กลายเป็นประเด็นร้อนว่อนโซเชียล เมื่อเกิดเหตุในสถานศึกษาหลายแห่งพร้อมกันทั่วประเทศไทย หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด19 อยู่ในสภาวะ รัฐบาล "เอาอยู่" และไฟเขียวให้สถานศึกษาเปิดภาคเรียนที่ 1/2563 เมื่อวันที่ 1 กรกฏาคม 2563 

เกิดเรื่องงามไส้ เมื่อปรากฏว่ามีคุณครูฝ่ายปกครองใช้อำนาจมิชอบ ละเมิดสิทธิเด็กด้วยการกร้อนผมเด็กนักเรียนหญิงต่อหน้าเสาธง เพียงเพราะเด็กหญิงไว้ผมยาวเลยติ่งหู แล้วไง ก็ทำให้เด็กได้รับความอับอาย ขายหน้า และเสื่อมเสียชื่อเสียง จนไม่อยากไปเรียนหนังสือที่โรงเรียน

ที่น่าเป็นห่วง และกำลังจะกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว เมื่อมีนักการเมือง จากพรรคการเมือง บางกลุ่มกำลังฉกฉวยโอกาศความไม่พอใจของเด็กนักเรียนและพ่อแม่ผู้ปกครอง ยืมมือนักเรียน เป็นพลังในการเคลื่อนไหว เขย่า"รัฐบาลลุงตู่" พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี  เพียงเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของครูและผู้บริหารโรงเรียนหัวโบราณ ที่ยึดมั่นถือมั่นว่านี่โรงเรียนของฉัน ฉันจะออกคำสั่งอะไรก็ได้แต่ความจริงไม่เป็นเช่นนั้น

ที่สำคัญคือคุณครูฝ่าฝืนระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการไว้ทรงผมของนักเรียน พ.ศ. 2563 ที่ประกาศไว้เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2563 ลงนามโดย นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

ไม่เพียงเท่านั้น ระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการดังกล่าว ได้เผยแพร่ลงประกาศในเว็บไซด์ราชกิจจานุเบกษาเรียบร้อยแล้ว ถือเป็นกฏหมายสำคัญ

มีใจความสำคัญตามข้อ 4 นักเรียนต้องปฏิบัติตนเกี่ยวกับการไว้ทรงผมดังนี้

1.นักเรียนชายจะไว้ผมสั้นหรือยาวก็ได้ กรณีไว้ผมยาวด้านข้าง ด้านหลังต้องยาว ไม่เลยตีนผม ด้านหน้าและกลางศรีษะให็เป็นไปตามความเหมาะสมและมีความเรียบร้อย

 2.นักเรียนหญิงจะไว้ผมสั้นหรือผมยาวก็ได้ กรณีไว้ผมยาวให้เป็นไปตามความเหมาะสม และรวบให้เรียบร้อย

ขณะเดียวกันตามระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการ ดังกล่าว ระบุข้อ 5 นักเรียนต้องห้ามปฏิบัติตน ดังนี้

1.ตัดผม

2.ย้อมสีผมให้ผิดไปจากเดิม

3. ไว้หนวดหรือเครา

4. การกระทำอื่นใดที่ไม่เหมาะสมกับสภาพการเป็นนักเรียน เช่นการตัดแต่งทรงผม เป็นรูปทรงสัญลักษณ์หรือเป็นลวดลาย

ข้อ 6 ความในข้อ 4 และข้อ5 มิให้นำมาบังคับใช้แก่นักเรียนที่มีเหตุผลความจำเป็น ในการปฏิบัติตามหลักศาสนาของตนหรือการดำเนินกิจกรรมของสถานศึกษา ให้หัวหน้าสถานศึกษาเป็นผู้มีอำนาจพิจารณาอนุญาต

อย่าลืมว่าการตัดผมเด็กนักเรียน นั้นเข้าข่ายการทำร้ายร่างกายเด็กตามประมวลกฏหมายอาญา หากเด็กและผู้ปกครองแจ้งความดำเนินคดีเอากับครูหรือผู้บริหารสถานศึกษา เมื่อเรื่องไปถึงชั้นศาลสามารถเอาผิดกับครูได้ทันทีเพราะยึดตามข้อกฏหมายเป็นหลัก

อีกทั้งการกร้อนผมเด็ก ยังละเมิดสิทธิเด็กตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 ตามมาตรา 22 ซึ่งการจะออกกระเบียบหรือกฏกระทรวงใดๆของสถานศึกษาจะต้องยึดปฏิบัติตามกฏกระทรวงศึกษาธิการ ยึดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 และยึดกฏหมายรัฐธรรมนูณเป็นหลัก

 “ จริงๆแล้ว ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม มีสิทธิและหน้าที่ ต้องปฏิบัติตามกฏหมาย เพราะกฏกระทรวงศึกษาธิการก็คือกฏหมายที่ครู ผู้อำนวยการโรงเรียนต้องปฏิบัติตามจะละเว้นไม่ได " นายคมเทพ ประภายนต์ ทนายความชื่อดังและอดีตนายกสมาคมเครือข่ายผู้ปกครองแห่งชาติ ระบุ

ทนายความชื่อดัง ระบุอีกว่า ความจริงทรงผมเด็กนักเรียนจะสั้นหรือยาวก็ไม่ได้เกี่ยวกับการเรียนรู้ของเด็กๆ  เด็กจะเรียนหนังสือเก่ง หรือเรียนหนังสือไม่เก่ง ก็ไม่เกี่ยวอะไรกับทรงผม

"ผมว่าทุกวันนี้ โลกวิถีใหม่แบบนิวนอร์มอน โลกเปลี่ยนแปลงไปถึงไหนแล้ว คุณครู ผู้บริหารโรงเรียน ควรศึกษาข้อกฏหมายก่อนจะทำร้ายเด็ก อย่าลืมว่าตามหลักการแล้วกฏหมายใหญ่กว่าระเบียบของโรงเรียน อย่าเอาระเบียบโรงเรียนมาบังคับเด็กนักเรียน เพราะนั่นคือการทำผิดกฏหมายอย่างชัดเจน” ทนายคมเทพ ระบุ

 เมื่อทุกชีวิตย่อมมีสิทธิ์ขั้นพื้นฐานตามกฏหมาย ไม่เว้นแม้แต่เด็กนักเรียนซึ่งเป็นอนาคตของชาติ  อย่าลืม..ครูหรือผู้อำนวยการโรงเรียนเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ ไม่มีสิทธิพิเศษที่จะมากระทำต่อนักเรียนด้วยการละเมิดสิทธิเด็ก ขอถามหน่อย ไว้ผมยาวเลยติ่งหู  แล้วไง?? 

                0กมลทิพย์ ใบเงิน0เรียบเรียง