ปรากฏการณ์  เมื่อวันพุธที่ 19 สิงหาคม 2563 นักเรียนในนาม “กลุ่มนักเรียนเลว” บุกกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) เปิดเวทีปราศัยเรียกร้องให้ "นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.)ลาออก หากไม่สามารถพัฒนาระบบการศึกษาได้ นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้ครูตามโรงเรียน ต่างหยุดปิดกั้นการแสดงออกของนักเรียน ในการทำกิจกรรมต่างภายในโรงเรียน

 

         เหตุการณ์ครั้งนั้น "นายณัฏฐพล  ทีปสุวรรณ” ออกมาพบกับกลุ่มนักเรียน ในนามกลุ่มนักเรียนเลว ที่มาชุมนุมด้านหน้ากระทรวงศึกษาธิการ ถนนราชดำเนิน กรุงเทพมหานคร

   

          แต่ถูกแกนนำที่ปราศรัยอยู่บนเวที ให้นายณัฏฐพล ไปต่อแถวด้านหลังนักเรียน ยาวประมาณ 100 เมตร โดยนักเรียนที่ปราศรัยบนเวทีระบุว่า “มาหลังก็ต้องต่อแถว ตามที่สอนนักเรียน” ทำให้นายณัฐพล ต้องเดินฝ่ากองทัพนักข่าว และ กลุ่มมวลชน ที่ไม่ใช่นักเรียน เป่านกหวีด พร้อมโห่ไล่ ด้วยคำหยาบคาย

 

         “นายณัฐพล”ลงไปนังจับเข่าคุยกับเด็กนักเรียน กว่า20นาที พร้อมติดโบสีขาว ที่เด็กยื่นให้ แต่ไม่ยอมรับนกหวีดโดยบอกว่า “ที่บ้านมีนกหวีดเยอะเเล้ว” ขณะที่บางส่วนเป่านกหวีดใส่และโห่ไล่ตลอดเวลา

 

         ดูเหมือนว่าเหตุการณ์ครั้งนั้น จบลงด้วยดี "นายณัฐพล ทีปสุวรรณ" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้รับเสียงชื่นชมจากสื่อหลายสำนักว่า"ใจถึง" และมีสปิริตแรงกล้า แต่อีกมุมหนึ่งได้ทิ้งบาดแผลในใจบุคลลที่ “กลุ่มนักเรียนเลว” กล่าวพาดพิง ไม่ว่าจะเป็น “ครู  และพ่อแม่”

 

         แต่การมาของ “กลุ่มนักเรียนเลว” ครั้งที่ 2 เป็นการขอ “นัดดีเบต” กับ “ครูตั้น”นายกณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศธ. แม้ “ครูตั้น” ยอมขึ้นเวทีโต้ตอบคำถามของนักเรียน แต่ในครั้งนี้รมว.ศธ.ออกตัวว่า “ไม่ใช่การดีเบต” เนื่องจากข้อเรียกร้องของนักเรียนเป็นสิ่งที่เขาก็เห็นด้วยเหมือนกัน และอยู่ในขั้นตอนของการขับเคลื่อน ขณะที่บางเรื่องก็ได้ดำเนินการไปแล้ว 
           อ่านข่าว  : รมว.ศธ.ยันไม่ดีเบตกลุ่ม"นักเรียนเลว"

      

         ครูตั้นสรุป10 ข้อ “กลุ่มนักเรียนเลว”จะไม่ทน

 มีดังนี้...

1.ทรงผมของนักเรียน

2.การแต่งกายชุดนักเรียน

3.ความหลากหลายทางเพศ

4.การคุกคามทางเพศในโรงเรียน

5.ภาวะงานครูที่มีมากเกินไป

6.ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

7.หลักสูตรภาษาต่างประเทศ

8.ปรับหลักสูตรการศึกษา

9.ยกเลิกสอบO-net

10.เปิดช่องทางการแสดงความคิดเห็น

 

         ดูเหมือนว่า ข้อเรียกร้องข้อ 9 ยกเลิกสอบO-net และข้อ10 เปิดช่องทางการแสดงความคิดเห็น  ของกลุ่มนักเรียนเลว  ได้รับการตอบรับจาก“นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ” รมว.ศธ. แล้ว 

