แอนดี้ คอฟแมน (Andy Kaufman) เสียชีวิตไปตั้งแต่ปี 1984 แต่จนวันนี้ มีบางคนเชื่อว่าเขายังไม่ตาย
          
          แอนดี้เป็นนักแสดงชาวอเมริกันที่โด่งดังจากการแสดงตลกในช่วงปลายทศวรรษ 70 แต่ถ้ามีใครถาม เขามักจะบอกว่าตัวเองไม่ได้เป็นนักแสดงตลก 
 
          และแอนดี้ก็เป็นมากกว่านั้นจริงๆ เสียด้วย
 
          หนุ่มหน้าตายคนนี้ไต่เต้าจากนักแสดงไนต์คลับสู่การเป็นดาราโทรทัศน์ เขาได้เป็นแขกรับเชิญของรายการทีวีชื่อดังหลายรายการ เขายังจัดโชว์ของตัวเองหลายครั้ง แอนดี้โด่งดังจากการแสดงชวนหัวที่ยากจำกัดความ อาจเรียกว่าเป็นการ ‘อำ’ การล้อเลียน หรือเสียดสีก็ได้ การแสดงของแอนดี้วิ่งข้ามเส้นแบ่งระหว่างความลวงกับความจริงอย่างน่าหวาดเสียว บางครั้งยังวิ่งข้ามเส้นแบ่งระหว่างความตลกกับความไม่ตลกอย่างน่าหวาดเสียวยิ่งกว่า
 
          ครั้งหนึ่ง เขาดัดเสียงตัวเองเป็นชาวต่างชาติจอมซื่อบื้อจากดินแดนไกลโพ้น แล้วพยายามแสดงเลียนแบบบุคคลดังๆ อย่างประธานาธิบดีสหรัฐหรือคนดังคนอื่นๆ แต่เป็นการเลียนแบบที่ห่วยเอามากๆ ผู้ชมบางคนหัวเราะให้กับความห่วยนั้น ในขณะที่บางคนอาจหงุดหงิด แต่ในที่สุด แอนดี้ก็จะพูดด้วยสำเนียงบีบๆ บื้อๆ ในบทบาทของเขาว่า “ต่อไป ผมจะแสดงเป็นเอลวิสล่ะนะ” ก่อนที่เขาจะหันหลังกลับ ถอดเสื้อนอกออก เผยให้เห็นเสื้อคอปกยักษ์สไตล์เอลวิสที่เขาแอบสวมไว้นานแล้ว เขาหันไปหยิบกีตาร์ แล้วเริ่มเขย่าขา หันกลับมาหาผู้ชม ก่อนจะเต้นและร้องเพลงของเอลวิสได้อย่างสุดเหวี่ยง น้ำเสียงของเขายังเปลี่ยนเป็นทุ้มนุ่มเหมือนเอลวิส กลายเป็นการแสดงล้อเลียนที่ตลกมากแต่ก็ดูเหมือนราชาร็อกแอนด์โรลล์เสียจนผู้ชมตื่นตะลึงและปรบมือลั่น 
 
          บทบาทชาวต่างชาติจอมบื้อคนนี้ยังไปเข้าตาคนทำรายการโทรทัศน์ จนชวนแอนดี้มาแสดงเป็นหนึ่งในตัวละครหลักของซิทคอมเรื่องใหม่ในช่อง ABC เรื่อง Taxi ในปี 1978
 
          ครั้งหนึ่ง แอนดี้แอบปลอมเป็นตัวละครสมมติชื่อ โทนี่ คลิฟตัน - นักร้องไนต์คลับสุดซ่าที่ร้องเพลงได้ย่ำแย่ แถมเอาแต่โวยวายดุด่าผู้ชม คนดูส่วนหนึ่งเกลียดและกลัวโทนี่ แต่ส่วนใหญ่หัวเราะสนุกไปกับบทบาท ‘วายร้ายที่รัก’ จนทำให้ โทนี่ คลิฟตัน กลายเป็นคนที่โด่งดังขนาดที่มีงานจ้างไปโชว์ ทั้งที่หลายคนไม่รู้ว่าตัวจริงของเขาคือ แอนดี้ คอฟแมน ด้วยซ้ำ! ที่ร้ายกาจก็คือแอนดี้ยังเคยสวมบทโทนี่ไปป่วนกองถ่ายซิตคอม Taxi เสียยับเยิน โดยทีมงานและนักแสดงบางคนไม่รู้เลยว่าไอ้หมอนี่เป็นใครมาจากไหน!
 
