คมชัดลึกออนไลน์ 2 เมษายน 2563
คมชัดลึกออนไลน์
คิดโซน (ของ) วัยทีน

ไทยสกัด ไวรัสโคโรนา2019 กรอง-กัก-รักษาจนหายป่วย

28 มกราคม 2563 - 13:23 น.
ไวรัสโคโรนา2019,ไทยสกัด,กรอก,กัก,รักษา
คิดโซน (ของ) วัยทีน

Shares :
เปิดอ่าน 384 ครั้ง

ไทยสกัด ไวรัสโคโรนา2019 กรอง-กัก-รักษาจนหายป่วย โดย...  พวงชมพู ประเสริฐ  [email protected] -


 

 

          จนถึงวันที่ 27 มกราคม 5 ใน 8 รายผู้ป่วยยืนยันที่ประเทศไทยพบติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 สามารถรักษาหายดีและออกจากโรงพยาบาลแล้ว อีก 3 รายอาการทั่วไปดีขึ้น นับว่ามาตรการสกัดไวรัสนี้ไทยยังทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอดเส้นทาง ตั้งแต่การคัดกรอง กักตัว นำเข้ารักษาจนหายป่วยและกลับบ้านได้

 

 

 

 


ติดตามข่าวสาร "คมชัดลีก" ผ่าน Line official
เพิ่มเพื่อน

 

 

          เจ้าหน้าที่ควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เริ่มมาตรการคัดกรองที่สนามบินสำหรับผู้เดินทางมาจากเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม 2563 ช่วงเวลาที่คนไทยหลายคนยังสนุกสนานกับเทศกาลปีใหม่ และดำเนินการภายหลังจากที่จีนประกาศโรคระบาดเพียง 3 วัน ขณะที่ยังไม่รู้ถึงสาเหตุของโรคนี้ และก่อนหน้านี้ได้ขอความร่วมมือ 2 สายการบินที่บินตรงจากอู่ฮั่นมาไทยให้คัดกรองที่ต้นทางด้วย หากป่วยห้ามเดินทาง


          ทันทีที่เที่ยวบินจากเมืองอู่ฮั่น จนปัจจุบันเพิ่มพื้นที่เสี่ยงโรคระบาดจากเมืองอื่นๆ ในประเทศจีนด้วย ลงจอดที่สนามบิน กระบวนการคัดกรองเฝ้าระวังโรคของไทยก็เริ่มต้นขึ้นทันที ตั้งแต่การกำหนดจุดเข้าจอดเฉพาะเที่ยวบินเหล่านี้

 

 

นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย

 


          นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค(คร.) เล่าถึงขั้นตอนการคัดกรองว่า เมื่อเครื่องบินลงจอด จะมีเจ้าหน้าที่คัดกรองผู้เดินทางทุกรายที่บริเวณประตูเครื่องบิน เพราะเป็นจุดที่ผู้โดยสารยังไม่ได้สัมผัสกับคนอื่นๆ นอกจากผู้ที่เดินทางมาในเที่ยวบินเดียวกันเท่านั้น โดยใช้เครื่องเทอร์โมสแกน และขณะนี้เพิ่มจุดคัดกรองที่บริเวณก่อนถึงด่านตรวจคนเข้าเมืองอีกจุดด้วย หากพบว่ามีอาการไข้ จะเชิญตัวไปยังด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศภายในสนามบิน และประสานรถพยาบาลเข้ามารับตัวเป็นการเฉพาะนำส่งโรงพยาบาล เป็นการปิดกั้นผู้ป่วยต้องสงสัยสัมผัสกับคนอื่นน้อยที่สุด


          ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะถูกเรียกว่า “ผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สงสัยต้องเฝ้าระวัง" (Patient Under Investigation :PUI) เพราะเข้าเกณฑ์ 3 ข้อ คือ ไข้ มีอาการระบบทางเดินหายใจ และเดินทางมาจากพื้นที่เสี่ยงโรคระบาด  หลังส่งตัวเข้ารับการรักษา ซึ่งในระยะแรกเป็นที่สถาบันบำราศนราดูร แต่ปัจจุบันโรงพยาบาลขนาดใหญ่ในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดมีความพร้อมในการรองรับแล้ว “ผู้ป่วยต้องสงสัย” จะถูกนำเข้ารักษาในห้องปลอดเชื้อความดันเป็นลบ ป้องกันไม่ให้แพร่เชื้อไปคนอื่น

 

 



          แพทย์จะเข้าตรวจรักษาโดยใส่ชุดป้องกันโรค พร้อมกับเก็บตัวอย่างเสมหะส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์(ห้องแล็บ) เพื่อตรวจสอบว่าติดเชื้ออะไรหรือไม่ ซึ่งห้องแล็บ 2 แห่ง คือ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย จะต้องยืนยันผลตรงกันว่าเป็นเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 แต่ก็ไม่ได้สรุปในทันทีว่าผู้ป่วยรายนั้นเป็นผู้ติดเชื้อชนิดนี้


          “การที่กระทรวงสาธารณสุขจะยืนยันผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 และรายงานไปยังองค์การอนามัยโลก(WHO) ด้วยนั้น ไม่ได้ดูจากผลแล็บเพียงอย่างเดียว จะต้องนำข้อมูลทางระบาดวิทยาและทางคลินิกมาประกอบด้วย ก่อนนำเข้าสู่คณะผู้เชี่ยวชาญของประเทศไทยพิจารณายืนยันในขั้นตอนสุดท้าย จึงจะประกาศได้ว่าไทยพบผู้ป่วยยืนยัน ซึ่งโดยประมาณใช้เวลาอย่างน้อย 5 วันหลังจากรับตัวเข้ารักษา” นพ.สุวรรณชัยกล่าว

