คมชัดลึกออนไลน์ 2 เมษายน 2563
คมชัดลึกออนไลน์
คิดโซน (ของ) วัยทีน

แพทย์ย้ำโคโรน่ารักษาตามอาการ ยาต้านHIVต้องรอผลการศึกษาชัดเจน

5 กุมภาพันธ์ 2563 - 14:15 น.
ไวรัส,โคโรน่า,ทีมแพทย์,รถราชวิถี
คิดโซน (ของ) วัยทีน

Shares :
เปิดอ่าน 1,377 ครั้ง

แพทย์ย้ำ"โคโรน่า"รักษาตามอาการ ยาต้านเอชไอวีต้องรอผลการศึกษาชัดเจน โดย...  ปาริชาติ บุญเอก [email protected] -


 

 

          ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย แสดงความเป็นห่วงกรณีการรักษาผู้ป่วยไวรัสโคโรน่า โดยใช้ยาต้านเอชไอวีที่เป็นยาสูตรผสมโลพินาเวียร์ และลิโทนาเวียร์ ร่วมกับการให้ยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่โอเซลทามิเวียร์ รักษาผู้ป่วยชาวจีนที่มีการติดเชื้อค่อนข้างรุนแรงจนอาการดีขึ้น โดยระบุว่าผลการรักษาดังกล่าวยังต้องรอการทดสอบที่ชัดเจนเนื่องจากยาต้านเอชไอวีมีผลข้างเคียง

อ่านข่าว-2 มุมมองแพทย์ ยาต้านเอสด์ .รักษาไวรัสโคโรน่าได้หรือไม่


ติดตามข่าวสาร "คมชัดลีก" ผ่าน Line official
เพิ่มเพื่อน

 

 

          หลังจากที่ทีมแพทย์โรงพยาบาลราชวิถี คือ นพ.เกรียงศักดิ์ อติพรวณิช อายุรแพทย์โรคปอด นายแพทย์ชำนาญการพิเศษโรงพยาบาลราชวิถี และ รศ.นพ.สืบสาย คงแสงดาว นายแพทย์เชี่ยวชาญโรงพยาบาลราชวิถี ได้ใช้ยาต้านเอชไอวีที่เป็นยาสูตรผสมโลพินาเวียร์และลิโทนาเวียร์ ร่วมกับการให้ยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่โอเซลทามิเวียร์ รักษาผู้ป่วยหญิงชาวจีนอายุ 70 ปี ที่มีการติดเชื้อค่อนข้างรุนแรง อาการดีขึ้นภายใน 12 ชั่วโมง และผลเชื้อเป็นลบใน 48 ชั่วโมง

 

 


          ล่าสุดวานนี้ (4 ก.พ.)  ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย แถลงข่าวเรื่องไวรัสปอดบวมร้ายแรงจากอู่ฮั่น โดย ผศ.นพ.โอภาส พุทธเจริญ หัวหน้าศูนย์โรคอุบัติใหม่ด้านคลินิก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทยกล่าวว่า ข้อมูลเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ มีผู้ติดเชื้อทั่วโลก 17,485 ราย เสียชีวิต 362 ราย เริ่มคงที่เนื่องจากมาตรการป้องกันจากจีนและประเทศอื่นๆ เริ่มเข้มข้นขึ้น อัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ 2.9% น้อยกว่าเมอร์สซึ่งอยู่ที่ 37% และซาร์ส 10% โดยผู้ที่เสี่ยงต่อการเสียชีวิตคือ ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว


          สถานการณ์ในประเทศไทยจากรายงานของกระทรวงสาธารณสุขพบผู้ป่วยในไทยรวม 19 ราย มีคนไทย 2 ราย ซึ่งรายแรกมีประวัติเดินทางไปเมืองอู่ฮั่น และรายที่สองไม่ได้เดินทางไปประเทศจีนแต่การติดต่อเกิดจากไปสัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วย ทั้งนี้ การติดต่อของโรคนี้ติดต่อทางระบบทางเดินหายใจและการสัมผัสสารคัดหลั่งทางระบบทางเดินหายใจของผู้ติดเชื้อ

 

 

 

ผศ.นพ.โอภาส พุทธเจริญ

 


          ดังนั้นผู้ป่วยที่ควรมาพบแพทย์เพื่อตรวจประเมิน คือผู้ที่มีประวัติเดินทางมาจากประเทศจีน หรือมีประวัติสัมผัสคลุกคลีกับผู้ที่ได้รับการตรวจยืนยันว่าติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ และมีอาการไข้ ไอ น้ำมูก หายใจเหนื่อยหอบ


