
แนะปชช. 5 วิธีรัดเข็มขัด เตรียมเงินสำรอง 3-6 เดือน สู้ศึกค่าไฟ-ก๊าซหุงต้มจ่อขยับ
ของแพงมาแน่ "สภาผู้บริโภค" แนะ 5 วิธีรัดเข็มขัด สู้ศึกค่าไฟ-ก๊าซหุงต้มจ่อขยับ เช็กเงินในกระเป๋าต้องมีสำรองฉุกเฉิน 3-6 เดือน ย้ำ! อย่าตระหนกกักตุนของ
วิกฤตซ้อนวิกฤต! เมื่อเปลวไฟแห่งสงครามในตะวันออกกลางยังไม่มีทีท่าจะมอดดับ ส่งแรงกระเพื่อมเขย่าเศรษฐกิจโลกจนถึงกระเป๋าเงินคนไทย ล่าสุด "สภาผู้บริโภค" ออกโรงเตือน พลังงานพุ่งเป็นโดมิโน่ดันราคาสินค้าขยับตัว 5-10% จับตาพ่อค้าแม่ค้าเริ่มปรับกลยุทธ์ "ขายเท่าเดิมแต่ลดปริมาณ"
นางชูเนตร ศรีเสาวชาติ อนุกรรมการด้านสินค้าและบริการทั่วไป สภาผู้บริโภค แนะประชาชนเตรียมความพร้อมรับมือค่าครองชีพที่อาจเพิ่มขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเสนอ 5 แนวทางสำคัญ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงทางการเงินของครัวเรือน ได้แก่
1. วางแผนการเงินอย่างรัดกุม โดยควรจดบันทึกรายรับ–รายจ่าย ตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น เช่น ลดการซื้อสินค้าเกินความจำเป็น หรือปรับพฤติกรรมการบริโภคให้เหมาะสม หรือวางแผนการทำอาหารเองเพื่อร่วมลดค่าใช้จ่าย
2. มีเงินสำรองฉุกเฉินอย่างน้อย 3–6 เดือน เพื่อรักษาสภาพคล่องในครัวเรือนและรองรับเหตุการณ์ไม่คาดคิด เช่น การเจ็บป่วยหรือความไม่มั่นคงด้านรายได้
3. สำรองสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างเหมาะสม และไม่จำเป็นต้องกักตุนสินค้า แต่สามารถสำรองเพิ่มจากปริมาณปกติประมาณ 10% พร้อมเน้นสินค้าจำเป็น เช่น ข้าวสาร ยารักษาโรค ผ้าอนามัย หรือผ้าอ้อมเด็ก
4. เปรียบเทียบราคาและระวังสินค้าราคาถูกผิดปกติ โดยตรวจสอบราคาจากหลายแหล่งทั้งในร้านค้าและออนไลน์ และควรตรวจสอบฉลากสินค้า วันหมดอายุ และคุณภาพสินค้าอย่างละเอียด
5. สนับสนุนสินค้าไทยและสินค้าโอท็อป โดยการเลือกใช้สินค้าไทยหรือสินค้าชุมชนสามารถช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้า สนับสนุนเศรษฐกิจท้องถิ่น และช่วยสร้างความมั่นคงให้กับห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ
นางชูเนตร กล่าวว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังยืดเยื้อ รวมถึงการปิดช่องแคบฮอร์มุชซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น และอาจกระทบต่อต้นทุนสินค้าอุปโภคบริโภคในอนาคต แม้ปัจจุบันรัฐบาลจะมีมาตรการตรึงราคาพลังงาน แต่ในทางปฏิบัติไม่สามารถควบคุมต้นทุนทั้งหมดได้ เนื่องจากน้ำมันคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 10–20% ของต้นทุนโลจิสติกส์ ดังนั้นหากสถานการณ์ยืดเยื้อ ต้นทุนสินค้าและบริการอาจมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 5–10% ในระยะต่อไป
ขณะเดียวกัน สภาผู้บริโภคได้ลงพื้นที่สำรวจตลาดสดในกรุงเทพฯ พบสัญญาณการปรับตัวของสินค้าในลักษณะ “ราคาเท่าเดิมแต่ปริมาณลดลง” ในสินค้าบางประเภท สะท้อนแรงกดดันด้านต้นทุนที่ผู้ประกอบการเริ่มรับมือด้วยการลดขนาดหรือปริมาณสินค้าแทนการปรับขึ้นราคา นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงจากการขาดแคลนเม็ดพลาสติก ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของบรรจุภัณฑ์ และอาจเป็นอีกปัจจัยที่เพิ่มต้นทุนสินค้าในระยะต่อไป
ทั้งนี้ หากสถานการณ์ยืดเยื้ออาจส่งผลต่อค่าไฟฟ้าและค่าก๊าซหุงต้มในอนาคต ขณะที่รายได้ของผู้บริโภคยังอยู่ในระดับเท่าเดิม ส่งผลให้ภาระค่าครองชีพเพิ่มขึ้นและกำลังซื้อของครัวเรือนลดลง โดยสภาผู้บริโภคได้ร่วมกับเครือข่ายทั่วประเทศติดตามและตรวจสอบราคาสินค้าอย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมจัดทำหนังสือเสนอหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์ ผลักดันนโยบายส่งเสริมการใช้สินค้าไทยและสินค้าโอท็อป เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าและช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนในระยะยาว
ย้ำเตือน! ผู้บริโภคระวังมิจฉาชีพที่อาจฉวยโอกาสจำหน่ายสินค้าปลอมหรือสินค้าคุณภาพต่ำในราคาถูกผิดปกติ โดยควรตรวจสอบฉลากสินค้า วันหมดอายุ และคุณภาพสินค้าอย่างรอบคอบ หากพบการขายสินค้าเกินราคา ไม่แสดงป้ายราคา หรือสินค้าที่ไม่มีคุณภาพ สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 สายด่วน สคบ. 1166 หรือผ่านช่องทางของสภาผู้บริโภค เพื่อปกป้องสิทธิของผู้บริโภคต่อไป



