
"ทวี" แนะรัฐ เร่งแก้ปัญหา รวยกระจุกจนกระจาย ลั่น เลิกอุดรูรั่วด้วยเงินกู้
"ทวี" แนะรัฐ เร่งแก้ปัญหารวยกระจุกจนกระจาย ลั่น ถึงเวลาที่รัฐ ต้องเลิกอุดรูรั่วด้วยเงินกู้ แล้วหันมาซ่อมถังด้วยการสร้างความเป็นธรรม
เมื่อวันที่ 13 พ.ค.2569 ผู้สื่อข่าว รายงานว่า พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง หัวหน้าและ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ กล่าวว่า ต้องแก้ปัญหา "รวยกระจุก จนกระจาย" เลิกระบบ “หนี้และดอกเบี้ยเป็นของประชาชน แต่กำไรเป็นของกลุ่มทุนผูกขาด” ในขณะที่ฝ่ายค้านได้ยื่นเรื่องต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อส่งเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พ.ร.ก. กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 หรือไม่ ซึ่งเป็นกระบวนการตรวจสอบความชอบธรรมตามกฎหมายสูงสุดที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้
สิ่งที่ต้องพิจารณาควบคู่กัน คือ "ความไม่ชอบธรรมเชิงโครงสร้าง" ของระบบเศรษฐกิจที่เอื้อกลุ่มทุนผูกขาดและอำนาจเหนือตลาด ซึ่งสร้างความเหลื่อมล้ำที่ประชาชนต้องแบกรับเกิดจากโครงสร้างที่บิดเบี้ยว ดังนี้
1.วิกฤตค้าปลีกและอำนาจเหนือตลาด วงจร "เงินผ่านมือ" ตาม พ.ร.ก. วางกรอบว่าเม็ดเงินกู้ 200,000 ล้านบาทในงวดแรกจะส่งถึงประชาชนผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" แต่โครงสร้างปัจจุบันถูกออกแบบมาให้เงินไหลเข้าสู่ระบบนิเวศเศรษฐกิจที่คนตัวเล็กเสียเปรียบตั้งแต่วันแรก ความเหลื่อมล้ำในการแข่งขัน ร้านอาหารเล็ก ร้านค้าชุมชน และผู้ค้ารายย่อยจำนวนมาก ตกอยู่ในสภาวะที่ต้องพึ่งพาระบบค้าส่งของทุนขนาดใหญ่เพื่อจัดหาวัตถุดิบ ขณะเดียวกัน “ร้านสะดวกซื้อ” ในปี 2568 มีสูงถึง 15,945 แห่งทั่วประเทศ เมื่อรวมร้านขายส่งที่เป็นบริษัทเดียวกันอีกจึงมีรวมกันกว่า 21,000 แห่งทั่วประเทศ ครองส่วนแบ่งตลาดกว่า 70% เงินกู้รัฐจึงเป็นเพียง “เงินผ่านมือประชาชน” ที่สุดท้ายจะไหลกลับไปเป็นกำไรสะสมของกลุ่มทุนในเวลาอันสั้น เป็นโครงสร้างที่คนตัวเล็กถูกทิ้งไว้ข้างหลังเสมอ
2.วิกฤตพลังงาน ภาระประชาชนบนความมั่งคั่งของกลุ่มทุน ในขณะที่ประชาชนควักเนื้อจ่ายค่าน้ำมันจนแทบสิ้นเนื้อประดาตัว แต่งบการเงินไตรมาส 1/2569 ของบริษัทยักษ์ใหญ่โรงกลั่นน้ำมันกลับ “รวยจนทนไม่ไหว” กวาดกำไรสุทธิสูงถึง 19,481 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปีที่แล้วที่มีกำไรเพียง 2,458 ล้านบาท เท่ากับกำไรพุ่งพรวดเดียว 17,023 ล้านบาท หรือโตกว่า 450% ภายใน 3 เดือน! โดยเฉพาะรายได้จากการขายที่ทะยานสูงถึง 114,809 ล้านบาท ขณะที่รัฐบาลยังทำเป็นไขสือแสร้งตามหา “ไอ้โม่ง” ที่ฟันกำไรจากวิกฤตน้ำมันนี้คือเบาะแสชี้ถึงหลักฐานที่สำคัญ หรือกรณีกลุ่มไฟฟ้าเอกชนแห่งหนึ่งที่ขายไฟให้รัฐรายงานกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โตกว่า 40% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า กวาดกำไรเพิ่มขึ้นกว่า 1,490 ล้านบาท
