
3 มุมมอง เขย่าตลาดแรงงานไทย "กรณ์" ชี้เด็กจบปริญญาตรี ว่างงานสูง
3 มุมมอง เขย่าตลาดแรงงานไทย กรณ์ ชี้เด็กจบปริญญาตรี ว่างงานสูง 13-14 % เตือน AI เพิ่มความเหลื่อมล้ำ ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญแนะอัปสกิล
20 ตุลาคม 2569 ที่ สยามพารากอน ฮอลล์ NATION GROUP จัดเวที NATION FORUM 2027 THAILAND’S AGENDA หัวข้อ THE LIFELONG WORKFORCE PIVOT (การปรับเปลี่ยนทักษะและทิศทางในการทำงาน) บนเวที TALENT EVOLUTION BRIDGE THE GAP ในงาน NATION FORUM 2027 THAILAND’S AGENDA โดยวิทยากร 3 คน ประกอบด้วย นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ , ผศ.ดร.เจนนิเฟอร์ ชวโนวานิช รองคณบดี คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ นายแทนพงศ์ สุคนธ์พานิช Chief Enterprise Officer , FutureSkill for Business โดยทุกคนเห็นตรงกัน คือ ต้องมีการปรับทักษะแรงงานไทย เพื่อรับมือยุค AI และความท้าทายทางเศรษฐกิจ
โดย นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงประเด็นปัญหาในปัจจุบัน ยิ่งเรียนสูง ยิ่งหางานยาก โดยเฉพาะกลุ่มที่เรียนจบปริญญา จะเป็นกลุ่มที่มีปัญหามากที่สุด จากสถิติการว่างงานโดยรวมดูเหมือนต่ำมากคือ 1% (ประมาณ 4 แสนคน) แต่ถ้าเจาะลึกในกลุ่มอายุ 15–24 ปีที่จบปริญญาตรีขึ้นไป กลุ่มนี้มีสัดส่วนหางานไม่ได้สูงถึงประมาณ 13–14% ยิ่งเรียนสูง ยิ่งหางานยาก มันกลับตาลปัตร กับสิ่งที่ควรจะเป็น
นายกรณ์ กล่าวต่อว่า ผลกระทบของ AI ต่อผู้ประกอบการและการแข่งขัน โดย AI มีผลต่อการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตจริง ลดต้นทุนการผลิต ผลิตสินค้าได้คุณภาพดีขึ้นในปริมาณที่มากขึ้น แต่สิ่งที่ยังไม่ปรากฏ คือ ผลต่อกำไรของผู้ประกอบการที่จะเพิ่มขึ้น เพราะทุกคนทำได้เหมือนกันหมด
"ผู้ประกอบการที่ยังไม่สามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในระดับเดียวกับเขาได้ ยิ่งแย่ใหญ่เลย เพราะของเราแพงกว่า เทคโนโลยีก็ตามไม่ทัน โอกาสแข่งขันก็นับวันน้อยลง" นายกรณ์ กล่าว
นายกรณ์ กล่าวด้วยว่า ในยุค AI มีการให้ลูกเรียนวิชาที่ฝึกให้คนคิด มากกว่าทักษะเฉพาะที่ AI สามารถทดแทนได้ รวมทั้งต้องปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลง เพราะวันนี้ไม่มีทางเลยที่คุณเรียนอะไรมาแล้วจะใช้ชีวิตกับสิ่งนั้นไปตลอดชีวิต ต้องมีการเปลี่ยนตัวเองทุกๆ 5 ปี
นอกจากนี้ นายกรณ์ ยังเสนอว่า รัฐควรส่งเสริมให้คนไทยใช้ Close AI/Closed System หันมาสร้างโมเดลและสร้างฐานข้อมูลที่เป็นของไทย เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันและอธิปไตยความเป็นเจ้าของข้อมูล ไม่เช่นนั้นเราจะกลายเป็นผู้ใช้เพียงอย่างเดียว
ทั้งนี้ นายกรณ์ กล่าวถึงความกังวลเชิงนโยบายและความเหลื่อมล้ำในยุค AI ว่า จะมีสักกี่คนที่เอาตัวรอดได้ในโลกที่กำลังมีความเปลี่ยนแปลง ประเทศไทยเรามี 70 ล้านคน เราก็บอกว่าคนที่จะอยู่รอดได้หรือจะรุ่งเรืองในยุค AI
"ผมอดกังวลไม่ได้ว่า อาจจะมีคนจำนวนหนึ่งที่ทำได้ในยุค AI แล้วคนที่เหลือจะทำยังไง โลก AI มันจะทำให้กำไรไปอยู่ที่ตัวเจ้าของทุนมากขึ้นเรื่อยๆ บริษัทที่มีกำไรมหาศาล เป็นบริษัทที่เราตามเก็บภาษีไม่ได้เลย แล้วเราเป็นผู้ใช้บริการเขาด้วย เพราะฉะนั้นมันมีแต่เงินออก แต่กำไรที่เขาได้จากเรา เราตามไปเก็บภาษีเขาไม่ได้" นายกรณ์ กล่าว
ด้าน นายแทนพงศ์ สุคนธ์พานิช Chief Enterprise Officer , FutureSkill for Business กล่าวว่า คอร์สเรียนประเภทไหนที่คนไทยมาเรียนเยอะที่สุด สถิติปีนี้ คือคอร์ส Excel คอร์สที่ใช้กันมาเป็น 10 ปีแล้ว ก่อนหน้านี้ก็จะเป็น SQL, Data Analytics ส่วน AI ก็ค่อยๆ ขึ้นมา แต่ทักษะฮาร์ดสกิลพวกนี้ คนที่เป็น Individual เขายังคิดว่า Excel ยังมีความสำคัญต่อการทำงานอยู่
