ทีมบันเทิง คมชัดลึก -  เป็นอีกหนึ่งช่องที่สามารถดึงตัวนักแสดงคุณภาพเข้าช่องอย่างมากมาย สำหรับ “ช่องวัน 31” ที่ล่าสุดดึงตัวนักแสดงมากฝีมืออย่าง “ดวงดาว จารุจินดา” ที่อยู่กับช่อง 7 สี มากว่า 30 ปี ให้มาลงจอช่องวันในละครเรื่อง “ฉันชื่อบุษบา” ผู้สื่อข่าวมีโอกาสเจอ “ป้อน” นิพนธ์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตละคร “ช่องวัน31” จึงถามถึงเรื่องนี้ 

    
    ถามถึงเรื่องที่จีบ “ดวงดาว จารุจินดา” มาร่วมงานละคร ฉันชื่อบุษบา กับทางช่องวัน 
    “เห็นว่าพี่เขาเป็นอิสระสามารถรับเล่นได้ เลยให้แคสติ้งติดต่อไป เพราะว่าบทที่จะให้พี่ดาวเล่นมันน่าสนใจและต้องการความสามารถมากเหลือเกิน รวมถึงชื่นชอบชื่นชมพี่เขามานานมากๆ แล้ว เคยเจอตามงานต่างๆ แต่ไม่มีโอกาสทำงานร่วมกัน ครั้งนี้ก็ดีใจที่พี่ดาวตอบรับและมาเล่น”

 

    จีบอยู่นานไหม
    “ไม่นานครับ เราคิดว่าบทที่ดีและเหมาะสมเลยนำเสนอไป พี่ดาวเองก็ชอบ เลยได้มาทำงานด้วยกัน”

 

    มีแอบเผื่อใจไหมว่าเขาอาจจะไม่ตกลง
    “อย่างที่บอกว่าอยากได้พี่ดาวมาเล่นตั้งนานแล้ว แต่รู้ว่าพี่เขายังอยู่ในสัญญา แล้วตอนนั้นพี่หน่อง (พลากร)ก็ยังอยู่ช่อง 7 อันนี้คิดเอาในมุมตัวเองนะครับ แล้วพอพี่หน่องไปอยู่พีพีทีวี คิดว่าพี่ดาวคงอิสระคงไม่มีอะไรติดขัด จริงๆ ความเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องปกติ พอถึงจังหวะนึงมันจะไหลรวมไปทุกที่ ขอบเขตจะน้อยลง”

 

 

 

 

    อาดาวให้เหตุผลในการมาไหม
    “ผมไม่ได้คุยส่วนตัว ยังไม่มีโอกาสได้เจอหน้าเลย พอดีวันบวงสรวงยุ่งมากด้วย แบ้วก่อนหน้านี้ก็จะเป็นทางแคสติ้งติดต่อไป เดี๋ยวคิดว่าวันนึงก็จะได้พบกันและสวัสดีทักทาย คิดว่าไม่น่าจะมีความเกร็งเพราะเราทำละครเป็นอาชีพ ใช้สิ่งที่ดีที่สุดของนักแสดงอยู่แล้ว เมื่อทุกคนมาเล่นกับเราก็ต้องทำให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ เพราะไม่อยากให้รู้สึกผิดหวังที่มาร่วมงานกับเรา”

 

 

    หลายคนรู้กันว่าพี่ดาวอยู่ช่อง 7 มา 30 ปีไม่เคยไปที่ไหนเลย ทำไมถึงกล้าจีบ
    “เอ้า! ต้องออกมาโลกกว้างบ้างมั้ยล่ะ การเปลี่ยนแปลงเป็นนิรันดร์เป็นเรื่องปกติ ผมเชื่อว่านักแสดงทุกคนมีอย่างหนึ่งที่เหมือนกัน คือการที่ได้รับบทบาทใหม่ๆ หรือการทำงานในแบบใหม่ อะไรเหล่านี้มันจะทำให้มีความตื่นเต้นเร้าใจ ไม่รู้สึกเดิมๆ”

 

 

 

 

“ป้อน” นิพนธ์

ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตละคร “ช่องวัน31”

