อีกหนึ่งละครน้ำดี น้ำแรง ถูกใจคนไทยสุดๆ เพราะดราม่านันสต็อป จะแวบเข้าห้องน้ำยังไม่กล้า!!

          กับละครย้อนยุคเรื่อง “กรงกรรม” ที่ออกอากาศทางช่อง 3 สร้างสรรค์โดยบริษัท  แอคอาร์ต เจเนเรชั่น ของ “ออฟ" พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง

          นอกเหนือจากความเป็นละครฮิตปังที่นำแสดงโดยดาราสาวสุดฮอต “เบลล่า” ราณี แคมเปน และ ใหม่ เจริญปุระ ซึ่งฝีมือขั้นเทพแล้ว

 

 


          สิ่งหนึ่งเป็นจุดเด่นคือฉากหลังของเรื่องราวที่ดำเนินอยู่ที่ จ.นครสวรรค์ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของผู้ประพันธ์นวนิยายเรื่องนี้ หรือ “จุฬามณี” ที่มักใช้บ้านเกิดในการบอกเล่าเรื่องราวของผู้คนธรรมดาๆ ในครอบครัวเล็กๆ แต่ชีวิตกลับไม่ธรรมดา ด้วยแง่ปมต่างๆ


          โดยเฉพาะ “กรงกรรม” ที่มีเรื่องของเสน่ห์ยาแฝด อำนาจมนตรา รัก แค้น และอาฆาต พร้อมเนื้อเรื่องที่สะท้อนสังคมได้อย่างถึงแก่น เต็มไปด้วย Stereotype หรือรูปแบบร่วมของคนไทย


          จึงไม่แปลกใจที่ละครของเขาทั้งที่เป็นตัวหนังสือในนวนิยาย และที่นำมาทำเป็นละครโทรทัศน์ จะได้รับความนิยมเป็นอันมาก!


+++

 

 


          ความแรงกรงกรรม  


          ถ้าจะว่ากันที่ “กรงกรรม” ซึ่งกำลังฮิตทั่วบ้านทั่วเมือง ต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาก็เพิ่งฟาดเรตติ้งทั่วประเทศมาได้ถึง 7.4 โดยต่างจังหวัดในเขตเทศบาล 8.6 นอกเขตเทศบาล 6.4 และพื้นที่กรุงเทพฯ 9.9

 

          เรื่องนี้กล่าวถึง “เรณู” หญิงขายบริการจากฐานบินตาคลี อ.ตาคลี ที่เกิดมาหลงรักพระเอก หรือ “อาใช้” บุตรชายคนโตของตระกูลแบ้ หรือ “อัศวรุ่งเรืองกิจ” เศรษฐีแห่ง อ.ชุมแสง ซึ่งเจอกันที่บาร์แห่งหนึ่งขณะฝ่ายชายไปเป็นทหารที่ตาคลี


          เพื่อให้ได้มาซึ่งหัวใจชายหนุ่ม เธอจึงใช้วิธีทำเสนห์ยาแฝด ทั้งสีผึ้งมหาเสน่ห์ ที่ต้องแตะริมฝีปากพร้อมภาวนาคาถาทั้งก่อนนอนและก่อนออกจากบ้าน หรือตุ๊กตาทำเสน่ห์ที่ถูกมัดด้วยด้ายแดง


          แต่ปัญหาคือด้วยปูมหลังเธอจึงไม่ใช่คนที่แม่ของสามี หรือ “นางย้อย” พึงใจอย่างแรง เธอจึงทำเสน่ห์ใส่แม่ผัวอีกชั้น จากนั้นปัญหาต่างๆ นานา ถาโถมโรมรันเข้ามาไม่หยุด 

 

 

 