"แต่ถ้าในมุมขององค์กรที่ซื้อคอร์สให้พนักงานเรียน กลุ่มคอร์สประเภท Leadership, Adaptability, Critical Thinking เป็นคอร์สที่องค์กรพยายามส่งเสริมให้พนักงานเรียนไม่น้อยกว่า AI"
นอกจากนี้ นายแทนพงศ์ ยังกล่าวถึงการประเมินมูลค่าทักษะที่จะลดลง อาทิ เป็นนักการตลาด การเขียนคอนเทนต์ การทำภาพ โดย AI ทำได้เร็วกว่าและดีกว่าในบางเคส แต่ในงานเดียวกัน ทักษะที่จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นคือเรื่องการคิด ถ้าคุณวางกลยุทธ์ให้องค์กรได้ คิดแผนกลยุทธ์ใหม่ๆ ได้ จะมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น
"ช่วงหลังๆ สิ่งที่ผมสอนคือสอน Critical Thinking สอนวิธีคิดอย่างเป็นระบบ เพื่อให้รู้ว่าจะสั่ง AI อย่างไร ให้ได้ผลลัพธ์ที่มีคุณค่าออกมาใช้ งานได้จริง”
ส่วนความพร้อมด้าน AI ขององค์กรไทย ถ้าตัดเกรด 1–4 องค์กรไทยและคนใช้ AI ในไทยไม่ถึงครึ่ง คนใช้ AI บ่อย แต่ขาดความรู้ เช่น ไม่รู้ว่า ChatGPT หรือ Claude ทำงานอย่างไร หรือเชื่อทุกอย่างที่ AI พูด ด่านแรกที่องค์กรต้องแก้คือการสร้าง Digital Literacy / AI Literacy ให้เข้าใจหลักการทำงานพื้นฐานก่อน
"องค์กรต้องกลับไปดูเป้าหมายธุรกิจ แล้วทำการประเมินคนในองค์กรว่ามีศักยภาพพานำไปสู่เป้าหมายหรือยัง บริษัทอาจจะต้องเปิดเวลา Learning Time ให้พนักงานใช้เวลาทำงานสัปดาห์ละ 2-3 ชั่วโมงมาพัฒนาตัวเอง ไม่ใช่ผลักภาระให้พนักงานที่อายุ 30-40 ปี เลิกงานแล้วต้องกลับไปเลี้ยงลูกไปเรียนต่อเอง ขณะเดียวกันภาครัฐต้องช่วยสนับสนุนช่องทางที่ง่ายในการ อัปสกิลตัวเองด้วย"
ด้าน ผศ.ดร.เจนนิเฟอร์ ชวโนวานิช รองคณบดี คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความสำคัญกับแรงงานในเรื่อง ความยืดหยุ่นทางความคิด (Cognitive Flexibility) หรือความยืดหยุ่นในการแก้ปัญหา เมื่อเราเจองานอีกบริบทหนึ่ง เราจะมีวิธีแก้ปัญหาที่แปลกออกไปจากเดิมที่เราเคยชินได้อย่างไร รวมทั้งสิ่งสำคัญคือการมี Self-Compassion หรือการอ่อนโยนต่อตัวเอง มนุษย์เรามักจะวิพากษ์วิจารณ์ตัวเองว่าทำไมไม่เก่งเลย ทำไมทำไม่ได้ดี แต่โลกเรามันกดดันเราเยอะมากแล้ว
"งานวิจัยชี้ให้เห็นว่าคนที่มี Self-Compassion อ่อนโยนต่อตนเอง กลับกลายเป็นว่าเขาพร้อมที่จะเรียนรู้จากความล้มเหลว แล้วก้าวต่อไป (Resilience) ได้ดีกว่าคนที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ตัวเองมากๆ ซึ่งตรงนี้ต้องปลูกฝังตั้งแต่ระบบครอบครัว”
ผศ.ดร.เจนนิเฟอร์ ชวโนวานิช กล่าวถึงมุมมองระดับบุคคลและระบบสนับสนุนรอบตัวว่า แม้ว่าจิตวิทยาอาจจะโฟกัสในเรื่องของบุคคลเยอะ แต่สุดท้ายเราเชื่อว่าถ้าสังคมที่เราอยู่หรือระบบสังคมที่เราอยู่ มันไม่ได้ไปด้วยกัน เรื่องดีๆ มันก็อาจจะไม่เกิดขึ้น
"เราจะให้คนพัฒนาความรู้ และทักษะอย่างเดียวไม่ได้ ระบบมันจะต้องดีด้วย ที่จะช่วยให้คนมี Performance จริงๆ ระบบมันอาจจะไม่ได้ต้องเป็นองค์กรอย่างเดียว แต่ระบบครอบครัว คุณพ่อคุณแม่ให้ Growth Mindset กับลูกอย่างไร เวลาลูกทำอะไรไม่สำเร็จ"
"ในปัจจุบันที่หลายๆ อย่างมันอาจจะยังไม่ลงตัว ทุนทางจิตใจมันจะช่วยให้เรายังพอไปต่อได้ การที่เรามีความหวัง ยังมองเห็นว่าเดี๋ยวในอนาคตเรื่องดีๆ มันก็อาจจะเกิดขึ้น เราสามารถที่จะจัดการควบคุมอะไรได้ หนึ่งในสิ่งที่พวกเราสามารถทำได้คือ อาจจะมีการตั้งเป้าหมายเล็กๆว่า สัปดาห์นี้เราจะเรียนรู้อะไร นิด ๆ หน่อยๆ แล้วพอเราทำเสร็จ มันจะรู้สึกว่าเราสร้างความสำเร็จให้กับตัวเอง" ผศ.ดร.เจนนิเฟอร์ ชวโนวานิช กล่าว



