
สั่งอัดฉีดด่วน! รัฐงัดน้ำมันสำรองทุ่มตลาด แก้ปมปั๊มร้าง-ยอดใช้พุ่ง 84 ล้านลิตร
รัฐบาลสั่งงัดน้ำมันสำรองอัดฉีดเข้าตลาดด่วน หลังยอดใช้ดีเซลพุ่งแตะ 84 ล้านลิตร/วัน ทำสถานีบริการป่วนอ้างโควตาหมด "พิพัฒน์" ยันภายในสัปดาห์นี้ต้องมีจ่ายทุกหัวจ่าย
23 มี.ค. 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม แถลงภายหลังการประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง หรือ ศบก. ว่า วันนี้มีการประชุมทำความเข้าใจกับผู้ค้าตามมาตรา 7 ทุกบริษัทและทางโรงกลั่นว่า ขณะนี้จากภาพข่าวในแต่ละวัน อาจเป็นความโกลาหลหรือความตื่นตระหนกในเรื่องของสถานีบริการต่างๆ ที่ไม่มีน้ำมันจ่ายให้กับประชาชน
จึงขอแจ้งให้คนไทยได้รับทราบว่า ในแต่ละวันทางโรงงานและผู้ค้าตามมาตรา 7 ได้นำน้ำมันอัดฉีดเข้าสู่ระบบสถานีบริการต่างๆเกือบ 10,000 สถานี ซึ่งสาเหตุที่เคยเติม 67 ล้านลิตรต่อวัน แต่ในช่วงระยะนี้ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 82-84 ล้านลิตร จึงไม่เพียงพอสำหรับผู้ใช้ในประเทศทั้งหมด
ทั้งนี้เมื่อ 21 มี.ค.ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีลงนามคำสั่ง ให้งดการเก็บน้ำมันสำรองของผู้ค้าตามมาตรา 7 รวมถึงโรงกลั่น ในวันที่ 31 มี.ค. เพิ่มขึ้นอีก 0.5% และ 30 เม.ย. เพิ่มขึ้นอีก 1.5% รวมจะมีน้ำมันสำรองถึง 3% ก็จะขอชะลอออกไป โดยให้คงไว้ซึ่งน้ำมันสำรองเพียง 1% เหมือนเดิม และเรายังมีการหารือว่าจะทำอย่างไรในการทำให้ผู้ค้าตามมาตรา 7 เจ็ดและโรงกลั่น ปล่อยน้ำมันโดยนำน้ำมันสำรองทุ่มเข้าสู่ตลาด เพื่อให้พอกับความต้องการของผู้ใช้ทั้งหมด เพราะฉะนั้นรัฐบาล โดยนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการว่าภายในสัปดาห์นี้ ทุกคนจะเห็นว่าไม่มีสถานีบริการใดที่บอกว่าไม่มีน้ำมันขาย ดังนั้นผู้ค้าตามมาตรา 7 ทุกบริษัทก็รับทราบ และจะพยายามปฏิบัติให้ได้ตามที่นายกฯ มีข้อสั่งการ ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากทุกบริษัท อีกทั้งทางโรงกลั่นก็พยายามกลั่นให้ได้ ค่าการกลั่น 100% หรือกลั่นเกินกว่า 100% เพื่อปล่อยน้ำมันทั้งหมดให้กับผู้ค้าตามมาตรา 7 เพื่อไปบรรเทาและผ่อนคลายให้กับผู้ใช้ได้อย่างเพียงพอ
นอกจากนี้ จะมีน้ำมันสูตรดีเซล B20 คาดว่าสุดสัปดาห์นี้ทางโออาร์ บางจาก และเชลล์ จะมีน้ำมันสูตรนี้ให้บริการกับผู้ใช้ทางด้านอุตสาหกรรม และขายผ่านทางจ็อบเบอร์ออกไป (ไม่ขายผ่านสถานี) โดยจะมีจุดจ่ายภาคใต้ภาคใต้ที่ จ.สงขลา และสุราษฎร์ธานี ส่วนภาคกลาง อยู่ที่บางปะอิน สระบุรี และศรีราชา อีกทั้งนายกฯ ได้อนุโลมให้กลุ่มที่ทำประมง ใช้ B20 ด้วย เพราะขณะนี้น้ำมันเขียวราคาค่อนข้างสูงมาก ตามสมาคมประมงเสนอมา