          อีกครั้งหนึ่ง แอนดี้เกิดไอเดียจากการนั่งดูมวยปล้ำทางจอทีวี ว่าแท้จริงแล้วมวยปล้ำก็เป็นอีกโชว์ที่น่าเสียดสี เขาเลยสวมบทบาทนักมวยปล้ำบนเวทีการแสดงของตัวเอง แล้วบอกว่าตัวเป็น ‘แชมป์โลกมวยปล้ำเพศสากล’ กล่าวคือเขาเป็นแชมป์ของนักมวยปล้ำชายที่จะต่อสู้กับผู้หญิงเท่านั้น ว่าแล้วเขาก็ท้าทายคนดูที่เป็นสาวๆ ให้ขึ้นมาปล้ำสู้กับเขาบนเวที โดยมีเงินรางวัลให้กับผู้ชนะ 1,000 ดอลลาร์ ซึ่งแน่นอนว่ามีสาวๆ รับคำท้าหลายคน (ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะเขาเสียดสีเพศหญิงอย่างเจ็บแสบในระหว่างการท้าทายนั้นด้วย) และสิ่งที่คนดูจะได้เห็นก็คือการต่อสู้ระหว่างเพศที่แสนจะทุลักทุเล บางครั้งดูดุเดือด แต่บางทีก็ดูน่าขำ 
 
          การแสดงครั้งที่โด่งดังที่สุดของแอนดี้เกิดขึ้นที่คาร์เนกี้ฮอลล์ในปี 1979 เขาโชว์เต้นและร้องเพลงแบบฮาๆ พร้อมประเคนมุกตลกหน้าตายให้กับผู้ชมมากมาย ตั้งแต่การเอานักร้องวายร้าย โทนี่ คลิฟตัน มาร้องเพลงชาติ ไปจนถึงการกลั่นแกล้งแขกรับเชิญที่เป็นคุณยายคนหนึ่งจนหัวใจวายตายคาเวที! ...แล้วหลังจากที่คนดูอึ้งอยู่พักหนึ่ง เขาก็ออกมาเต้นระบำปลุกชีวิตคุณยายคนนั้นหน้าตาเฉย แต่สิ่งที่เซอร์ไพรส์ที่สุดก็คือตอนจบ เมื่อแอนดี้เชื้อเชิญให้ผู้ชมทุกคนไปกินขนมกับเขา ว่าแล้วก็เอารถบัส 24 คันมารับทุกคนออกไปกินขนมด้วยกัน แถมเมื่อกินเสร็จ แอนดี้ยังชวนผู้ชมไปล่องเรือเที่ยวด้วยกันตอนเช้าวันรุ่งขึ้นด้วย โดยเขาบอกว่าโชว์ของเขายังไม่จบ!
 
          ดูเหมือนว่า สำหรับ แอนดี้ คอฟแมน แล้ว ‘ชีวิตจริง’ กับ ‘การแสดง’ แทบจะกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียว และหลายครั้งเขายังสามารถนำเอาผู้ชมของตัวเองมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในโชว์ของเขาเสียด้วย กระทั่งเมื่อเขาเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งปอดด้วยวัยเพียง 34 ปี ก็ยังมีแฟนๆ เชื่อในทฤษฎีสมคบคิดที่ว่า แท้จริงแล้วความตายของแอนดี้เป็นการ ‘อำ’ ครั้งใหญ่อีกครั้งต่างหาก
 
          แอนดี้ คอฟแมน จึงเป็นตัวแทนของการอำที่แสนจะยอกย้อน บางคนเรียกเขาว่าเป็น ‘ศิลปิน’ ที่แท้จริงผู้อุทิศทั้งชีวิตเพื่องานศิลปะของตัวเอง นักแสดงตลกหลายคนได้รับอิทธิพลจากงานของเขา และนักดนตรีบางคนก็ยังแต่งเพลงให้แอนดี้
 
          ซึ่งเพลงที่โด่งดังที่สุดก็คือ Man On The Moon ของวงอัลเทอร์เนทีฟร็อกที่ชื่อ R.E.M.
 
          เพลงนี้แต่งโดย ไมเคิล สไตป์ (Michael Stipe) นักร้องนำหัวโล้นของอาร์อีเอ็ม เป็นเพลงสุดท้ายในการบันทึกเสียงของอัลบั้มAutomatic for the People (1992) ซึ่งเป็นอัลบั้มที่โด่งดังชุดหนึ่งของวง
 
          การเอาชีวิตของ แอนดี้ คอฟแมน มาแต่งเป็นเพลงนั้นน่าจะยากเย็นไม่ใช่เล่น แค่เรื่องราวส่วนไหนจริง ส่วนไหนลวง ก็เล่ายากเสียแล้ว ไหนจะมีวีรกรรมและชีวิตส่วนตัวแปลกๆ อย่างเช่น เรื่องที่เขาสนใจในพุทธศาสนานิกายเซน หรือการที่มีทั้งคนรักและคนชังจนไม่แน่ใจว่าควรจะยกย่องหรือวิพากษ์วิจารณ์ดี แต่ในที่สุด นักแต่งเพลงชั้นยอดอย่าง ไมเคิล สไตป์ ก็ยังแต่งเพลงนี้ออกมาได้อย่างงดงาม
 
