“โฮลี่ไม่ใช่โรงเรียนนานาชาติ หรือโรงเรียนสอน 2 ภาษา แต่เป็นโรงเรียนหญิงล้วนไทยแท้ที่สอนวิชาชีพและจัดการเรียนการสอนด้วยภาษาอังกฤษ” รัชนิดา อะโรรา

          ถ้าจะเปรียบว่าการเลือกเส้นทางการเรียนต่อหลังจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ของแต่ละคน คือจุดเริ่มต้นของอนาคตคงไม่ผิดนัก เป็นช่วงเวลาที่พ่อแม่ ผู้ปกครอง และตัวเด็กเอง ต้องหาลู่ทางและตัดสินใจจะก้าวต่อไป หลายคนที่มีเป้าหมายไขว่คว้าปริญญา มีความถนัดในด้านวิชาการก็จะมุ่งสู่การเรียนในสายสามัญ ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 4 ต่อเนื่องไปจนจบอุดมศึกษา บางคนที่ไม่ถนัดวิชาการ หรือมองหาสิ่งที่ตอบโจทย์ความถนัด ความชอบก็จะมุ่งเน้นไปสู่เส้นทางสายวิชาชีพ
 

 

          โดยเฉพาะเด็กสาวที่มีความตั้งใจอยากทำงานเลขานุการและได้โอกาสฝึกฝนทักษะภาษาอังกฤษจนสามารถพูดสื่อสารใช้งานได้ไม่ต่างกับเจ้าของภาษา หลายคนเลือกเดินเข้าสู่ประตู โรงเรียนพระกุมารเยซูวิทยา หรือที่รู้จักกันในชื่อ “โฮลี่” ตามชื่อภาษาอังกฤษ Convent of the Holy Infant Jesus School อยู่ในการดูแลของมูลนิธิพระกุมารเยซู ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1963 จนถึงปัจจุบันเป็นเวลา 55 ปี ตั้งอยู่ใจกลางเมืองบนถนนสุขุมวิท ซอย 101 บนเนื้อที่ประมาณ 16 ไร่ มีต้นไม้ใหญ่รอบพื้นที่สีเขียวและบรรยากาศที่สงบเอื้อต่อการเรียนรู้และผ่อนคลาย
   
          โรงเรียนเอกชนหญิงล้วนสัญชาติไทยที่สอนด้วยภาษาอังกฤษ รัชนิดา อะโรรา ครูใหญ่โรงเรียนพระกุมารเยซูวิทยา กล่าวว่า โรงเรียนพระกุมารเยซูวิทยา หรือโฮลี่ คือโรงเรียนสตรีล้วน เป็นสถานศึกษานอกระบบประเภทวิชาชีพ จัดการศึกษาในหลักสูตรวิชาการเลขานุการและบริหารธุรกิจ ระยะเวลา 3 ปี (ประกาศนียบัตรวิชาชีพ)

 


            โดยใช้ภาษาอังกฤษในการจัดการเรียนการสอนตลอดหลักสูตร ตลอดจนการวัดและประเมินผลเป็นภาษาอังกฤษตามมาตรฐานสากล ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้ให้การรับรองอย่างถูกต้อง ซึ่งตลอดเวลา 55 ปีมีนักเรียนที่จบไปแล้ว 7,353 คน ประสบความสำเร็จในสังคมการงาน สร้างชื่อเสียงมาสู่โรงเรียน ปัจจุบันมีนักเรียนชั้นปีที่ 1-3 ประมาณ 200 คน ซึ่งจำนวนรับยืดหยุ่นตามความเหมาะสมแต่ไม่น้อยกว่า 30 คน
 

 

 

          “โฮลี่ไม่ใช่โรงเรียนนานาชาติ หรือโรงเรียนสอน 2 ภาษา แต่เป็นโรงเรียนหญิงล้วนไทยแท้ที่สอนวิชาชีพและจัดการเรียนการสอนด้วยภาษาอังกฤษ และกำหนดกฎระเบียบว่านักเรียนของโฮลี่ทุกคนจะต้องใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารตลอดเวลาที่อยู่ในโรงเรียน ไม่ว่าจะพูดกับครูหรือเพื่อนก็ตาม เพราะฉะนั้นครูของเราทุกคนแม้จะเป็นครูไทยก็ต้องสื่อสารภาษาอังกฤษได้ เพื่อสร้างบรรยากาศในการเรียนรู้ให้เกิดความถนัดเชี่ยวชาญ” รัชนิดา กล่าว
   
          ครูใหญ่โรงเรียนพระกุมารเยซูวิทยา อธิบายด้วยว่า หลักสูตรการเรียนการสอนของโฮลี่มีความเข้มข้น การจัดการเรียนการสอนผู้เรียนควรจะเริ่มต้นตั้งแต่ปี 1-3 ไม่เหมาะกับการที่จะเข้ากลางเทอมหรือระหว่างปีเพราะการเรียนรู้และหนังสือเรียนที่ใช้มีความต่อเนื่อง เมื่อขึ้นชั้นปี 2 นักเรียนจะต้องเลือกเรียนภาษาที่ 3 ได้แก่ ภาษาจีน และญี่ปุ่น เพื่อให้นักเรียนมีความสามารถรอบด้านภาษาด้วย และในปีที่ 3 ช่วงเดือนตุลาคม นักเรียนจะต้องไปฝึกประสบการณ์ทำงานในบริษัทต่างๆ ซึ่งตลอดมามีบริษัทชั้นนำ สถานทูต และโรงแรมรับไปฝึกงาน โดยจะเน้นพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อให้สะดวกต่อการติดตามประเมินผล และหลายคนจบการศึกษาได้รับติดต่อให้ทำงานทันที

