คมชัดลึกออนไลน์ 23 กุมภาพันธ์ 2563
คมชัดลึกออนไลน์
บันเทิง

ยุคใหม่ของ "ช่อง3" จากฝีมือคนนอก "มาลีนนท์" 

3 มิถุนายน 2562 - 15:27 น.
อริยะ พนมยงค์,บันเทิงคมชัดลึก
บันเทิง

Shares :
เปิดอ่าน 19,711 ครั้ง

อริยะ พนมยงค์ อดีตกรรมการผู้จัดการ LINE ประเทศไทย นั่งแท่นกุมบังเหียน ช่อง 3 กับก้าวใหม่ที่เปลี่ยนไป 


 

    ทีมบันเทิง คมชัดลึก  -   เรียกว่าเป็นเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของ “ช่อง 3” ในการดึง นายอริยะ พนมยงค์ อดีตกรรมการผู้จัดการ LINE ประเทศไทย มานั่งแท่นในตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการ คนแรกของ บริษัท บีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งถือเป็นคนนอกตระกูล “มาลีนนท์” คนแรกที่มาเป็นหัวเรือใหญ่ของช่อง 3 และยิ่งถูกจับตามองมากขึ้นเมื่องานแรกของนายอริยะคือการคืน 2 ช่องที่บริษัท บีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน) ถือครองอย่าง ช่อง 3 แฟมิลี่ และช่อง 3 เอสดี โดยกรรมการผู้อำนวยการบีอีซี เผยว่า

 

    "จุดแข็งของช่อง 3 ที่เห็นคือตัวละคร และตัวศิลปิน เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ทำการบ้านเยอะขนาดนี้ มีการคิดแผนเลยว่าถ้าเรามาจะทำอะไร เรื่องแผนธุรกิจยังอาจจะไม่สามารถแบไต๋ได้ในตอนนี้ เพราะอย่างที่เห็นว่าหลายๆ ช่องมีการปรับแผนกัน สิ่งหนึ่งที่ผมเชื่อและยังรู้สึกคือช่อง 3 ยังใหญ่อยู่ แต่สิ่งที่เห็นในตอนนี้คือเรตติ้งที่ลดลง ทิศทางของผมคือทำยูทูบ และไลน์ทีวีมาก่อน ผมรู้ดีว่าจริงๆ แพลตฟอร์มเหล่านั้นไม่ได้มาฆ่าทีวี แต่มาเป็นพันธมิตรกับทีวี เพราะด้วยพฤติกรรมของคนดูยังดูเนื้อหาจากทีวียุค 4-5 ปีที่ผ่านมาพฤติกรรมของผู้ชมเปลี่ยนแปลง แต่เนื้อหาที่ชมไม่ได้เปลี่ยนแปลง ไซส์ของจอเปลี่ยนแปลง จากจอทีวีมาเป็นแท็บเล็ต สมาร์ทโฟน แต่สิ่งที่เราดูก็คือเนื้อหาที่มาจากทีวี แกนหลักเลยเป็นทีวีคอนเทนต์อยู่ ทำให้ผมอุ่นใจว่าสิ่งที่เรามีคือสิ่งที่มีคุณค่า แต่สิ่งที่เปลี่ยนคือช่องทางในการบริโภค สิ่งที่ผมมองคือทีวีคือหนึ่งช่องทาง ยังเป็นช่องทางหลักด้วย แต่แน่นอนว่ามันต้องมีการเปลี่ยนแปลง
    พอมาดูกลุ่มเป้าหมายของช่อง 3 มี 2 กลุ่ม คือ 73 เปอร์เซ็นต์ของผู้ชมคือคนที่อายุ 35 ปีขึ้นไป กลุ่มเป้าหมายชัดเจน และพอไปดูผู้ชมเนื้อหาของช่อง 3 ในโลกออนไลน์ขึ้นอยู่แพลตฟอร์ม แต่ตัวเลข 70-80 เปอร์เซ็นต์ของผู้ชมเนื้อหาของช่อง 3 ในโลออนไลน์อายุ 34 ปีลงไป เห็นแบบนี้ก็อุ่นใจ เพราะกลุ่มเป้าหมายชัดเจนมากๆ คือมีแค่ 2 กลุ่มใหญ่ และเมื่อไปดูฐานโลกออนไลน์ของช่อง 3 คือเป็นฐานที่ใหญ่มาก ย้อนกลับไปดูปี 2018 (พ.ศ.2561) จำนวนวิวของช่อง 3 อยู่ 6 พันล้านวิวทั้งปี ซึ่งเป็นตัวเลขที่เยอะมาก ซึ่งมีฐานที่ใหญ่อยู่ แต่แค่ว่าก่อนหน้านี้บีอีซี (ช่อง 3) ไม่เคยมาโฟกัสในตรงนี้ ซึ่งคนเลยไม่ได้เห็นภาพนี้ แต่ไม่อยากให้เข้าใจผิดว่าผมจะเทไปที่ออนไลน์ 100 เปอร์เซ็นต์ แค่เรามี 2 กลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน
    สิ่งที่วางไว้ก็คืออันที่หนึ่งคือที่ต้องทำในระยะสั้นและต้องเร่งคือต้องเร่งรายได้จากสิ่งที่อยู่ในมือเราก่อน ก็คือฝั่งทีวีและธุรกิจออนไลน์ ในส่วนของออนไลน์ก็ผ่านทุกแพลตฟอร์ม ทั้งเมลโล่ก็ดี ยูทูบก็ดี รวมทั้งไลน์ทีวี และแพลตฟอร์มอื่นๆ ในอนาคต สิ่งที่ต้องทำคือต้องบริหารให้ดีขึ้น เรามีฐานผู้ชมที่สูง แต่รายได้ยังไม่มา มีแค่ 5 เปอร์เซ็นต์ของธุรกิจทั้งหมด เราต้องทำให้มันเติบโต"