          Man On The Moon เริ่มต้นด้วยเมโลดี้หม่นๆ เนื้อร้องเป็นการเรียงประโยคแปลกๆ หลายประโยคที่ไม่เกี่ยวเนื่องกัน เป็นเหมือนการนำผู้ฟังเข้าสู่กลวิธีในการเล่าเรื่องของเพลงนี้ อย่างเช่น พูดถึง แอนดี้ คอฟแมน ในเวทีมวยปล้ำ ก่อนจะต่อด้วยชื่อเกมหลายอย่าง ตั้งแต่กระดานไปจนถึงเกมโชว์ทางโทรทัศน์ หรืออีกประโยคหนึ่งกลับพูดถึงการได้ไปอยู่บนสรวงสวรรค์ และทุกประโยคในท่อนนี้จะถูกคั่นด้วยท่อนร้องรับว่า “เย เย เย้ เย”  ซึ่งไมเคิลร้องด้วยอารมณ์เหมือนกับการตอบรับแบบขอไปที ท่อนต่อมาเมโลดี้สว่างไสวขึ้นเล็กน้อย ไมเคิลหันกลับมาคุยทักทายกับ แอนดี้ คอฟแมน อย่างจริงจัง “แอนดี้ คุณเคยได้ยินเรื่องนี้หรือยัง” ก่อนที่จะไล่เรียงไปถึงท่อนฮุกที่ท่วงทำนองสดใสและจังหวะคึกคัก มีเนื้อหาบอกว่า “ถ้าคุณเชื่อ ว่าพวกเขาส่งคนขึ้นไปบนดวงจันทร์...”
 
          เนื้อเพลงของเพลงนี้มีทั้งเรื่องราวในชีวิตของแอนดี้ และยังมีส่วนอื่นๆ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องแต่ดูจะเป็นเรื่องสำคัญก็มีปรากฏอยู่ในเพลงนี้ อย่างเรื่องทฤษฎีสมคบคิดที่มีคนพยายามพิสูจน์ว่าการส่งคนไปยังดวงจันทร์ของนาซ่าในยุคแรกๆ เป็นเรื่องหลอกลวง แถมยังมีชื่อของคนสำคัญทางวิทยาศาสตร์อย่าง ชาร์ลส์ ดาร์วิน และ ไอแซค นิวตัน มาอยู่ในท่อนเดียวกับคนสำคัญทางศาสนาอย่าง โมเสส อีกต่างหาก
 
          แท้จริงแล้ว เพลงนี้เกี่ยวกับอะไรกันแน่?
 
          หากดูความหมายระหว่างบรรทัด เราจะพบว่าทุกอย่างที่ปรากฏอยู่ในเนื้อเพลง Man On The Moon ดูจะเป็นสิ่งที่เกี่ยวกับการทำให้เชื่อ การหลอกลวง ความศรัทธา และการท้าทายต่อการพิสูจน์ทั้งสิ้น
 
          ก็เหมือนชีวิตและโชว์ของ แอนดี้ คอฟแมน ที่เกี่ยวพันกับเรื่องเหล่านี้อย่างแยกไม่ออกนั้นเอง 
 
          Man On The Moon ของอาร์อีเอ็มจึงน่าจะเป็นเพลงที่พูดถึงศิลปินคนนี้ได้อย่างลึกซึ้ง และมันยังเป็นเพลงที่ดังพอสมควร ดังนั้นเมื่อมีการเอาชีวิตของ แอนดี้ คอฟแมน มาสร้างเป็นภาพยนตร์ในปี 1999 (นำแสดงโดย จิม แคร์รีย์) ชื่อเพลงนี้จึงถูกเอามาใช้เป็นชื่อหนัง แถมเพลงยังไปปรากฏในซาวนด์แทร็กอีกด้วย
 
          หนังเรื่อง Man On The Moon มีตอนจบที่เป็นปลายเปิด ชวนให้คนดูสงสัยว่าตอนนี้ แอนดี้ คอฟแมน อาจจะมีชีวิตอยู่ก็ได้ 
 
          “แอนดี้ คุณเคยได้ยินเรื่องนี้หรือยัง” 
 
          ชีวิตของเขาจึงเป็นอีกเรื่องที่เราได้รับรู้ ซึ่งทั้งเรื่องจริงและเรื่องแต่งหลอมรวมกันจนยากจะแยกแยะ
          
          และมันก็เตือนใจเราว่า ยังไม่ต้องไปถึงดวงจันทร์หรอก แค่โลกของเราเองก็ช่างเป็นเรื่องยากเย็นที่จะสำรวจให้ถ้วนถี่เสียแล้ว
 
.......................................
(หมายเหตุ 'แอนดี้ คุณเคยได้ยินเรื่องนี้หรือยัง?' : คอลัมน์ มองผ่านเลนส์คม โดย... วิภว์ บูรพาเดชะ twitter.com/VipHappening)