพพอร์ตชีวิตของหมอเป้ง ว่าเขาทำงานหนักมาก แต่การนำเสนออาชีพแพทย์เข้าไป มันอาจจะมีหลายอย่างที่ตัวบอสเองไม่ได้รอบคอบ มีหลุดบ้าง ก็พยายามปรับแก้ไขตลอด เพราะในฉากที่เป็นเรื่องของการแพทย์ก็จะมีคุณหมอมาช่วยกันดู และปรับแก้ไขกันตลอดตามทาง เราก็พยายามทำให้ดีที่สุด ซึ่งก็ได้รับทั้งกระแสวิพากษ์และวิจารณ์ มีหลายซีนทางการแพทย์ที่มันไปผสมรวมกับอารมณ์ของตัวละคร ซึ่งอาจจะไม่ได้ตรงกับความจริงทางการแพทย์ ก็เป็นเรื่องของการเรียนรู้”

 

    ปิง : “ด้วยความที่มันเป็นตัวละครที่เราสร้างขึ้นมา ซึ่งคุณหมอในชีวิตจริงดูอาจจะรู้สึกว่าพฤติกรรมของหมอในเรื่องอาจจะเด็กน้อยไปหน่อย การทำเรื่องนี้เราได้ลงไปทำรีเสิร์ช ทำให้เราทุกคนได้เรียนรู้ว่าอาชีพหมอเป็นอาชีพที่น่านับถือมากๆ เข้าใจแล้วว่ามันไม่ใช่แค่อาชีพเงินเดือนดี แต่การเป็นหมอมันแบกภาระเยอะมาก ในตัวละครฉลามตอนเขียนบทมันมีคำพูดหนึ่งที่บอกว่า การเป็นหมอมันยากนะ เพราะว่าความผิดพลาดมันหมายถึงคนตาย มันคือการทำคนๆ หนึ่งเสียชีวิต ทำให้รู้ว่าอาชีพหมดแบกภาระความรับผิดชอบเยอะมาก เป็นวิชาชีที่เรารู้แล้วว่าทำไมคนถึงยกย่อง”

 

    อยากฝากอะไรถึงคนดูหลังจากที่ได้รับฟีดแบ็คถล่มทลายขนาดนี้
    บอส : “บอสอยากขอบคุณคนดูทุกคนมาก เพราะว่ามีหลายอย่างไม่คาดคิดเยอะมาก ทำให้ตัวบอสเองที่เพิ่งมาเป็นผู้กำกับไม่กี่เรื่องเองได้เรียนรู้เยอะมาก มันเป็นคอนเทนต์ที่ยาวมาก และมันมีระยะเวลาที่เห็นกระแสคนดูในทุกๆ สัปดาห์ ทำให้ได้เรียนรู้เยอะมากจากฟีดแบ็คของคนดูที่มีทาเก็ตที่กว้างขึ้น อยากขอบคุณคนดูทุกคนที่ดูแล้วฟีดแบ็คออกมา มีทั้งคำชมคำติทุกๆ อย่างสำหรับบอสมันเป็นประสบการณ์ที่ดีมากในการไปแก้ไขในอนาคต อยากขอบคุณคนดูทุกคน”

 

    ปิง : “ขอบคุณตั้งแต่คนดูที่เริ่มดูแล้ว เราก็รู้สึกว่าอย่างน้อยเราได้เห็นแล้วว่าความชอบไม่ชอบมันเป็นยังไง เป็นละครที่เราต้องเผื่อเวลาไว้อ่านฟีดแบ็คด้วย เราเองก็ไม่เคยเจอฟีดแบ้คที่ถล่มทลายขนาดนี้ ก็พยายามอ่านและเรียนรู้จากมันทุกวีคทุกสัปดาห์ ขอบคุณคนดูทุกคนที่อินไปกับมันจริงๆ รู้สึกดีใจมากที่ตัวละครลงไปอยู่ในใจคนดูได้ แล้วทำให้คนดูรู้สึกตามตัวละคร คิดตามตัวละคร และพยายามช่วยปกป้องตัวละครด้วยซ้ำ เรารู้สึกแฮปปี้มากที่คนดูรักตัวละครในระดับนี้ ละครอาจจะดูแค่จบไปเลย หากมันไม่ได้สามารถแก้ไขปัญหาอะไรในชีวิตจริง ถ้ามันกลับไปช่วยอะไรบ้างอย่างในชีวิตจริงของเราได้ มันน่าจะเป็นเรื่องที่ดีมาก แล้วเราจะรู้สึกดีมาก”

 

    ไม่มีการเปลี่ยนตอนจบใช่ไหม
    บอส “ไม่มี มีคนแท็กมาหาเยอะมาก บอกว่าถ่าย 2 เวอร์ชั่น จะบอกว่าเอาเวลาไหมไปถ่าย มีอย่างนี้ตั้งแต่ในบทแล้ว”
    ความในใจจากผู้ผลิตละครเรื่องนี้

 

 

 

 

 

 

Shares :

ข่าวเกี่ยวข้อง
5 อันดับข่าวฮิต
Recommended
ข่าวที่คุณอาจสนใจ