 

 

 

อริยะ พนมยงค์

    ผู้บริหารใหญ่ช่อง 3 เผยว่า อย่างเมื่อปีก่อนที่ละครบุพเพสันนิวาสดังและสามารถต่อยอดรายได้ไปได้ เป็นปีที่กระแสมาจากบุพเพฯ ทำให้เกิดไอเดียจากละครเรื่องนี้
    “เราทำงานกับศิลปิน ดาราช่อง 3 เพื่อสร้างรูปแบบบริการและธุรกิจใหม่ๆ ที่จะทำเงินให้แก่บีอีซีได้ ส่วนหนึ่งคือเราสร้างละครที่ดี เราสร้างกระแสที่ดี กระแสคือสิ่่งที่เราสามารถนำมาเป็นรายได้ได้ ตอนนี้สิ่งที่เราต้องทำคือการหาช่องทางรายได้ใหม่ๆ เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยง” 
    ผู้สื่อข่าวถามถึงทิศทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงมาจากการคืนช่องทั้ง 2 ช่องของทาง “บีอีซี เวิลด์” หรือเปล่า
    "ผมว่ามีหลายคนสงสัยว่าทำไมเราเลือกคืน 2 ช่อง คือผมเข้ามาปุ๊บก็เจอเรื่องนี้เลย เรื่องนี้คือมันดูได้หลายมิติ ทั้งระยะสั้นและระยะยาว คือในส่วนของช่อง 13 แฟมิลี่ หลายคนคงคาดเดาไว้อยู่แล้ว ในส่วนของช่อง 28 (3 เอสดี) จะเห็นว่าถ้าดูในเรื่องของอันดับช่อง 28 ทำได้ดี แรงกิ้งดีมีฐานผู้ชม มีฐานรายได้ และก็แข่งกับช่องดิจิทัลได้ไม่แพ้ แต่นี่เรามองจากตัวเราเอง แต่เรามองแค่ตัวเราเองไม่ได้  เพราะยังมีผู้เล่นและคู่แข่งอีกหลายๆ เจ้า ต่อให้คืนไป 7 ช่อง แต่อันดับไม่มีผลกระทบเลย ยกเว้นช่อง 28 คู่แข่งหลักๆ ไม่ได้หายไปไหนเลย และพอมาดู 10 อันดับ คือ 85 เปอร์เซ็นต์ของผู้ชมคือ 80 เปอร์เช็นต์ของเม็ดเงินโฆษณา เพราะฉะนั้นการแข่งขันไม่ได้เปลี่ยนแปลงเลย แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นคืออะไร คือการเยียวยา การที่คนที่อยู่ในธุรกิจนี้ไม่มีภาระที่ต้องแบกรับ ความหมายคือมีเงินที่จะลงทุนกลับมาในการสร้างและผลิตผลงานออกมา ซึ่งก็จะเห็นว่ามีการเคลื่อนไหวจากช่องต่างๆ มากขึ้น นั่นแปลว่าสิ่งที่เราประเมินมาคือสิ่งที่ถูก ส่วนที่ยังตัดสินใจอยู่ตรงนี้ก็ต้องมองในระยะเวลา 10 ปี การแข่งต่อใน 10 ปีคืออะไร เราถอยมา แล้วดูภาวะการแข่งขันจะเห็นว่าธุรกิจนี้ดุเดือดมากขึ้น 