          สำหรับผู้ที่ไม่มีประวัติเดินทางไปประเทศจีน หรือไม่มีประวัติสัมผัสคลุกคลีกับผู้ได้รับการตรวจยืนยันว่าติดเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ แต่มีอาการของโรคหวัด ควรพักอยู่บ้าน รักษาตามอาการ หรือไปพบแพทย์ที่สถานพยาบาลใกล้บ้าน เนื่องจากขณะนี้ในประเทศไทยและทั่วโลกยังมีการระบาดของไข้หวัดใหญ่และเชื้อไวรัสอื่นๆ เช่นกัน


          แพทย์ย้ำรักษาตามอาการ
          ศ.พญ.ศศิโสภิณ เกียรติบูรณกุล เลขาธิการสมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย ระบุว่ามีเชื้อไวรัสบางชนิดเท่านั้นที่มียาต้านไวรัสเฉพาะ เช่น ไข้หวัดใหญ่ เริม งูสวัด เป็นต้น ขณะที่แบคทีเรียมียาปฏิชีวนะ สำหรับ ไวรัสโคโรน่า เป็นไวรัสอีกชนิดหนึ่ง ณ ข้อมูลตอนนี้ยังไม่มียาต้านไวรัสโดยตรง ที่จะสามารถจัดการกับเชื้อไวรัสนี้ได้ ดังนั้น การรักษาหลักๆ คือ การรักษาตามอาการ มีไข้กินยาลดไข้ ไอกินยาแก้ไข หายใจไม่ไหวก็ใส่เครื่องช่วยหายใจ แนวทางปฏิบัติยังรักษาตามอาการแบบประคับประคองอยู่
   

 

ศ.พญ.ศศิโสภิณ เกียรติบูรณกุล

 

 

          เลขาธิการสมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย อธิบายว่า การใช้ยาต้านเอชไอวีในการรักษาผู้ป่วยไวรัสโคโรนาอย่าง รีโทรนาเวียร์ (Ritonavir) และ โลพินาเวียร์ (Lopinavir) ถ้าอยู่ในขั้นหลอดทดลองผลการศึกษาว่ามีผลจริง การศึกษาในสัตว์ก็มีจริงว่าทั้ง 2 ตัวยาทำให้สัตว์ที่ติดเชื้อโคโรน่าไวรัสดีขึ้นได้ แต่ไม่ใช่สายพันธุ์ใหม่ เป็นสายพันธุ์ก่อนหน้านี้


          ส่วนการใช้ในคนมีการใช้มาก่อนหน้านี้แต่เป็นโรคซาร์ส ซึ่งเป็นไวรัสโคโรนาเหมือนกันแต่คนละสายพันธุ์ ดังนั้นการวิจัยในคนมี แต่ยังไม่ใช่ระดับดีมาก บ่งชี้ว่าได้ผลและลดอัตราการตายได้ แต่ในส่วนของไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ ต้องรอข้อมูลที่ชัดกว่านี้ ในจีนเองกำลังทำวิจัยอยู่ ต้องรอผลจากในประเทศจีน เนื่องจากเป็นประเทศเดียวที่สามารถทำการวิจัยได้เพราะมีเคสผู้ป่วยมาก คาดว่าจะได้ผลออกมาในไม่ช้า ต้องศึกษาวิจัยอย่างดี มีการควบคุม


          “ต้องศึกษาให้ดีว่าคนไข้ที่หาย หายเองตามอาการ หรือเพราะยาต้านเอชไอวี ต้องศึกษาเพิ่มเติมเพื่อให้แน่ชัดว่ายาใช้ได้จริงหรือไม่ เข้าใจว่าทุกคนคงรอความหวัง ซึ่งเรารู้เบื้องต้นแล้วว่าพอมี แต่จะใช้ได้จริงหรือไม่ทางคลินิกต้องรอข้อมูลที่ชัดเจนกว่านี้ ในกรณีคนไข้มีการติดเชื้อที่ปอดรุนแรง อาจจะใช้สเตียรอยด์ ขอเน้นย้ำว่าต้องรักษาประคับประคองตามอาการอยู่ ในข้อมูล ณ วันนี้ (4 ก.พ.)”   ศ.พญ.ศศิโสภิณ กล่าว 

 

 

 


          ตระหนักได้แต่อย่าตะหนก
          ผศ.นพ.กำธร มาลาธรรม นายกสมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวเสริมว่า การเอายาต้านเอชไอวีมารักษาไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ เนื่องจากยามีผลข้างเคียง คือหากไม่ได้เป็นไวรัสโคโรน่า เป็นเพียงไข้หวัดธรรมดาบวกกับมีเชื้อเอชไอวีโดยไม่รู้ตัว รับประทานเข้าไปจะทำให้เชื้อเอชไอวีดื้อยาได้ซึ่งต้องระวังและไม่ควรเอายาตัวนี้ไปให้คนอื่นกินเพื่อป้องกันไวรัส เพราะไม่มีประโยชน์ อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อตัวยาอื่นๆ เกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงตามมา เช่น ยาไมเกรน และอีกหลายตัว