ข้อมูลเชิงประจักษ์เหล่านี้คือหลักฐานที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า โครงสร้างพลังงานไทยกำลังป่วยขั้นรุนแรง ถึงเวลาที่รัฐบาลและรัฐสภาต้องหันมาซ่อมถังเศรษฐกิจที่รั่วให้ประชาชนเสียที
3.สร้างความรับผิดชอบหน่วยรับงบประมาณให้ใช้งบลงทุนตามเวลาที่ได้อนุมัติ ที่ผ่านมาใช้ไม่เกิน 20% เป็นเหตุให้งบค้างท่อจำนวนมาก ซึ่งในทางบัญชีบริหาร นี่คือความล้มเหลวอย่างร้ายแรงการกู้เงินมาแล้วใช้ไม่หมด แต่ "ดอกเบี้ยเดินตั้งแต่วินาทีแรก" คือการเอาเงินภาษีของประชาชนไปเผาทิ้งเปล่าๆ รัฐบาลกู้เงินเกินความสามารถในการเบิกจ่ายซึ่งเป็นการสร้างภาระโดยไม่จำเป็น ข้อมูลเชิงประจักษ์ ในปีงบประมาณ 2567-2568 รัฐต้องจ่ายดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมเงินกู้สูงถึง 451,000 ล้านบาท ภาระหนี้และดอกเบี้ยทั้งหมดนี้ตกอยู่กับประชาชนและลูกหลานในอนาคต
ผลคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างไรต้องรอติดตาม แต่ในมุมมองเชิงโครงสร้าง "ความยุติธรรมต้องมาก่อนเงินกู้" รัฐบาลต้องเลิกอุดรูรั่วด้วยการสร้างหนี้ ด้วยการคุ้มครองสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน รัฐต้องรักษาสัดส่วนการถือครองกิจการไฟฟ้า น้ำมัน และน้ำประปา ไว้ไม่น้อยกว่า 51% เพื่อให้รัฐยังมีอำนาจกำหนดนโยบาย ควบคุมราคา และรักษาผลประโยชน์ของประชาชน และเร่งแก้ไขหรือปฏิรูปกฎหมายแข่งขันทางการค้าให้เกิดความสมดุลการค้าระหว่างการค้าเสรีกับการป้องกันการผูกขาด การฮั้วราคา การขายตัดราคา และการใช้อำนาจเหนือตลาดเอาเปรียบผู้ประกอบการรายเล็ก โดยเฉพาะในภาคค้าปลีก ค้าส่ง และแพลตฟอร์มออนไลน์ ที่กลุ่มทุนขนาดใหญ่กำลังควบคุมทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำในเวลาเดียวกัน ประการสำคัญที่สุดคือการแก้ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำรัฐด้วยหลักการประชาธิปไตยและหลักนิติธรรมที่เข็มแข็ง เพื่อให้ประชาชนมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมั่นคง
ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนรอยต่อสำคัญทางประวัติศาสตร์ หากรัฐยังใช้นโยบายก่อหนี้เพื่อประคองโครงสร้างเศรษฐกิจแบบเดิมโดยไม่ปฏิรูปความเป็นธรรมเชิงโครงสร้าง วิกฤตจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ถึงเวลาที่รัฐต้องเลิกอุดรูรั่วด้วยเงินกู้ แล้วหันมาซ่อมถังด้วยการสร้างความเป็นธรรม หากไม่ทำเช่นนั้น เงินกู้ 400,000 ล้านบาทนี้ จะเป็นเพียงภาษีที่ประชาชนกู้มาเพื่อจ่ายเป็นกำไรปันผลให้กลุ่มทุนผูกขาดเท่านั้น



