ข่าว

ถอดรหัส "ปลาหมอคางดำ" ผลวิจัย DNA ชี้! ไม่ได้มาจากแหล่งเดียว

ถอดรหัส "ปลาหมอคางดำ" ผลวิจัย DNA ชี้! ไม่ได้มาจากแหล่งเดียว

03 ก.ย. 2569

ถอดรหัส "ปลาหมอคางดำ" ผลวิจัย DNA ชี้! ไม่ได้มาจากแหล่งเดียว พร้อมย้อนรอย 11 บริษัทเอกชนส่งออกแล้วกว่า 3 แสนตัว

 

วิกฤต "ปลาหมอคางดำ" หรือสัตว์น้ำต่างถิ่นที่กำลังแพร่ระบาดใน 19 จังหวัดทั่วประเทศไทย ตั้งแต่ภาคตะวันออก ชายฝั่งภาคกลาง ลงไปถึงภาคใต้ กลายเป็นคำถามใหญ่ของสังคมมาตลอดว่า ปลาชนิดนี้ หลุดรอดเข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่เมื่อไหร่ ?และมีต้นทางมาจากไหนกันแน่?

 

หากมองย้อนกลับไปในฐานข้อมูลภาครัฐและงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ จะพบข้อเท็จจริงที่น่าสนใจหลายประการ ที่อาจชี้ให้เห็นว่า วงจรการแพร่ระบาดของปลาชนิดนี้ อาจไม่ได้มีคำตอบให้เพียงแค่จุดเดียว

ถอดรหัส "ปลาหมอคางดำ" ผลวิจัย DNA ชี้! ไม่ได้มาจากแหล่งเดียว

ผลวิจัย DNA จุฬาฯ ชี้ชัด ปลาหมอคางดำในไทยมาจาก "หลายสายพันธุ์"

หนึ่งในหลักฐานชิ้นสำคัญมาจากงานวิจัยของคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับสากล Aquaculture Reports โดยนักวิจัยได้นำปลาหมอคางดำจากหลายพื้นที่ในไทยมาสกัดตรวจรหัสพันธุกรรม (DNA)

 

ผลการวิเคราะห์พบว่า ปลาหมอคางดำที่ระบาดอยู่ในไทย มีความหลากหลายทางพันธุกรรมสูงถึง 19 รูปแบบ (Haplotypes) และมีความเชื่อมโยงกับปลาหมอคางดำในทวีปแอฟริกามากกว่า 1 แหล่ง

ถอดรหัส "ปลาหมอคางดำ" ผลวิจัย DNA ชี้! ไม่ได้มาจากแหล่งเดียว

ข้อค้นพบนี้ ทำลายความเชื่อเดิมที่ว่า “ปลาหมอคางดำทั้งประเทศ หลุดมาจากแหล่งเดียวกันเพียงครั้งเดียว” เพราะหากหลุดมาจากจุดเดียว ประชากรปลาทั้งหมดควรจะมีรหัสพันธุกรรมที่เหมือนหรือใกล้เคียงกันมาก แต่โครงสร้าง DNA ของปลาใน จ.สมุทรสงคราม กลับแตกต่างอย่างชัดเจนจากปลาที่พบในพื้นที่เขตรอยต่ออย่าง สมุทรสาคร กรุงเทพฯ และสมุทรปราการ ซึ่งสนับสนุนข้อสมมติฐานว่า มีการนำเข้าปลาชนิดนี้เข้ามาในประเทศไทยมากกว่า 1 ครั้ง และมาจากคนละสายพันธุ์

ย้อนประวัติการนำเข้าวิจัย และชื่อไทยที่เปลี่ยนไป 3 ยุค

ในอดีต ชื่อเรียกของปลาชนิดนี้ (Sarotherodon melanotheron) สร้างความสับสนในระบบเอกสารอย่างมาก โดยกรมประมง เคยปรับเปลี่ยนชื่อภาษาไทยถึง 3 ช่วงเวลา คือ