 

    แสดงว่าการที่เราจะจีบดาราคนไหนมา ส่วนใหญ่เป็นเรื่องความเหมาะสมของบทล้วนๆ ใช่ไหม
    “ใช่ครับ เพราะเราไม่มีเงินขนาดที่จะไปทุ่มซื้อใครมา เรามีแต่ทีมงานที่ดี จริงๆ เราก็ลงทุนเรื่องนักแสดงแต่ว่าเป็นการลงทุนแบบยั่งยืน ลงทุนในส่วนของนักแสดงใหม่ เพาะบ่มแล้วให้เขามีอาชีพ ไม่ใช่เป็นนักแสดงสมัครเล่น และให้อยู่ในวงการนี้นานๆ ส่วนที่สองที่เราลงทุนก็คือคนทำงาน โดยเฉพาะเรื่องบท เราจริงจังกับการทำบทมาก รวมถึงทีมงานเบื้องหลังการกำกับ ฝ่ายศิลป์ คอสตูมดีไซน์อะไรต่างๆ ต้องอย่าลืมว่าการทำละครมันเป็นศิลปะร่วม ทำคนเดียวไม่ได้ มีนักแสดง ผู้กำกับ หรือคนเขียนบทอย่างเดียวไม่ได้ ทุกฝ่ายต้องร่วมกัน ผมถึงได้บอกว่าผมมีทีมงานที่ดีและผมภูมิใจดีใจที่มีคนดีๆ เก่งๆ ทำงานกับเรามาเยอะ ดังนั้นสปิริตของช่องวันก็คือจะทำละครให้ถูกจริตกับคนร่วมสมัยชม

 


    อีกอย่างไม่ได้หมายความว่าเมื่อมีดาราแล้วทุกอย่างมันจะจบ บางเรื่องต้องพึ่งดาราจริงๆ แต่บางเรื่องไม่จำเป็น มันอยู่ที่ว่าโปรเจ็กต์นั้นสตาร์เมกสตอรี่ คือมีดาราที่ดี ทำเรื่องจากดาราให้เขาเปล่งเสน่ห์มากที่สุดในชีวิตการแสดง หรือสตอรี่เมกสตาร์ คือทำละครให้สนุกมากๆ ใครที่ไหนมาเล่นก็ดัง เรียกว่ามันต้องมี 2 กลยุทธ์ ที่ผ่านมาเราก็ใช้ทั้งสองแบบ แต่ส่วนมากจะเป็นสตอรี่เมกสตาร์มากกว่า เพราะผมเชื่อมั่นในสตอรี่ ถ้าสตอรี่คุณไม่ดีต่อให้ดาราดังๆ มาเล่นก็ลงเหวได้ หลายเรื่องที่แป้กก็มาจากตรงนี้ทั้งนั้น”

 

 

 


    จะมีดาราเบอร์ใหญ่มาอีกไหม
     "ต้องถามว่ามีใครว่างอีกไหมล่ะ (หัวเราะ) คือเราทำละครปีหนึ่งประมาณ 30 เรื่อง ดาราไม่พอใช้ เรามีละคร 19:00 น. แล้วมีละคร 2 ทุ่มและเรามีละคร 3 ทุ่มครึ่ง สัปดาห์หนึ่งเราต้องเช็คเทปตรวจเทปประมาณ 8 ตอนอ่านบทกันไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ เราต้องมีนักแสดงที่พร้อมที่จะเล่นให้กับเรา ซึ่งบางทีพอคิวมันซ้ำมันซ้อนนักแสดงคนหนึ่งไม่ควรมีละครเกิน 2 เรื่อง ตัวผมเองไม่ให้นักแสดงเล่นเกิน 2 เรื่องต่อสัปดาห์ เพราะมันเป็นไปไม่ได้ที่คุณจะได้นักแสดงที่ดีจากการเล่น 2 เรื่อง 3 เรื่องมันได้แค่ปั่นเงิน แต่มันไม่มีทางดีได้ แล้วคนดูเองก็จะเบื่อด้วย คนทำเองก็เบื่อ"