
เตรียมเก็บค่าธรรมเนียม-ภาษี นทท.-คนไทยเดินทางต่างประเทศ รวม 2,570 ต่อคน
เช็ก 3 ค่าธรรมเนียมใหม่! เตรียมเก็บนักท่องเที่ยว-คนไทย ที่เดินทางต่างประเทศ รวมเฉียด 100 ดอลลาร์ หรือ คิดเป็นเงินรวม 2,570 บาทต่อคน
ไทยเตรียมจัดเก็บภาษีและค่าธรรมเนียมการเดินทางรวม 3 รายการ คิดเป็นเงินรวมสูงสุด 2,570 บาทต่อคน (ราว 100 ดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งส่งผลกระทบทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติและคนไทยที่เดินทางผ่านทางอากาศ โดยแบ่งเป็นค่าธรรมเนียมเดิมที่ปรับขึ้นแล้ว และอีก 2 รายการใหม่ที่อยู่ระหว่างดำเนินการ ได้แก่
1. ค่าบริการผู้โดยสารขาออก (PSC): 1,120 บาท/คน
จัดเก็บโดย: บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT
กลุ่มเป้าหมาย: ผู้โดยสารเที่ยวบินระหว่างประเทศทุกสัญชาติ
สถานะ: เริ่มเก็บแล้ว ตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2569 โดยปรับขึ้นจากเดิม 730 บาท เพื่อนำงบประมาณไปพัฒนาระบบและมาตรฐานการให้บริการภายในสนามบิน (ส่วนเที่ยวบินภายในประเทศยังคงเก็บ 130 บาทเท่าเดิม)
2. ค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวต่างชาติ (ค่าเหยียบแผ่นดิน): 450 บาท/คน
จัดเก็บโดย: กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
กลุ่มเป้าหมาย: เฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่เดินทางเข้าไทยทางอากาศ
สถานะ: คาดเริ่มเก็บปี 2570 รายได้ประมาณ 8,000 ล้านบาทต่อปีจะเข้า "กองทุนเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย" นำไปใช้จัดหาประกันภัยคุ้มครองนักท่องเที่ยว (กรณีบาดเจ็บหรือเสียชีวิต) และฟื้นฟูพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวทั่วประเทศ
3. ภาษีการเดินทางออกนอกประเทศ: 1,000 บาท/คน
จัดเก็บโดย: กรมสรรพากร
กลุ่มเป้าหมาย: ผู้เดินทางออกนอกประเทศทุกคน (ทั้งคนไทยและต่างชาติ)
สถานะ: อยู่ระหว่างเปิดรับฟังความคิดเห็น (30 ก.ย. – 29 ต.ค. 2569) ก่อนเสนอเข้าสู่ขั้นตอนกฎหมาย โดยจะเรียกเก็บผ่านผู้ขายบัตรโดยสารพร้อมกับค่าตั๋วเครื่องบิน เพื่อนำเงินไปบริหารจัดการวินัยทางการเงินการคลังของรัฐ (มีผลบังคับใช้หลังประกาศราชกิจจานุเบกษา 180 วัน โดยยกเว้นเด็กอายุไม่เกิน 2 ปี)
สรุปภาระค่าใช้จ่ายผู้โดยสารทางอากาศ
คนไทยเดินทางไปต่างประเทศ: เสียค่าใช้จ่ายรวม 2,120 บาท/คน (ค่า PSC 1,120 บาท + ภาษีออกนอกประเทศ 1,000 บาท)
นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้า-ออกไทย: เสียค่าใช้จ่ายรวม 2,570 บาท/คน (ค่า PSC 1,120 บาท + ค่าเหยียบแผ่นดิน 450 บาท + ภาษีออกนอกประเทศ 1,000 บาท)
สำหรับประเด็นสำคัญของร่างกฎหมายหรือกฎหมายที่นำมารับฟังความคิดเห็น มีดังนี้
1.จัดเก็บภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักรจากผู้เดินทางออกนอกราชอาณาจักรทุกสัญชาติ แต่ไม่รวมถึงผู้มีหน้าที่ทำการเกี่ยวกับการประกอบกิจการขนส่งซึ่งโดยลักษณะหน้าที่ผู้นั้นไม่ต้องเสียค่าโดยสาร และเดินทางออกนอกราชอาณาจักรโดยหน้าที่การงานของผู้ประกอบกิจการขนส่งซึ่งตนมีหน้าที่
2.ให้ผู้เดินทางมีหน้าที่เสียภาษีทุกครั้งที่เดินทางออกนอกราชอาณาจักรตามอัตราที่กำหนดโดยกฎกระทรวง แต่ไม่เกินครั้งละ 5,000 บาท