 

 

 

 


    การที่เราเลือกคืน 2 ช่อง เพื่อเป็นการบอกว่าเราจะกลับมาเน้นที่ช่องหลักของเรา และทำให้ช่อง 33 เอชดี เข้มแข็ง การคืน 2 ช่องไม่ได้บอกว่าเรายอมแพ้ ไม่ใช่ แต่เป็นการบอกว่าเราเดินหน้ากับช่อง 33 เอชดี  เพราะด้วยไซส์ของช่อง 33 มันมีอิมแพ็กที่สูงมากๆ เลยมองว่าเรามาเน้นหลักที่ช่องง 33 ดีกว่า"
    นายอริยะยังเผยเรื่องของการเยียวยาหากต้องมีการปลดพนักงานหลังจากคืนช่องนั้น ในตอนนี้ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ของพนักงานที่ทำงาน เพราะเนื่องจากว่าเพิ่งจะมีการยื่นเรื่องคืนช่องไป ยังมีเรื่องการทำเอกสาร และก็ต้องมาดูว่าทาง กสทช. จะมีการเยียวยาหลังจากคืนช่องเป็นเงินเท่าไหร่ ซึ่งเรื่องราวดังกล่าวจะต้องมีการพูดคุยกับพนักงานก่อนที่จะมาประกาศผ่านสื่อ เพราะคงเป็นเรื่องที่ไม่ดี หากมาบอกผ่านสื่อก่อน แต่ในตอนนี้ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงในส่วนนั้น
    “ในเร็วๆ นี้หลังจากคืนช่องก็อาจจะต้องมีการปรับผังใหม่ของช่อง 33 เอชดี เพราะบางรายการที่อยู่ในช่อง 13 และช่อง 28 เป็นรายการที่ดีและมีคุณภาพ อาจจะมีการโยกย้ายมาลงในช่อง 3 เอชดี ซึ่งตอนนี้ผมยังให้รายละเอียดไม่ได้ คงต้องกลับไปดูและพิจารณาก่อน” 

 

 


ไม่อยากพลาดข่าวสารสำคัญ บทวิเคราะห์ เจาะลึกแบบ อินไซด์ ฟรี!! เพียงติดตามได้ที่ Line official คมชัดลึก เพียงกดติดตามผ่าน

เพิ่มเพื่อน
5 อันดับข่าวฮิต
Recommended
ข่าวที่คุณอาจสนใจ