  • ปี 2549 – เม.ย. 2553: ช่วงขอนำเข้าทดลองวิจัย กรมประมงให้ใช้ชื่อภาษาไทยว่า "ปลานิล"
  • ปี 2553 – 2559: เปลี่ยนไปใช้ชื่อ “ปลาหมอเทศข้างลาย”
  • ปี 2561 – ปัจจุบัน: ประกาศสั่งห้ามนำเข้าและเพาะเลี้ยง โดยระบุชื่อ “ปลาหมอสีคางดำ” ก่อนจะเรียกสั้นๆ ว่า “ปลาหมอคางดำ”

ถอดรหัส "ปลาหมอคางดำ" ผลวิจัย DNA ชี้! ไม่ได้มาจากแหล่งเดียว

สำหรับประวัติการนำเข้าเพื่อการศึกษาวิจัย บริษัท ซีพีเอฟ (CPF) เคยยื่นขอนำเข้าลูกปลาหมอคางดำจากประเทศกานาจำนวน 2,000 ตัว อย่างถูกต้องตามกฎหมายเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2553 เพื่อนำมาปรับปรุงสายพันธุ์ปลานิล ทว่าในรายงานระบุว่า ลูกปลาทยอยตายระหว่างขนส่งและระหว่างเลี้ยงทดลอง จนเหลือเพียง 50 ตัวในสัปดาห์ที่ 3 ทางโครงการจึงตัดสินใจยุติการวิจัย ทำลายปลาที่เหลือด้วยคลอรีนและฝังกลบ พร้อมส่งตัวอย่างแช่ฟอร์มาลีนให้กรมประมงเมื่อเดือนมกราคม 2554

 

ข้อมูลการค้าพบ 11 บริษัท เคยมีประวัติส่งออกปลาหมอคางดำกว่า 3 แสนตัว

อีกหนึ่งประเด็นที่สังคมอาจยังไม่เคยรู้ คือข้อมูลในระบบฐานข้อมูลการค้าของกรมประมง ช่วงปี 2556–2559 ซึ่งระบุว่า มีการส่งออกปลาหมอคางดำ (ขณะนั้นใช้ชื่อในระบบว่า ปลาหมอเทศข้างลาย) ในฐานะ "ปลาสวยงามมีชีวิต" เป็นจำนวนสูงถึง 230,000 – 326,240 ตัว ไปยัง 17 ประเทศทั่วโลก โดยมีบริษัทและห้างหุ้นส่วนเอกชนเกี่ยวข้องถึง 11 ราย ได้แก่

1.หจก. ฉาง ซิน เอ็นเตอร์ไพร์ส (162,000 ตัว)

2.หจก. ซีฟู๊ดส์ อิมปอร์ต-เอ็กซ์ปอร์ต (30,000 ตัว)

3.บจก. นิว วาไรตี้ (29,000 ตัว)

4.บจก. พี.แอนด์.พี. อควาเรียม เวิลด์ เทรดดิ้ง (3,638 ตัว)

5.บจก. ไทย เฉียน หวู่ (2,950 ตัว)

6.บจก. แอดวานซ์ อควาติก (971 ตัว)

7.บจก. เอเชีย อะควาติคส์ (900 ตัว)

8.บจก. หมีขาว (700 ตัว)

9.หจก. วี อควอเรียม (130 ตัว)

10.บจก. สยาม ออร์นาเมนทอล ฟิช (122 ตัว)

11.หจก. สมิตรา อแควเรี่ยม (100 ตัว)

ถอดรหัส "ปลาหมอคางดำ" ผลวิจัย DNA ชี้! ไม่ได้มาจากแหล่งเดียว

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2567 ตัวแทน 5 บริษัทได้ออกมาชี้แจงว่า พวกตนไม่ได้ตั้งใจส่งออกปลาหมอคางดำ แต่เกิดจากข้อผิดพลาดของบริษัทชิปปิ้ง (Shipping) ที่กรอกชื่อวิทยาศาสตร์ผิด ใส่ชื่อ Sarotherodon melanotheron ลงไป ซึ่งทางกรมประมงตรวจสอบย้อนหลังพบว่า มีการกรอกชื่อวิทยาศาสตร์ผิดพลาดในระบบลักษณะนี้ถึง 212 ครั้ง จากการส่งออกปลาสวยงามทั้งหมดกว่า 24,000 ครั้งในช่วงดังกล่าว