 


 
          หลายปีที่ผ่านมาโฮลี่ได้ร่วมกับสำนักงานกรุงเทพมหานคร เขตพระโขนงจัดหลักสูตรการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ให้แก่นักเรียนของโฮลี่ทุกวันอาทิตย์ ใช้เวลาเรียน 4 ภาคเรียน นักเรียนที่จบจากโฮลี่จะได้วุฒิการศึกษา ม.6 และทุกปีโรงเรียนจะมีการทุนการศึกษาสนับสนุนให้นักเรียนดีเด่นด้วย มีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ หรือเอแบค รับนักเรียนที่จบเข้าเรียนต่อโดยไม่ต้องผ่านการสอบคัดเลือก ซึ่งเอแบคให้ทุนการศึกษาแก่นักเรียนปี 3 ของโรงเรียนด้วย อนาคตอยู่ระหว่างประสานกับมหาวิทยาลัยอื่นๆ ด้วย

 


  
          “กลุ่มเป้าหมายของโฮลี่ต้องเป็นนักเรียนหญิงที่จบการศึกษาชั้นม.3 หรือเทียบเท่าเกรด 9 จากสถาบันต่างประเทศ มีความสนใจในวิชาชีพเลขานุการและการบริหารธุรกิจ และต้องเป็นคนที่สนใจเรื่องการพัฒนาภาษาอังกฤษ เพราะโรงเรียนไม่เน้นในด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ ส่วนการคัดเลือกก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการเกรดเฉลี่ย แต่จะมีการทดสอบภาษาอังกฤษการฟัง การอ่าน คำศัพท์และสัมภาษณ์ ซึ่งเป้าหมายของโรงเรียนต้องการให้นักเรียนหญิงของเราจากผู้หญิงธรรมดา มีความมั่นใจ มีความสามารถโดดเด่น” รัชนิดา กล่าว
   

 


          ขณะที่ บารมี กุยโกมุท นักศึกษาชั้นปีที่ 3 กล่าวว่า การเรียนที่นี่ สอนเรื่องอาชีพและยังเน้นเรื่องภาษาอังกฤษ ครูทุกคนให้คำปรึกษาได้ทุกเรื่อง การเรียนการสอนก็ไม่ได้เน้นแค่ตำรา แต่สอนทักษะการทำงาน การพัฒนาตนเองในวิชาชีพเลขานุการที่พร้อมจะออกไปสู่การทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถือเป็นความคุ้มค่าและตั้งใจว่าเมื่อจบการศึกษาก็จะทำงานเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์และเรียนมหาวิทยาลัยไปด้วย
   
          ส่วน จัสมิน เลมโบ้ นักศึกษาชั้นปีเดียวกัน ผ่านการเรียนชั้นม.4 มาก่อน การเริ่มต้นใหม่ ได้พัฒนาตนเองและรู้ลึกในวิชาชีพที่เรียน ขณะที่เรื่องภาษาอังกฤษที่แม้จะมีพื้นฐานอยู่แล้วก็ได้พัฒนาเพิ่มขึ้น รู้คำศัพท์ในเชิงวิชาชีพมีประโยชน์ต่อการทำงานและการศึกษาต่อในอนาคต

 


 
          ด้านศิษย์เก่า ปวลี วิเศษโวหาร หลังเรียนจบม.3 ที่โรงเรียนเซนต์โยเซฟ จ.ระยอง มาเรียนต่อสถานศึกษาแห่งนี้เพราะสนใจเรื่องภาษาอังกฤษ พอได้มาเรียนที่นี่เหมือนเจอโลกใบใหม่ ต้องพูดแต่ภาษาอังกฤษตลอดเวลา กระทั่งในการเรียนก็ใช้แต่ภาษาอังกฤษต้องปรับตัวเองอย่างมาก อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ใช้แต่ภาษาอังกฤษ ทำให้กลายเป็นคนที่คิดและพูดได้โดยไม่ต้องแปลจากภาษาไทยไปก่อน ซึ่งเกิดประโยชน์อย่างมาก เพราะทำให้เป็นตัวเลือกแรกๆ ในการทำงาน ที่สำคัญยังเป็นโอกาสที่ได้เรียนรู้ได้กว้างขวางขึ้น
   

 


          “ตลอด 3 ปีของการเรียนที่นี่ เหมือนชุบชีวิตช่วยให้เราเก่งขึ้น ความรู้ที่ได้จากการเรียน ทักษะภาษาเป็นอาวุธที่ติดตัวสามารถต่อยอดอาชีพปัจจุบันก็คือธุรกิจส่วนตัวด้านการพัฒนาเว็บไซต์ขายเสื้อผ้าออนไลน์ ขณะเดียวกันยังทำงานเป็นล่ามให้การประชุม งานนิทรรศการต่างๆ และติวเตอร์ภาษาอังกฤษ” ปวลี กล่าว