          แก่นของละครเรื่องนี้จึงอยู่ที่ว่าสุดท้ายเมื่อ “บ้าน” ที่ผู้เขียนเปรียบไว้ว่าเสมือน “กรง” นั้น หากคนในบ้านประพฤติปฏิบัติดี ทำแต่สิ่งดีๆ เรื่องราวดีๆ ย่อมเกิดขึ้นกับคนในบ้าน แต่หากคนในบ้านประพฤติชั่ว เรื่องร้ายก็ย่อมเข้ามา เหมือนที่เราเรียกกันว่า ‘กงเกวียนกำเกวียน’ และก็เป็นที่มาของชื่อ “กรงกรรม” นั่นเอง

 

          อย่างไรก็ดีเนื้อเรื่องกรงกรรมหลายคนเข้าใจว่าเป็นภาคแยกมาจากละครดังอีกเรื่องของเขาคือ “สุดแค้นแสนรัก” เพราะทั้งสองเรื่องดำเนินเรื่องที่อำเภอชุมแสงเป็นหลัก

 

          โดย “สุดแค้นแสนรัก” เริ่มเรื่องเมื่อปี 2515 แต่ “กรงกรรม” เปิดเรื่องเมื่อปี 2510 และย้อนไปหาอดีต เมื่อครั้งนางย้อย (แม่ผัวเรณู) กับนางแย้ม (จากละครสุดแค้นแสนรัก) เป็นสาว


          แต่ผู้เขียนเคยเล่าไว้ว่า “กรงกรรม” มิใช่ภาคต่อของ “สุดแค้นแสนรัก”  แม้จะเขียนทีหลัง แต่กรงกรรมถือเป็นการอุดช่องโหว่บางเสี้ยวบางตอนของสุดแค้นฯ ก็ว่าได้


          โดยฉากที่เชื่อมกันใน “สุดแค้นแสนรัก” ก็คือตอนที่นางย้อยพี่สาวนางแย้ม โผล่หน้ามาปฏิเสธกับอัมพรว่า นางแย้มไม่ได้พายงยุทธมาซ่อนไว้ที่บ้านของตัวแค่นั้น ที่เหลือในกรงกรรมก็มิมีส่วนอื่นที่เชื่อมต่อกับ “สุดแค้นแสนรัก” เลย

 

 

 


          รู้จักนักเขียน


          ถามว่าเจ้าของนามปากกา “จุฬามณี” เป็นใคร เขาก็คือ “นิพนธ์ เที่ยงธรรม” ผู้มีชื่อเฟซบุ๊กว่า “นพนธ์ นครสวรรค์” มีชื่อเล่นว่า “เฟื่อง” และยังเป็นเจ้าของเพจ “จุฬามณี เฟื่องนคร ชอนตะวัน บุ๊คส์”


          นิพนธ์ เกิดวันที่ 20 พฤษภาคม 2521 เป็นชาว จ.นครสวรรค์ วัยเด็กจบการศึกษานอกโรงเรียน จ.นครสวรรค์ ช่วงปี 2536


          จากนั้นต่อระดับวิชาชีพที่โรงเรียนสหนครสวรรค์พณิชยการ และมาจบปริญญาตรีคณะมนุษยศาสตร์สื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยรามคำแหง

 

          ชีวิตก่อนหน้านั้นบวชเรียนจริงจังถึงขนาดสอบได้นักธรรมเอก แต่สุดท้ายก็สึกออกมามาเป็นนักเขียนอิสระ และนักเขียนประจำสำนักพิมพ์ เช่น สำนักพิมพ์ดอกหญ้า สำนักพิมพ์บ้านอรุณ

 

 

 


          นิยายเรื่องแรกคือ “ชิงชัง” ในโครงการถนนสู่ดวงดาว ชิงรางวัลทมยันตีอวอร์ด ครั้งที่ 1 (2548-2549) เรื่องนี้เข้ารอบ 20 เรื่องสุดท้าย และได้พิมพ์รวมเล่ม แจ้งเกิดเป็นนักเขียนตามกติกาของโครงการอีกด้วย


          จากนั้นก็มีผลงานตามมาไม่หยุดภายใต้ 3 นามปากกา คือ จุฬามณี เฟื่องนคร ชอนตะวัน ดังต่อไปนี้