 

ตลาดปลาสวยงามและการลักลอบ "ช่องโหว่ใหญ่" ของสัตว์น้ำต่างถิ่น

องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) เคยประเมินว่า ประเทศไทยมีการนำเข้าสัตว์น้ำต่างถิ่นผ่านตลาดปลาสวยงามมากกว่า 1,000 ชนิด เนื่องจากค่านิยมการเลี้ยงสัตว์แปลกและหายาก (Exotic Pets)

ถอดรหัส "ปลาหมอคางดำ" ผลวิจัย DNA ชี้! ไม่ได้มาจากแหล่งเดียว

นักวิชาการระบุว่า ตลาดปลาสวยงามและการลักลอบนำเข้าโดยไม่ผ่านการกักกันโรค คือช่องโหว่สำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาสัตว์น้ำต่างถิ่นระบาดในไทยมาแล้วหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น ปลาซัคเกอร์, กุ้งเครย์ฟิช, ปลาอัลลิเกเตอร์ (ปลาจระเข้), ปลาหมอบัตเตอร์ และ ปลาหมอมายัน ซึ่งหลายกรณีเป็นการนำเข้ามาขายอย่างผิดกฎหมายโดยไม่มีเอกสารอนุญาตตั้งแต่แรก

 

มุมมองชีววิทยา ’ปลาหมอคางดำ’ ไม่ใช่ "นักล่า" แต่เป็น ‘ปลาโตเร็วที่ต้องเร่งจัดการ’

แม้ปลาหมอคางดำจะสร้างปัญหาให้เกษตรกรจากการแพร่พันธุ์อย่างรวดเร็ว แต่งานวิจัยการวิเคราะห์อาหารในกระเพาะกลับพบว่า กว่า 80% ของอาหารที่มันกิน คือสาหร่ายสีเขียวและซากพืช มันจึงไม่ใช่ "ปลานักล่า" ที่ไล่จับปลาอื่นกินเป็นหลักอย่างที่หลายคนเข้าใจ และในธรรมชาติ ลูกปลาหมอคางดำ ยังตกเป็นอาหารของปลานักล่าพื้นเมืองอย่าง "ปลากะพงขาว" อีกด้วย

 

ปัจจุบัน หลายพื้นที่เริ่มปรับวิกฤตให้เป็นโอกาส ด้วยการเร่งจับปลาหมอคางดำมาแปรรูปทำน้ำปลา, สกัดก้างปลาทำแคลเซียมพรีเมียม, นำไปทำอาหารสัตว์ และใช้เป็นเหยื่อดักจับปู เพื่อตัดวงจรการขยายพันธุ์ควบคู่ไปกับการควบคุมทางชีวภาพอย่างเป็นระบบ

ถอดรหัส "ปลาหมอคางดำ" ผลวิจัย DNA ชี้! ไม่ได้มาจากแหล่งเดียว

สุดท้ายแล้ว ปัญหาการระบาดของปลาหมอคางดำไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการตามหาว่า "ใครคือต้นเหตุคนแรก" เท่านั้น แต่เป็นการหาทางแก้ไขปัญหา ที่ต้องดำเนินไปพร้อมกัน 2 ทาง ด้านหนึ่งคือการเร่งกำจัดและแปรรูปสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพื่อตัดวงจรปลาในธรรมชาติ และอีกด้านหนึ่ง คือ การยกกระดับมาตรการกักกันพืชและสัตว์ต่างถิ่นของภาครัฐให้รัดกุม เพื่อปิดช่องโหว่ไม่ให้เกิดบทเรียนซ้ำรอยเดิมกับ "เอเลี่ยนสปีชีส์" ชนิดใหม่ๆ ในน่านน้ำไทยอีกต่อไป