
เคลียร์ดราม่า! 'ประกันภัยพิบัติ' น้ำท่วมตอนนี้ รับ 9,000 ประกันแสน ดีเดย์ 1 ต.ค.
โซเชียลขุดนโยบาย "พูดแล้วทำพลัส+" ภูมิใจไทย! พูดไว้ว่า จ่าย 1 แสน ท่วมจริงได้ 9 พัน? รัฐบาลแจงยิบ! ประกัน 1 แสน เริ่มคุ้มครอง 1 ต.ค.2569
กลายเป็นประเด็นดราม่าร้อนแรงบนโลกออนไลน์ หลังสถานการณ์อุทกภัยจากฝนตกหนักสะสม น้ำพัดถล่มหลายพื้นที่ทั่วประเทศ รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ยาวนานต่อเนื่องนับสัปดาห์ จนสร้างความเสียหายแก่บ้านเรือนและทรัพย์สินของประชาชนเป็นวงกว้าง ผู้ประสบภัยจำนวนมากออกมาตั้งคำถามถึงมาตรการเยียวยาจากภาครัฐ
โดยระบุถึงการใช้เทคโนโลยีดาวเทียมและระบบ AI ตรวจจับภัยพิบัติ พร้อมสิทธิพื้นฐานที่รัฐจ่ายค่าประกันภัย 1,000 บาท/ครัวเรือน และเมื่อเกิดภัย AI ตรวจจับได้ จะจ่ายเงินเยียวยาทันที 100,000 บาทต่อครัวเรือน ตบท้ายด้วยสโลแกน "พูดแล้วทำพลัส+" จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และทวงถามสิทธิ์อย่างหนักบนโซเชียลมีเดียว่าเหตุใดน้ำท่วมระลอกปัจจุบันจึงยังไม่ได้รับเงินชดเชยจำนวนดังกล่าวนั้น
ล่าสุด บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะโฆษกพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาชี้แจงถึงประเด็นดังกล่าวว่า นโยบายคุ้มครองภัยพิบัติ 100,000 บาท คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติอนุมัติเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ไม่ได้มีการยกเลิกหรือลืมเลือนตามที่ปรากฏในกระแสข่าว แต่สาเหตุที่เหตุการณ์น้ำท่วมในปัจจุบันยังไม่สามารถยื่นเคลมวงเงินดังกล่าวได้ เนื่องจากติดเงื่อนไขเรื่อง “กรอบเวลาเริ่มความคุ้มครอง”
เบื้องหลังการดำเนินงาน เดิมที ครม. มีมติเห็นชอบ จัดตั้งเป็น “กองทุนเพื่อสงเคราะห์และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัย” แต่จากการศึกษาร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพบว่า การจัดตั้งกองทุนขึ้นใหม่ต้องใช้ระยะเวลานานในการวางกฎระเบียบ ครม. จึงได้ปรับแผนเร่งด่วน โดยอนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณเบี้ยประกันภัยรวม 15,500 ล้านบาท เปลี่ยนรูปแบบเป็นการ "รัฐบาลซื้อกรมธรรม์ประกันภัยกลุ่มจากภาคเอกชนให้ประชาชน" เพื่อให้เกิดความคุ้มครองที่รวดเร็ว ครอบคลุมที่อยู่อาศัยสูงถึง 30 ล้านหลังคาเรือนทั่วประเทศ
จากการตรวจสอบมาตรการเยียวยาผู้ประสบภัยของรัฐบาล สามารถแบ่งออกเป็น 2 ส่วนตามกรอบเวลา ดังนี้
1.เหตุอุทกภัยปัจจุบัน (ช่วงปลายกันยายน 2569)
รัฐบาลได้จัดเตรียมงบกลาง รายการสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินและจำเป็นเร่งด่วน ปี 2569 วงเงินประมาณ 2,000 ล้านบาท เพื่อเยียวยาเฉพาะหน้าทันที โดยจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยตามหลักเกณฑ์เหมาจ่าย 9,000 บาทต่อครัวเรือน (กรณีน้ำท่วมขังติดต่อกันเกิน 7 วัน) ครอบคลุมทั้งพื้นที่ต่างจังหวัดและกรุงเทพมหานคร ส่วนกรณีมีผู้เสียชีวิตจากอุทกภัยหรือดินโคลนถล่ม รัฐบาลมีเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมรายละ 2,000,000 บาท
2.ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ (มีผล 1 ตุลาคม 2569 – 1 ตุลาคม 2570)
โครงการประกันภัยกลุ่มจะเริ่มมีผลคุ้มครองอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป ครอบคลุมภัยธรรมชาติ 3 ประเภท ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว วงเงินคุ้มครองสูงสุด 100,000 บาทต่อหลังคาเรือนต่อครั้ง และไม่จำกัดจำนวนครั้งต่อปี โดยมีรายละเอียดการจ่ายค่าสินไหมทดแทน ดังนี้
2.1.อุทกภัย (น้ำท่วม, น้ำป่า, ดินโคลนถล่ม): จ่ายเงินส่วนแรกทันที 10,000 บาท ส่วนที่เหลือจ่ายตามมูลค่าความเสียหายจริงของสิ่งปลูกสร้าง รวมไม่เกิน 90,000 บาท (รวมสูงสุด 100,000 บาท)
2.2.วาตภัย และ แผ่นดินไหว: จ่ายเงินส่วนแรกทันที 5,000 บาท ส่วนที่เหลือจ่ายตามความเสียหายจริง รวมไม่เกิน 95,000 บาท (รวมสูงสุด 100,000 บาท)
กรณีเสียชีวิตจากภัยพิบัติที่คุ้มครอง: ชดเชย 2,000,000 บาทต่อคน ให้แก่ทายาทโดยธรรม
สำหรับเงื่อนไขการรับสิทธิ์ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ วงเงิน 100,000 บาท พื้นที่ดังกล่าวต้องได้รับการประกาศเป็น "เขตภัยพิบัติ" โดยภาครัฐจะใช้เทคโนโลยีดาวเทียมสแกนตรวจสอบพื้นที่เพื่ออนุมัติเงินส่วนแรกภายใน 15 วันหลังได้รับเอกสารครบถ้วน
ทั้งนี้ ขอบเขตกรมธรรม์ จะคุ้มครองเฉพาะสิ่งปลูกสร้างที่เป็นที่อยู่อาศัยเท่านั้น ไม่รวมถึงยานพาหนะ เช่น รถยนต์ หรือเครื่องใช้ภายในบ้านและพืชผลทางการเกษตร เนื่องจากยานพาหนะส่วนใหญ่มีประกันภัยภาคสมัครใจอยู่แล้ว
ส่วนกลุ่มผู้พักอาศัยในบ้านไม่มีเลขที่ และกลุ่มผู้เช่าที่อยู่อาศัย รัฐบาลอยู่ระหว่างเร่งสำรวจและจัดทำฐานข้อมูล ร่วมกับฝ่ายปกครองในพื้นที่ เพื่อให้ผู้ที่อยู่อาศัยจริงได้รับสิทธิ์คุ้มครองอย่างทั่วถึง
รัฐบาลจึงขอให้ประชาชนที่ประสบภัยในปัจจุบัน เร่งบันทึกภาพถ่ายสภาพความเสียหายของตัวบ้านไว้เป็นหลักฐาน และติดต่อประสานงานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อขอรับสิทธิ์เงินเยียวยาฉุกเฉิน 9,000 บาทตามเกณฑ์ปัจจุบันต่อไป