          ปี 2550 ชิงชัง (จุฬามณี), องค์การบริหารส่วนหัวใจ (เฟื่องนคร), แจกันดอกหญ้า (ชอนตะวัน) ปี 2551 สะบายดี...หัวใจ (ชอนตะวัน), ไม่ต้องรักเท่าฟ้า (ชอนตะวัน)


          ปี 2552 แสงดาว ไอดิน อินเดีย (ชอนตะวัน), หัวใจไม่ใช้เส้นขนาน (เฟื่องนคร) ปี 2553 รักเร่...เสน่หา (ชอนตะวัน), กามเทพปั้นรัก (ชอนตะวัน), เจ้าสาวไร่ส้ม (เฟื่องนคร), ตะเกียงกลางพายุ (จุฬามณี), สุดแค้นแสนรัก (จุฬามณี)


          ปี 2554 ราตรีนี้มีรักแท้ (เฟื่องนคร), อรุณสวัสดิ์หัวใจ (ชอนตะวัน), ดอกรักริมธาร (เฟื่องนคร), อลวน ถนน หัวใจ (เฟื่องนคร), กุหลาบซ่อนกลิ่น (เฟื่องนคร), อยากให้พระอาทิตย์ตกดินตอนสามทุ่มครึ่ง (ชอนตะวัน)

 

 

 


          ปี 2555 ราชนาวีที่รัก (เฟื่องนคร), ม่านพรหม (เฟื่องนคร), พระอาทิตย์ขึ้นในคืนหนาว (จุฬามณี) ปี 2556 ลิขิตรักในสายลม (จุฬามณี) ในสวนศิลป์ (เฟื่องนคร) น้ำผึ้งบ้านไพร (เฟื่องนคร)


          ปี 2558 ทุ่งเสน่หา (จุฬามณี) ปี 2559 วาสนารัก (จุฬามณี) ปี 2559-2560 กรงกรรม (จุฬามณี) ซึ่งพิมพ์ครั้งที่ 1 โดย สำนักพิมพ์แสงดาว และเพิ่งได้รับรางวัลชมเชยประเภทนวนิยายดีเด่นจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) พ.ศ.2561 อีกด้วย


          จากข้างต้นมีนิยายที่ทำเป็นละครโทรทัศน์ เช่น ชิงชัง-ออกอากาศปี 2552 ช่อง 5, สุดแค้นแสนรัก-ออกอากาศปี 2558 ช่อง 3, ราชนาวีที่รัก-ออกอากาศปี 2560 ช่อง 7 จนมาถึงคิวของ “กรงกรรม” ที่ออนแอร์ทางช่อง 3 จวนจบแล้ว



          ทำไมต้องนครสวรรค์


          อย่างที่บอกว่าผู้เขียนเป็นชาว จ.นครสวรรค์ ละคร “กรงกรรม” จึงใช้เรื่องราวที่มีฉากหลังเป็น อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์ และใน อ.ตาคลี บางฉาก

 

         ถามทำไม เจ้าตัวเคยเขียนบอกในเว็บไซต์ www.my.dek-d.com ว่างานสไตล์ของตัวเองต้องให้ตัวละครโลดแล่นไปตามอำเภอต่างๆ ใน จ.นครสวรรค์


          หากใครตามงานของนิพนธ์ เที่ยงธรรม จะพบว่าก่อนหน้านั้น ละครเรื่อง “ชิงชัง” ก็เดินเรื่องที่ อ.พยุหะคีรี หรือ “สุดแค้นแสนรัก” ก็มีฉากใน อ.ลาดยาว ที่เหลือเรื่องอื่นๆ ก็ดำเนินเรื่องในบ้านเกิดของผู้เขียนทั้งสิ้น!


