
เครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ ปรับขึ้นราคาไข่แผงละ 6 บาท
เครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ แจ้งปรับราคาไข่ไก่ขึ้น แผงละ 6 บาท มีผล 16 มี.ค.นี้ ยันเป็นไปตามภาวะตลาด ไม่ใช่ตามความต้องการของคนเลี้ยง
สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ ประกอบด้วย สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่แปดริ้ว จำกัด, สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่เชียงใหม่-ลำพูน จำกัด, สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ชลบุรี จำกัด และสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่แม่น้ำน้อย จำกัด ได้ออกประกาศแจ้งไปยังสมาชิกสหกรณ์และเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ ปรับขึ้นราคาไข่ไก่คละ หน้าฟาร์ม 20 สตางค์/ฟอง หรือ 6 บาทต่อแผง ทำให้ราคาแนะนำปรับเพิ่มขึ้นจาก 3.20 บาท/ฟองอยู่ที่ 3.40 บาท/ฟอง มีผลตั้งแต่วันที่ 16 มี.ค. 2569 เป็นต้นไป ทั้งนี้หากมีการเปลี่ยนแปลงราคาจะแจ้งให้ทราบภายหลัง
นายมาโนช ชูทับทิม นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ กล่าวถึงที่มาในการประกาศราคาไข่ไก่ เดิมเป็นของสมาคมผู้ผลิต ผู้ค้า ไข่ไก่ แต่โดนกระทรวงพาณิชย์เพ่งเล็งเรื่องกฎหมาย เกษตรกรเลยมาคิดกันว่า สินค้าของเรา เราควรมีสิทธิ์ประกาศ ความจริงคือ ถ้าประกาศแล้วคนไม่ซื้อ เขาก็ไม่เชื่อถือไปเอง การประกาศก็จะไม่ศักดิ์สิทธิ์ สิ่งที่เราทำคือ "ราคาแนะนำ" ไม่ได้บังคับว่าต้องซื้อตามนี้ ในวงการคุยกันขำๆ ว่า ราคาที่ประกาศเนี่ย "ประกาศไว้ไม่ให้ขายเกิน" เพราะถ้าช่วงไหนขายดี คนก็อยากขายแพงกว่านั้น แต่ราคาประกาศมันค้ำไว้ ในทางกลับกันถ้าโดนกดราคา เราก็ต้องขายเพราะไม่รู้จะเอาไปขายใคร
หัวใจสำคัญของการประกาศราคาคือ "ความเชื่อถือศรัทธา" ประกาศไปแล้วสังคมยอมรับไหม ทั้งผู้ค้า คนเลี้ยง และผู้บริโภค การประกาศต้องดูภาวะตลาดและกลไกราคา ตลาดในที่นี้คือคนซื้อและคนขาย และต้องเป็นตลาดที่ค่อนข้างเสรี ไม่ใช่ผูกขาด ถ้าผูกขาดราคาจะขึ้นข้างเดียวแบบ Monopoly การประกาศราคาช่วงนี้คนอาจไม่ยอมรับแต่ก็ต้องยอมรับ อาจจะลดลงทีละ 10-20 สตางค์ก็ว่ากันไป เพราะไข่แต่ละฟาร์มคุณภาพต่างกัน สวยบ้างไม่สวยบ้าง สดบ้างไม่สดบ้าง มีเงื่อนไขเยอะ ทั้งเงินสดเงินเชื่อ คนเรานิ้วยังยาวไม่เท่ากัน ลูกค้า 100 คนเรายังขายราคาไม่เท่ากันเลย เพราะเงื่อนไขต่างกัน
อย่างไรก็ดี การประกาศราคาหรือราคาแนะนำ (Price Control) เราทำเพื่อให้เป็นไปตามภาวะตลาด ไม่ใช่ตามความต้องการของคนเลี้ยง ถ้าคนไม่กิน คุณจะปั้นราคายังไงก็ไม่มีประโยชน์ ไม่ต้องกังวลว่าเราจะเอาเปรียบสังคม ผมกล้ารับรองว่าไม่มีทางเอาเปรียบได้ ขอให้ยอมรับและติดตามการทำงานของพวกเราต่อไปด้วย
นายมาโนช กล่าววว่า ปีที่แล้วผมพยายามเสนอให้มีการทบวนมาตรการต่างๆ ในการกระจายพันธุ์สัตว์ซึ่งเป็นปัญหาหลัก ตอนนี้คนเลี้ยงน้อยก็อยากเลี้ยงมาก คนเลี้ยงมากก็ยิ่งจะเลี้ยงเพิ่ม คนไม่เคยเลี้ยงก็เข้ามาเลี้ยง ถามว่าทำไม? ก็เพราะเลี้ยงแล้วมีความมั่นคงในระดับหนึ่งและมีกำไร ใครๆ ก็อยากได้พันธุ์สัตว์เพิ่ม แต่ถ้าเปิดเสรีแล้วเกิดภาวะขาดทุนหรือเจ๊งขึ้นมา คุณจะยังอยากได้อยู่ไหม? วันนี้คิดอย่างหนึ่ง แต่วันหน้าอาจคิดอีกอย่าง ทฤษฎีนี้รู้กันหมดคือ "เลี้ยงน้อยกำไรมาก เลี้ยงมากกำไรหมด"