โดยราคา B20 มีส่วนต่าง B7 ถึงลิตรละ 5 บาท ทางรัฐบาลจึงหารือกับกระทรวงพลังงาน ในการออก B20 เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร โดยเราสามารถพยุงปาล์มน้ำมัน โดยเฉพาะปาล์มทะลาย ให้ราคาคงที่ เป็นการช่วยเหลือเกษตรกรอีกทาง
ส่วนที่สมาคมโลจิสติกส์การขนส่งภาคใต้ ให้ข่าวขู่งดเดินรถ หากรัฐบาลยังไม่แก้ปัญหาน้ำมัน ซึ่งจะกระทบต่อการขนส่งสินค้านั้น นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ตนได้แจ้งไปแล้วว่าผู้ค้าตามมาตรา 7 จะปล่อยน้ำมันผ่านจ๊อบเบอร์ ซึ่งในอดีตในระบบโลจิสติกส์ บริษัทขนส่งต่างๆ ไม่ได้เติมน้ำมันจากสถานีบริการ แต่โดยวิธีการซื้อน้ำมันผ่านจ๊อบเบอร์ แล้วไปใส่ในแท้งค์ของตัวเอง ในไซด์งานของตัวเอง แล้วเติมใส่รถของตัวเอง แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงนี้ ผู้ค้าตามมาตรา 7 ก็จะขายน้ำมันให้จ๊อบเบอร์ตามปกติ เพราะฉะนั้นเชื่อว่าตรงนี้จะแก้ปัญหาได้
ส่วนเรื่องการกักตุนน้ำมัน จากที่หน่วยเฉพาะกิจที่นายกฯ ตั้งขึ้นมา และโดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทย ที่สั่งการให้ผู้ว่าฯ ทุกจังหวัด กำชับนายอำเภอ ลงตรวจทุกสถานีบริการ และตรวจสอบผู้ค้าตามมาตรา 7 และมาตรา 10 หรือจ๊อบเบอร์ ว่ามีการกักตุนน้ำมันหรือไม่ ซึ่งจากการตรวจสอบยังไม่พบ นอกเหนือจากที่เจอ จ.อ่างทอง และเมื่อวานทราบว่ามีความพยายามส่งออกน้ำมันไปประเทศเพื่อนบ้าน 20,000 กว่าลิตร ก็ยังต้องตรวจสอบต่อ ตอนนี้ยังไม่กล้ายืนยันว่าจะมีหรือไม่มีไอ้โม่ง แต่ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบอย่างละเอียด ถ้าตรงไหนที่ประชาชนเห็นว่ามีปัญหาหรือมีพฤติกรรมที่ไม่ดี ขอให้แจ้งเข้ามา ศบก.จะได้ดำเนินการตรวจสอบต่อไป
ด้าน นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวว่า จากที่นายกฯ ออกคำสั่งให้ติดประกาศราคาที่คลังน้ำมัน ซึ่งเติมไม่เคยมี และไม่ให้สูงเกินกว่าราคาสถานีบริการ ตรงนี้ดำเนินการเรียบร้อยแล้ว และในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมา ทางกระทรวงยุติธรรม โดยดีเอสไอ ร่วมกับ กรมธุรกิจพลังงาน ได้ลงตรวจคลังน้ำมัน 8 จุด ทั้งปตท. ที่คลองเตย , คลังบางจาก , คลังน้ำมันของเชลล์ , คลังน้ำมันของร้านค้าปลีกที่ลำลูกกา , คลังน้ำมันท่อส่งปิโตรเลียมไทย , คลังน้ำมันของไออาร์พีซี ที่สมุทรปราการ และบริษัท พีเอสพี สเปเชียลตี้ ที่สมุทรสาคร ยังไม่พบความผิดปกติ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นก็เข้าใจว่ามาจากปัญหาน้ำมันตามปั๊มขาดอยู่ ซึ่งระบบการขนส่งจากคลังออกไปยังสถานีบริการต่างๆ มี 2-3 เรื่องด้วยกันคือ มีการส่งทางท่อไปที่คลังน้ำมันปลายทาง และไปรับที่ปลายทางด้วยรถขนน้ำมัน และมีการใช้รถขนน้ำมันและเรือ ที่ไปภาคใต้