 

 

 


          หลังยืนยันผู้ป่วยแล้ว เจ้าหน้าที่จะติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วยทุกรายทั้งคนในครอบครัว ผู้ร่วมเดินทาง ผู้ที่อยู่ในเที่ยวบินเดียวกัน แพทย์พยาบาลและเจ้าหน้าที่ที่ให้การดูแลรักษาด้วย โดยผู้ป่วยยืนยัน 1 คนจะต้องติดตามเฝ้าระวังในคนอื่นๆ กว่า 40 คน ทั้งหมดนี้ประเทศไทยทำอย่างละมุนละม่อมแต่เด็ดขาด


          “เมื่อผู้ป่วยยืนยัน ได้รับการรักษาจนอาการดีขึ้น สามารถออกจากโรงพยาบาลได้ จะต้องมีการเก็บเสมหะส่งตรวจห้องแล็บซ้ำอีกครั้งว่าไม่มีเชื้อแล้ว ซึ่งจะต้องตรวจจนกว่าจะไม่พบแม้แต่สารพันธุกรรมของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่สามารถแพร่เชื้อได้ แพทย์จึงจะอนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาลได้ ถ้ายังตรวจพบสารพันธุกรรมแม้คนไข้หายดีแล้วก็ยังไม่ให้ออกจากห้องแยกโรค ส่วนผู้ป่วยต้องสงสัยรายอื่นแม้ไม่ได้เกิดจากไวรัสใหม่ ก็ให้การรักษาจนหายเช่นกัน” นพ.สุวรรณชัยกล่าวย้ำ


          ทว่า หากเป็นผู้เดินทางที่ผ่านการคัดกรองด่านแรกที่ประตูเครื่องบินเพราะยังไม่มีอาการป่วย จะได้รับการแจกการ์ดแนะนำการปฏิบัติตัวกรณีป่วยระหว่างอยู่ในประเทศไทย ซึ่งก็มีผู้ที่ป่วยภายหลังเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลและแจ้งประวัติการเดินทาง เมื่อผู้ป่วยเข้ามารับรักษา ก็จะดำเนินการเช่นเดียวกัน

 

 

 


          ผู้ป่วย 4 ใน 5 รายที่หายดีและออกจากโรงพยาบาลแล้วนั้น เข้ารับการรักษาที่สถาบันบำราศนราดูร นพ.อภิชาต วชิรพันธ์ ผู้อำนวยการสถาบันบำราศนราดูร  บอกว่า สถาบันมีการตั้งคณะแพทย์ 6 คนเป็นทีมดูแลผู้ป่วยต้องสงสัย โดยอาการแรกรับของผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการไข้ หายใจเร็วเล็กน้อย ไอนิดหน่อย และอาการของปอดอักเสบ อาการไม่รุนแรงวิกฤติ ได้ให้การรักษาตามหลักวิชาการของปอดอักเสบจากเชื้อไวรัส คือ รักษาตามอาการ และยังไม่พบการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน เช่น เมื่อมีอาการไข้ให้ยาลดไข้ ให้สารน้ำ ให้ออกซิเจนที่เพียงพอ ให้พักผ่อนมากๆ อย่างเพียงพอ เมื่อถึงระยะหนึ่งร่างกายจะสามารถสร้างภูมิมาต่อสู้กับเชื้อได้ ซึ่งระยะเวลาในการรักษา 7-10 วัน รวมถึงระยะเวลาในการรอผลแล็บด้วย เมื่อผู้ป่วยหายดีและตรวจไม่พบสารพันธุกรรมเชื้อแล้วก็จะส่งกลับประเทศจีน โดยมีเจ้าหน้าที่นำไปส่งเป็นการเฉพาะจนถึงประตูเครื่องบิน

 

 

 

 


          “ในการดูแลผู้ป่วยยืนยันที่สถาบันบำราศฯ ซึ่งที่เจอมาแล้วเป็นชาวจีนทั้งหมดนั้น ความยากอย่างหนึ่งของแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ที่ให้การดูแล คือเรื่องของการสื่อสาร แม้จะมีล่ามภาษาจีน แต่ก็ต้องเผชิญกับความหวั่นกลัวของผู้ป่วยซึ่งไม่ต้องการที่จะเข้ารับการรักษาในห้องแยกโรคที่จะต้องอยู่คนเดียว เพราะเขาบอกว่าต้องการเดินทางมาท่องเที่ยว ไม่ได้คิดว่าจะต้องมาโดนกักตัว ทำให้แพทย์ต้องใช้เวลาโอ้โลมปฏิโลมมาก ต้องดูแลแม้กระทั่งการซื้อซิมโทรศัพท์ให้คุยกับญาติ ถามตลอดว่ามีอะไรไม่สะดวกสบายตรงไหนหรือไม่” นพ.อภิชาตกล่าว


          แม้เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 จะยังไม่มียาเฉพาะรักษา แต่ไม่ได้แปลว่าจะรักษาไม่ได้ หรือผู้ป่วยต้องเสียชีวิตทุกราย ดังเช่นที่ประเทศไทยสามารถรักษาผู้ป่วยยืนยันการติดเชื้อที่พบในขณะนี้ได้ทุกราย

 

 



5 อันดับข่าวฮิต
Recommended
ข่าวที่คุณอาจสนใจ