 

         "กระทรวงศึกษาธิการ มีช่องทางที่ทุกฝ่ายสามารถเข้าไปแสดงความคิดเห็น ทำแบบสอบถาม หรือรับทราบข้อมูลต่าง ๆ ของนักเรียนได้ รวมถึงเปิดช่องทางให้เข้ามาพบผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ และโรงเรียนทั่วประเทศ ซึ่งปัจจุบันสามารถรับทราบข้อมูลแล้ว และเห็นว่าหลายโรงเรียนมีการรับฟังความคิดเห็นอย่างกว้างขวางผ่านสภานักเรียน

          ถือเป็นโอกาสที่จะปฏิรูปการศึกษา จากข้อคิดเห็นของทุกคนที่มีส่วนร่วมในกระบวนการการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน ครู ผู้ปกครอง ประชาชนทั่วไป เพื่อร่วมกันผลักดันการศึกษาไทยให้ก้าวหน้าได้อย่างเข้มแข็ง"นายณัฏฐพล ระบุ        

           ล่าสุด ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ  เวบไซด์  www.nataphol.com ใช้ข้อความ Cover ปกว่า "เรื่องนี้ถึงหูครูตั้นแน่" พร้อมภาพประกอบ และแจ้งวัตถุประสงค์ของเว็บไซด์ www.nataphol.com

 

           ช่องทางที่เปิดแสดงความคิดเห็น เตรียมไว้สำหรับทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับระบบการศึกษาไทยนะครับ www.nataphol.com​ คุณครูก็มาแสดงความคิดเห็นได้และอยากให้มาเสนอแนะครับ คุณครูคือกำลังสำคัญในการขับเคลื่อน ในช่วงเวลาที่การศึกษาเปราะบาง ร่วมมือกัน ช่วยกันสร้างลูกหลานเราให้เข้มแข็ง แข่งขันได้ มีความคล่องตัว ปรับตัวได้ตามสถานการณ์นะครับ      

         

          เวบไซด์ www.nataphol.com  ประเดิมให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในโหวตการแสดงความคิดเห็นในหัวข้อ  

       เห็นด้วยไหม กับยกเลิกการสอบ O-NET ?

       ปรากฏว่า เมื่อวันที่  9 กันยายน 2563 เมื่อเวลา 15.29 น.มีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมากดังนี้

       ไม่เห็นด้วยที่จะยกเลิก  9% (1,132 votes)

       เห็นด้วยที่จะยกเลิกทั้งหมด  80%(10,035 votes)

       เห็นด้วยที่จะยกเลิกบางระดับชั้น  11% (1,426 votes)

     

            นายณัฏฐพล กล่าวว่าได้มีการเรียกประชุมเพื่อศึกษาแนวทางที่เหมาะสมสำหรับการสอบ O-NET ในปีนี้ เพราะปีนี้เป็นปีที่การศึกษาไม่เท่าเทียมกันทั้งประเทศ จากสถานการณ์โรคโควิด-19 ทำให้บางโรงเรียนเปิดสอบปกติได้ แต่บางโรงเรียนต้องสลับวันหรือเวลามาเรียน ทำให้ไม่สามารถที่จะทดสอบผู้เรียนในมาตรฐานเดียวกันได้

           "ขณะเดียวกันในอนาคต 6-7 เดือนข้างหน้า ก็ไม่ทราบว่าจะมีผลกระทบอะไรเกิดขึ้นอีก เช่น อาจจะมีการระบาดของโรคซ้ำ จนส่งผลกระทบต่อการเปิดหรือปิดโรงเรียน ยิ่งทำให้ความพร้อมหรือความเท่าเทียมกันในการศึกษาต่างกันมากขึ้น จึงเป็นเรื่องที่กำลังพิจารณาถึงความจำเป็นในการสอบ O-NET ของปีนี้"  นายณัฐพล กล่าว

   ขอบคุณที่มา  :  https://www.nataphol.com/?show-result=yesซ