3.ให้ผู้เดินทางตามที่กำหนดโดยกฎกระทรวงได้รับยกเว้นภาษี
3.1 ในระยะแรกให้ผู้เดินทางโดยทางบกหรือทางน้ำได้รับยกเว้นภาษี
3.2 สำหรับผู้เดินทางโดยทางอากาศ ให้กำหนดผู้ได้รับยกเว้นภาษีตามหลักเกณฑ์เดียวกันกับผู้ได้รับยกเว้นตามการจัดเก็บค่าบริการผู้โดยสารขาออก [Passenger Service Charge (PSC)] ดังต่อไปนี้
(1) พระมหากษัตริย์ พระราชินี พระราชโอรส พระราชธิดา พระชามาดา พระสุณิสา พระเจ้าหลานเธอ และผู้ติดตามในขบวนเสด็จ
(2) สมเด็จพระสังฆราช และผู้ติดตามในขบวนเสด็จ
(3) ประมุขแห่งรัฐต่างประเทศ และผู้ติดตาม
(4) ราชอาคันตุกะของพระมหากษัตริย์หรือพระราชินี และผู้ติดตาม
(5) อาคันตุกะของรัฐบาล และผู้ติดตาม
(6) เด็กอายุไม่เกิน 2 ปี
(7) คณะผู้ตรวจขององค์การห้ามอาวุธเคมี
(8) ผู้โดยสารซึ่งเดินทางโดยอากาศยานของราชการไทยหรือของราชการต่างประเทศ หรือโดยอากาศยานอื่นที่ใช้ในภารกิจของราชการนั้น
(9) ผู้โดยสารผ่าน ซึ่งมิได้ออกไปนอกบริเวณห้องผู้โดยสารผ่าน ในกรณีการเดินทางระหว่างประเทศ
(10) ผู้โดยสารผ่าน ซึ่งจำเป็นต้องพักอยู่ภายในสนามบินเพื่อเปลี่ยนเครื่อง ในกรณีการเดินทางภายในประเทศ
4.ในระยะแรกให้กำหนดอัตราภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักรโดยทางอากาศครั้งละ 1,000 บาท
5.ให้ผู้เดินทางเสียภาษีก่อนเดินทางออกนอกราชอาณาจักร โดยให้ผู้ประกอบกิจการขนส่งหรือตัวแทน ซึ่งจำหน่ายบัตรโดยสารเป็นผู้เรียกเก็บภาษีจากผู้เดินทางพร้อมกันกับการเรียกเก็บค่าโดยสาร
6.ในกรณีที่ผู้เดินทางไม่ได้ซื้อบัตรโดยสารหรือไม่ได้ชำระค่าโดยสารผ่านผู้ประกอบกิจการขนส่ง หรือตัวแทนซึ่งจำหน่ายบัตรโดยสาร หรือเป็นการเดินทางที่ไม่มีการออกบัตรโดยสารหรือไม่มีการเรียกเก็บค่าโดยสาร ให้ผู้เดินทางเสียภาษีตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกำหนด
7.ให้มีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 180 วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
8.ไม่ใช้บังคับกับผู้เดินทางที่ซื้อบัตรโดยสารก่อนวันที่กฎหมายมีผลใช้บังคับ และได้เดินทางออกนอกราชอาณาจักรตั้งแต่หรือหลังจากวันที่กฎหมายมีผลใช้บังคับ
9.กำหนดให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจประเมิน และเรียกเก็บภาษี เบี้ยปรับ และเงินเพิ่ม รวมทั้งมีอำนาจออกหมายเรียกหรือคำสั่ง ตรวจค้นหรือยึดบัญชี เอกสาร และหลักฐานที่เกี่ยวข้อง
10.กำหนดเบี้ยปรับเป็นจำนวน 2 เท่าของภาษีที่ต้องเสียหรือที่ต้องชำระหรือนำส่ง และกำหนดเงินเพิ่ม ในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของภาษีที่ต้องเสียหรือที่ต้องชำระหรือนำส่ง โดยไม่รวมเบี้ยปรับ
11.กำหนดโทษสำหรับกรณีหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษีโดยการแจ้งข้อความหรือให้ถ้อยคำอันเป็นเท็จ การแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ หรือการกระทำโดยวิธีการอื่น รวมทั้งกรณีขัดขวางหรือไม่ให้ความร่วมมือ แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ และกรณีไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด โดยอาจใช้การปรับเป็นพินัย
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ



