
โครงสร้างภาษีซ้ำเติมทางตัน! หนุนบุหรี่เถื่อนทะลักตลาด
โครงสร้างภาษีซ้ำเติมทางตัน! หนุนบุหรี่เถื่อนทะลักตลาดซ้ำเติมวิกฤต ถึงเวลายกเครื่องชุดนโยบายยาสูบทั้งกระบวน?
ทำไมบุหรี่เถื่อนไม่หายไป ทั้งที่รัฐทั้งปราบปรามและใช้มาตรการที่เข้มขึ้นเรื่อยๆ? คำถามนี้ไม่ควรถูกตอบด้วยภาพการจับกุมครั้งล่าสุด หรือปริมาณบุหรี่เถื่อนที่ยึดได้ในข่าวรายวัน เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมาแม้การปราบปรามเข้มข้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่บุหรี่เถื่อนกลับไม่เคยหายไปจากระบบเศรษฐกิจและชีวิตประจำวันของคนไทย หากมองปัญหานี้เพียงในมิติการปราบปรามและบังคับใช้กฎหมาย คำอธิบายอาจจบลงที่ “เจ้าหน้าที่ไม่พอ” หรือ “เครือข่ายอาชญากรรมซับซ้อน” หรือ “คอรัปชั่น” แต่หากมองในเชิงนโยบาย คำถามสำคัญกว่าคือ เหตุใดระบบที่ออกแบบมาเพื่อควบคุม กลับผลิตแรงจูงใจให้การหลบเลี่ยงภาษีและการกระทำผิดกฎหมายอย่างไม่เกรงกลัวเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งฝั่งผู้ขายและผู้ซื้อ 24.9% ของสัดส่วนบุหรี่เถื่อนในตลาดคือสัญญาณเชิงโครงสร้าง
เพจภาคียาสูบประเทศไทยได้โพสต์ขอบคุณรัฐบาลในการเริ่มเอาจริงกับการควบคุมปราบปรามบุหรี่เถื่อนในปี 2568 ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ทางภาคียาสูบฯได้วอนขอรัฐบาลชุดใหม่ดำเนินมาตรฐานเร่งด่วนและจริงจัง เนื่องจากยอดบุหรี่เถื่อนในประเทศไทยยังสูงอยู่มากและสร้างผลกระทบโดยตรงต่อพี่น้องเกษตรกรชาวไร่ยาสูบในประเทศไทย
ผลการสำรวจซองบุหรี่เปล่า (Empty Packs Survey: EPS) ในไตรมาส 3 ของปี 2568 ที่ผ่านมาระบุว่า บุหรี่ที่มิได้เสียภาษีในประเทศไทยคิดเป็น 24.9% ของการบริโภคทั้งหมด หรืออาจกล่าวได้ว่าบุหรี่เถื่อนจะปนอยู่ในบุหรี่ที่เสียภาษีถูกต้องทุกๆ สี่มวน
ตัวเลขนี้อาจถูกมองว่า “ดีขึ้น” เมื่อเทียบกับช่วงต้นปี 2568 ซึ่งสัดส่วนของบุหรี่เถื่อนอยู่ที่ 28.1% แต่ในเชิงโครงสร้างตลาดที่เกือบหนึ่งในสี่ยังคงอยู่นอกระบบภาษีและการกำกับดูแลของรัฐย่อมไม่อาจอธิบายได้ด้วยเหตุผลเชิงปฏิบัติการเพียงเท่านั้น เพราะหากการบังคับใช้กฎหมายคือคำตอบหลัก สัดส่วนดังกล่าวควรลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญหรืออย่างน้อยไม่ควรทรงตัวในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง
ที่สำคัญ บุหรี่เถื่อนที่พบส่วนใหญ่ไม่สามารถระบุเส้นทางแหล่งที่มาซึ่งสะท้อนว่าปัญหาอยู่ที่กลไกการจัดเก็บภาษีรวมถึงกลไกการตรวจติดตามสินค้าที่ยังไม่มีประสิทธิผลครอบคลุมตลาดได้จริงEPS จึงไม่ใช่เพียงรายงานสถานการณ์ หากแต่เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า ระบบกำลังสูญเสียความสามารถในการดึงตลาดกลับเข้าสู่กรอบกฎหมาย
ภาษีสองอัตรา: เมื่อความซับซ้อนกลายเป็นแรงจูงใจ
โครงสร้างภาษียาสูบของไทยในปัจจุบัน เป็นภาษีแบบสองอัตรา คำนวณจากทั้งมูลค่าและปริมาณต่อซอง ซึ่งในทางทฤษฎีมีเป้าหมายเพื่อลดการบริโภคและเพิ่มรายได้รัฐ
แต่ในทางปฏิบัติ ภาษีที่ซับซ้อนและเพิ่มภาระต้นทุนอย่างรวดเร็ว กลับสร้างผลลัพธ์อีกด้านหนึ่ง นั่นคือ การขยายช่องว่างราคาอย่างมีนัยสำคัญระหว่างบุหรี่ถูกกฎหมายกับบุหรี่ผิดกฎหมาย
ราคาบุหรี่ในระบบที่สูงขึ้นไม่ได้ทำให้จำนวนผู้สูบบุหรี่ลดลง แต่ผู้บริโภคปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหันไปหาทางเลือกที่ต้นทุนต่ำกว่า ขณะเดียวกัน เครือข่ายลักลอบค้าก็ได้รับแรงจูงใจทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนขึ้น ในจุดนี้ บุหรี่เถื่อนไม่ได้เติบโตเพราะความต้องการใหม่ หากแต่เติบโตเพราะนโยบายผลักความต้องการเดิมออกจากระบบ
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ตลาดมืดไม่ได้เกิดขึ้น “สวนทาง” กับนโยบาย แต่เกิดขึ้น “เพราะ” นโยบายในรูปแบบที่เป็นอยู่
บทเรียนจากอาเซียน
สำนักข่าว New Straits Times ที่ประเทศมาเลเซียรายงานว่าปัญหาการค้ายาสูบผิดกฎหมายเป็นความท้าทายเชิงโครงสร้างของทั้งภูมิภาคอาเซียน จากรายงาน Illicit Tobacco Trade and Fiscal Losses in ASEAN: A Comparative Analysis ของ Center for Market Education (CME) เมื่อเดือนตุลาคม 2568 ชี้ว่า ภายในเวลาเพียง 3 ปี ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สูญเสียรายได้จากภาษียาสูบรวมกันมากกว่า 11,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อันเป็นผลจากการขยายตัวของตลาดผิดกฎหมายที่เกิดควบคู่กับการจัดเก็บภาษีที่เข้มข้นขึ้น
อินโดนีเซียมีสัดส่วนยาสูบผิดกฎหมายเพียง 10.77% แต่ด้วยขนาดตลาดที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค ทำให้รัฐสูญเสียรายได้สูงถึง 1.68 พันล้านดอลลาร์ต่อปี ขณะที่ประเทศไทยมีสัดส่วนตลาดผิดกฎหมายสูงถึง 28.1% (ในช่วงต้นปี 2568) แม้ความสูญเสียเชิงตัวเงินจะอยู่ที่ 560 ล้านดอลลาร์ต่อปี ซึ่งต่ำกว่าอินโดนีเซียและมาเลเซีย แต่ผลกระทบทางการคลังกลับเด่นชัด
กรณีของมาเลเซียสะท้อนกับดักนโยบายภาษีอย่างชัดเจน การปรับขึ้นภาษียาสูบอย่างรุนแรงในปี 2015 ทำให้ตลาดบุหรี่ผิดกฎหมายขยายตัวจนปัจจุบันครองสัดส่วนราว 55% ของตลาดทั้งหมด ส่วนฟิลิปปินส์ซึ่งเคยเพิ่มรายได้จากการปฏิรูปภาษีได้ในระยะแรก กลับเผชิญภาวะรายได้ถึงจุดสูงสุดในปี 2021 ก่อนลดลงต่อเนื่อง สะท้อนความเสี่ยงของการก้าวข้ามจุดเพิ่มรายได้สูงสุด
สิงคโปร์เป็นประเทศเดียวที่ประสบความสำเร็จ ด้วยสัดส่วนบุหรี่ผิดกฎหมายเพียง 3% และความสูญเสียต่ำมาก บทเรียนจากอาเซียนเหล่านี้สะท้อนว่าการจัดเก็บภาษียาสูบจะมีประสิทธิผลได้ก็ต่อเมื่อ อัตราภาษีที่เก็บได้จริง การบังคับใช้กฎหมาย และความน่าเชื่อถือของรัฐ เดินไปพร้อมกัน
ภาษีอัตราเดียว: เมื่อการแก้โครงสร้างคือทางออกจากตลาดมืด
เมื่อภาษีกลายเป็นปัจจัยที่ผลักผู้บริโภคและผู้ค้าออกจากระบบ มากกว่าดึงให้กลับเข้ามา ปัญหาบุหรี่เถื่อนจึงไม่ใช่อุบัติเหตุ หากแต่เป็นผลลัพธ์ของโครงสร้างภาษียาสูบที่ซับซ้อนและตั้งอัตราสูงเกินศักยภาพของตลาด ในบริบทเช่นนี้ การเพิ่มความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายเพียงอย่างเดียวอาจช่วยชะลอปัญหาได้ชั่วคราว แต่ไม่อาจแก้ที่ต้นตอ ข้อเสนอที่หลายฝ่ายเห็นตรงกันจึงมุ่งไปที่การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตยาสูบให้เรียบง่าย โดยจัดเก็บในอัตราเดียวในระดับที่เหมาะสม พร้อมแผนการปรับแบบค่อยเป็นค่อยไป และการปราบปรามสินค้าเถื่อนควบคู่กันอย่างจริงจัง
แนวทางนี้สอดคล้องกับคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกที่ชี้ว่า ภาษีที่เรียบง่ายและจัดเก็บตามปริมาณ ช่วยลดช่องโหว่ในการเลี่ยงภาษี ลดแรงจูงใจในการค้าผิดกฎหมาย และทำให้รัฐสามารถกำกับตลาดได้จริง เมื่อช่องว่างราคาหดแคบ ตลาดมืดก็ย่อมหดตัวตามกลไกเศรษฐกิจ
ภาษียาสูบอัตราเดียวที่เหมาะสมไม่ใช่การอ่อนข้อให้การบริโภค แต่เป็นการออกแบบระบบใหม่ เพื่อไม่ให้ภาษีทำหน้าที่สร้างตลาดมืดเสียเอง และเปิดทางให้รัฐดึงทั้งรายได้ การควบคุม และความเป็นธรรม กลับคืนสู่ระบบอย่างยั่งยืน
เมื่อบุหรี่เถื่อนยังครองพื้นที่เกือบหนึ่งในสี่ของตลาด ปัญหานี้จึงไม่อาจอธิบายได้ด้วยการบังคับใช้แต่เพียงกฎหมาย หากแต่สะท้อนว่าโครงสร้างภาษียาสูบที่ใช้อยู่กำลังทำงานสวนทางกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ เมื่อภาษีซับซ้อนและสูงเกินศักยภาพของระบบ ตลาดมืดก็ไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่เป็นผลลัพธ์ที่คาดการณ์ได้ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าจะปราบปรามให้เข้มขึ้นอีกแค่ไหน แต่คือ เราจะกล้าปรับโครงสร้างภาษีใหม่ เพื่อไม่ให้ภาษีเป็นตัวสร้างตลาดมืดเสียเองหรือไม่?