          แต่แม้จะเป็นเช่นนั้นผู้เขียนซึ่งระบุไว้ในเฟซบุ๊กว่าเป็นชาว อ.เมืองนครสวรรค์ ก็ต้องหาข้อมูลของอำเภอต่างๆ เพื่อให้เนื่อเรื่องสมจริงมากที่สุด

 

 

 

 

         เขาเคยเล่าไว้ว่าเรื่องที่ยากของงานก็คือข้อมูล สภาพบ้านเมือง วิถีชีวิตในอดีตของคน และตลาดชุมแสงซึ่งมีอายุนับร้อยปี


          ดังนั้นทางเดียวที่จะทำให้เส้นเรื่องสำเร็จและถูกต้องในรายละเอียด ก็คือการสอบถามคนใน อ.ชุมแสง เช่น คุณป้าสมหมาย วังกานนท์ คุณแม่เบ็ญจา วิเศษพานิช ส่วนข้อมูล ชื่อ-แซ่ วัฒนธรรมของคนจีนในแผ่นดินไทย ได้มาจากคุณประพยน์ เลิศกชกร


          โดยผู้เขียนเคยโพสต์เฟซบุ๊กเล่าถึงที่มากรงกรรมว่า “ข้าพเจ้าก็รู้สึกว่าเรื่องมันแรงมาก และไม่ควรที่จะเขียนโดยใช้เรื่องนี้วางลงในสถานที่จริงๆ เพราะอาจจะกระทบกับครอบครัวของคนต้นเรื่องเรื่องที่ยังมีอยู่”


          “ก่อนหน้านั้นข้าพเจ้าเล็งๆ ตลาดชุมแสงไว้อยู่ เพราะเป็นตลาดโบราณมีอายุนับร้อยปี มีทางรถไฟและมีแม่น้ำน่านขนาบ ข้าพเจ้าจึงโทรกลับไปบอกท่านที่ให้ข้อมูลดิบ

 

          มาว่า ขอโยกเรื่องมาไว้ที่ชุมแสงแทนละกัน และขอใช้เพียงเค้าโครงที่ได้รับมา นำมาผูกเป็นเรื่องใหม่ที่แซบพอๆ กันแน่นอน”


          “กรงกรรมไม่ได้เขียนตามใบสั่งของช่อง 3 นะครับ แต่เป็นการเขียนไป 20 บท แล้วส่งไปเสนอพิจารณา และภาพหน้าจอที่จะได้เห็นๆ กัน เกิดจากบทละครของคุณยิ่งยศ ปัญญา นะครับ ส่วนผมเป็นคนเขียนนิยาย และนิยายกับละครจะไม่เหมือนกันเป๊ะๆ นะครับ”

 


          ข่าวดีคือนวนิยาย “ทุ่งเสน่หา” และ “วาสนารัก” ของเขา ได้รับการเลือกไปทำละครลงจอแล้ว โดยสองเรื่องนี้จะนำมาจัดเป็นละครชุดเดียวกันทางช่อง 3

 

          เรื่องแรกเปิดกล้องแล้วเมื่อต้นปี ได้ดาราแม่เหล็กอย่าง เต้ย จรินทร์พร, บอมบ์ ธนิน ส่วนเรื่องหลังกำลังรอเปิดกล้องอยู่รำไรที่ช่องเดียวกัน แต่ยังไม่สรุปนักแสดง

 

          ที่แน่ๆ ล้วนแล้วแต่เป็นการถ่ายทอดเรื่องราวความรักต่างชนชั้นของหนุ่มสาวบ้านทุ่งใน อ.ชุมแสง ชุมชนริมแม่น้ำน่าน จ.นครสรรค์ เช่นเคย


          ส่วน “กรงกรรม” กำลังจะลาจอแล้ว ใครมัวแต่ตามข่าวการเมืองเรื่องตัวเลข ให้หาเวลาว่างไปดูย้อนหลังเร็วรี่ จะได้ทันดูตอนจบพร้อมกันทั่วประเทศ วันอังคารที่ 30 เมษายนที่จะถึงนี้ รับรองฟินเว่อร์แน่ๆ

/////////////////////////

ภาพ : จากเฟซบุ๊ก  จุฬามณี เฟื่องนคร ชอนตะวัน บุ๊คส์ / และเฟซบุ๊ก นพนธ์ นครสวรรค์