          “ขณะนี้ประเทศไทยยังไม่มีการระบาดอย่างกว้างขวางเท่าจีน ยังอยู่ในวงจำกัด ทำใจให้สบาย หากไม่ได้อยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือใกล้ชิดกับคนจีน ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่เป็นคนชาติไหน แต่อยู่ที่ว่าเขาป่วยหรือไม่ สิ่งที่ต้องทำเป็นนิสัย คือล้างมือให้สะอาด ใส่หน้ากากอนามัย และหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ชุมชนที่มีคนมาก ถ้าไม่ใช่กลุ่มเสี่ยง ก็ใช้ชีวิตปกติได้ เพราะไวรัสหายเองได้ถ้าภูมิปกติ"


          ทั้งนี้การใช้ยาต้านไวรัสข้อมูลยังไม่มีว่าตัวไหนดีที่สุด หากมีความเสี่ยงแพทย์ส่งตัวเข้ารับการคัดกรองอย่างละเอียด แต่หากไม่มีความเสี่ยงหลายคนก็อยากให้เก็บตัวอย่างไปตรวจ ซึ่งอาจจะเจ็บตัวฟรี เสียเงิน และไม่ใช่เรื่องง่าย การเอาไปทดสอบในห้องปฏิบัติการใช้ทรัพยากรสูง หากทุกคนอยากตรวจหมดระบบบริการสาธารณสุขจะไม่สามารถรองรับได้

 

 

 


          นพ.กำธร กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับไวรัสโคโรนายังไม่จำเป็นต้องใช้ N95 เพราะใช้สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องอยู่ใกล้ผู้ป่วยเท่านั้น เนื่องจากไม่ได้ใส่ง่ายๆ และใส่ได้ไม่นาน หากใส่ถูกวิธีจะหายใจลำบาก หากใส่ทั้งวันแล้วยังใส่ได้แสดงว่าใส่ไม่ถูก


          “แนะนำประชาชนว่า อยากให้ตระหนัก แต่อย่าตระหนก หมั่นติดตามข่าวสาร และอย่าตีความข่าวสารเกินกว่าที่รับทราบ การล้างมือใช้น้ำและสบู่ล้างมือก็เพียงพอ ในพื้นที่ทั่วไปหากไม่มีห้องน้ำให้ใช้ทิชชู่เปียก 2-3 ครั้งแทนได้ อย่างไรก็ตามควรล้างมือทุกครั้งหลังจากกลับถึงบ้าน” นพ.กำธร กล่าวทิ้งท้าย


          ไทยพบผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อเพิ่ม6ราย
          ประเทศไทยพบผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรน่ารายแรก เมื่อวันที่ 13 มกราคม หรือ 2 อาทิตย์ หลังจากมีการระบาดที่จีน และพบผู้ติดเชื้อ และผู้เสียชีวิตทั่วโลกเพิ่มขึ้นในทุกๆ วัน ส่งผลให้ล่าสุดองค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศให้เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ


          ในส่วนของคนไทยรายแรกป่วยไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ เป็นชายขับรถแท็กซี่ ติดเชื้อจากการไปส่งผู้ป่วยชาวจีนที่โรงพยาบาล ไม่มีประวัติเดินทางไปประเทศจีน เป็นรายแรกที่ติดเชื้อจากคนสู่คน มีผู้สัมผัสใกล้ชิด 13 คน เป็นภรรยา ลูก และหลาน จากการเก็บตัวอย่างไปตรวจเชื้อผลเป็นลบทั้ง 13 คน แต่ต้องเฝ้าระวังเป็นเวลา 14 วัน


          ขณะที่สถานการณ์ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 ล่าสุด (4 ก.พ.) ประเทศไทยพบผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 เพิ่มอีก 6 ราย เป็นชาวไทย 2 รายเป็นสามีภรรยา กลับจากเดินทางไปประเทศญี่ปุ่น รวมไทยเจอผู้ป่วยยืนยันสะสม 25 ราย ในจำนวนนี้หายดีออกจากโรงพยาบาลแล้วจำนวน 8 ราย นอนในโรงพยาบาล 11 ราย


          ส่วนผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวนโรคต้องเฝ้าระวังสะสมตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม-3 กุมภาพันธ์ 2563 จำนวน 492 ราย คัดกรองจากสนามบิน 43 ราย มารับการรักษาที่โรงพยาบาลเอง 449 ราย อนุญาตให้กลับบ้านได้แล้ว 119 ราย ส่วนใหญ่ติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล ยังคงรักษาในโรงพยาบาล 373 ราย โดยวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2563 พบผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวนโรครายใหม่ 7 ราย

 



5 อันดับข่าวฮิต
Recommended
ข่าวที่คุณอาจสนใจ