ยกตัวอย่าง การส่งน้ำมันทางท่อ เวลาส่งไม่ได้หมายความว่าจะส่งน้ำมันทุกชนิดในเวลาเดียวกันได้ แต่จะมีปฏิทินการส่ง อย่างวันนี้อาจจะส่งน้ำมันชนิดนี้ วันต่อไปส่งอีกชนิดหนึ่ง ก็ทำให้ในช่วงที่มีการเติม น้ำมันที่สถานีบริการสูงมากกว่าช่วงเวลาปกติ ก็ทำให้การส่งน้ำมันจากคลังผ่านทางท่อไปยังปลายทาง และขึ้นรถไปส่งที่สถานีบริการ จะทำได้ล่าช้าเล็กน้อย แต่โดยรวมจากที่มีการรายงานในวันนี้ สถานการณ์แต่ละปั๊ม เริ่มปรับตัวดีขึ้น เพราะให้มีการขนส่งน้ำมันได้ 24 ชั่วโมง เช่น บางจาก มี 400 กว่าสถานี ที่ขาดน้ำมัน ตอนนี้ก็พยามตั้งเป้าให้ลดลง คาดว่าจะลดลงมาได้ไม่ถึง 200 ปั๊ม ทั้งนี้ ขอย้ำว่ามีน้ำมัน เพราะตัวเลขที่ตนเช็คจากกรมศุลกากร น้ำมันดิบวิ่งเข้ามาในประเทศ ตั้งแต่ 1-20 มีนาคม น้ำมันดิบเข้าประเทศมาแล้ว 3400 กว่าล้านลิตร ก็เพียงพอที่จะกลั่นใช้ในประเทศ เพียงแต่น้ำมันดิบที่เรากลั่นออกมาเป็นน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศ ก็มีกำลังการกลั่น 175 ล้านลิตร คิดเฉพาะดีเซลอยู่ที่ 77 ล้ารลิตรต่อวัน ที่ผ่านมาใช้ 67 ล้านลิตร แต่ตอนนี้ความต้องการเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 84 ล้านลิตร ซึ่งทางโรงกลั่นก็พยายามเพิ่มกำลังการผลิต แต่เพิ่มได้เต็มที่ก็ไม่มากนัก เช่นจาก 100% ก็มาเป็น 110%
ขณะเดียวกัน เมื่อมีการผ่อนคลายการเก็บน้ำมัน ก็ยืดเวลาออกไป ทำให้สถานการณ์น่าจะดีขึ้น ซึ่งจากการตรวจของดีเอสไอและกระทรวงยุติธรรม ยังไม่พบสิ่งผิดปกติ และยังมีการตรวจของกรมการปกครองทั่วประเทศ ประมาณ 9387 แห่ง พบว่าประมาณ 8000 แห่ง มีปัญหาด้านการขนส่งขาดน้ำมันบางชนิด
ส่วนที่บอกว่าหลายปั๊มให้ข้อมูลว่าโควตาหมดแล้ว จะรับน้ำมันใหม่อีกที 1 เมษายน ช่วงระหว่างนี้จะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างไร นายดนุชา กล่าวว่า เรื่องนี้ตนได้สอบถามกับผู้ค้าที่เป็นข่าวคือบางจาก ซึ่งช่วงที่ผ่านมาปริมาณการขายน้ำมันต่อวันพุ่งสูงเกินกว่าที่เคยทำมา ทำให้โควตาน้ำมันของสถานีนั้นในเดือนนั้นเต็มแล้ว อีกทั้งยังไม่มีการผ่อนคลายเรื่องสำรองน้ำมันที่เพิ่มขึ้น 0.5% แต่เมื่อให้มีการผ่อนคลายแล้ว ทางบางจากก็สามารถเอาน้ำมันส่งไปยังผู้ค้าสถานีบริการเหล่านั้นได้ ดังนั้นภาครัฐก็ต้องติดตามดูว่า จริงๆแล้วเกิดเหตุการณ์แบบนี้โดยที่น้ำมันจะถูกส่งไปสถานีบริการเหล่านั้น ตามที่บอกไว้หรือไม่ ซึ่งกระทรวงมหาดไทยก็จะส่งคนไปตรวจ



