การใช้พลังงานของประเทศไทยในอดีตส่วนใหญ่จะพึ่งพิงการใช้น้ำมันและถ่านหินเป็นหลัก จนกระทั่งเมื่อประเทศไทยมีการสำรวจพบแหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย เราจึงสามารถผลิตก๊าซปิโตรเลียมเหลว หรือ LPG ที่เป็นผลิตภัณฑ์จากการแยกก๊าซธรรมชาติ มีราคาที่ต่ำกว่าเชื้อเพลิงชนิดอื่น และมีความมั่นคงในการจัดหามากกว่าจากการที่เรามีแหล่งก๊าซธรรมชาติมาใช้ตอบสนองความต้องการใช้พลังงานในประเทศได้ รัฐบาลจึงมีนโยบายในการส่งเสริมการใช้ LPG ทำให้ให้ความต้องการใช้ภายในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนบางช่วงเวลาภาครัฐต้องนำเข้า LPG จากต่างประเทศเข้ามาเพื่อให้ประชาชนได้ใช้อย่างเพียงพอ


    

การจัดหา LPG ของไทยในปัจจุบัน มาจาก 3 แหล่งหลัก คือ การผลิตจากก๊าซธรรมชาติที่มีในอ่าวไทยของโรงแยกก๊าซ การผลิตจากน้ำมันดิบของโรงกลั่นซึ่ง LPG เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นน้ำมันของโรงกลั่น และการนำเข้า LPG หรือ สารตั้งต้นในการผลิต LPG จากต่างประเทศ โดยปัจจุบันประเทศไทยมีการผลิตและจัดหาก๊าซ LPG จากโรงแยกก๊าซธรรมชาติร้อยละ 62 จากโรงกลั่นน้ำมันร้อยละ 34 และจากการนำเข้าร้อยละ 4 จึงทำให้ประเทศไทยมีการผลิตก๊าซ LPG ในประเทศประมาณร้อยละ 96 แม้ว่าก๊าซ LPG จากโรงกลั่นจะเป็นการผลิตในประเทศก็จริง แต่วัตถุดิบที่นำมาผลิตก็ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายในการนำเข้า การขนส่งเกิดขึ้นจริง แต่อยู่ในรูปของการนำเข้าน้ำมันดิบ ดังนั้นการผลิตก๊าซ LPG ที่ใช้วัตถุดิบในประเทศ จึงอยู่ที่ประมาณร้อยละ 60 ไม่ได้สูงถึงร้อยละ 90 แต่อย่างใด 
    

อย่างไรก็ดี หลังปี 2565 กำลังการผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยจะลดลงประมาณร้อยละ 30 จากการลดลงของก๊าซธรรมชาติแหล่งเอราวัณและบงกช ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยจำเป็นต้องมีการนำเข้าก๊าซ LPG เพิ่มมากขึ้นในอนาคต ภาครัฐจึงได้มีนโยบายเปิดเสรีธุรกิจก๊าซปิโตรเลียมเหลวทั้งระบบ และปรับโครงสร้างราคา LPG มาเป็นการอ้างอิงราคา ณ โรงกลั่นด้วยราคานำเข้า แทนการเฉลี่ยราคาตามแหล่งจัดหา เพื่อจูงใจให้มีผู้นำเข้า LPG เข้ามาจำหน่ายภายในประเทศเพิ่มมากขึ้น โดยในส่วนของ LPG จากโรงแยกก๊าซธรรมชาติที่ปกติมีราคาต่ำกว่าราคานำเข้า รัฐก็ใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงกำหนดอัตราเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อให้มีต้นทุนใกล้เคียงกับผู้นำเข้ารายอื่น และให้สามารถแข่งขันได้บนพื้นฐานที่เท่าเทียมกัน และกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงก็จะนำรายได้จากโรงแยกก๊าซฯ ดังกล่าวมาใช้ในการรักษาเสถียรภาพราคาขายปลีกในประเทศ ส่งผลให้ราคาLPG ที่ประชาชนต้องจ่ายจริงในปัจจุบันยังคงถูกกว่าราคาจากการนำเข้า แม้จะมีการอ้างอิงราคาเนื้อก๊าซ LPG ด้วยราคานำเข้าแล้วก็ตาม
    

ดังนั้น กระทรวงพลังงาน ได้มีการเตรียมการล่วงหน้าเพื่อรองรับการนำเข้าที่จะเพิ่มสูงขึ้นที่อาจเกิดขึ้นได้ในไม่กี่ปีข้างหน้า จึงเป็นที่มาของนโยบายการเปิดเสรีธุรกิจก๊าซ LPG เพื่อให้บุคคลที่สาม สามารถเข้ามาแข่งขันนำเข้า LPG นอกเหนือจาก บมจ.ปตท. ที่ดำเนินการอยู่เพียงรายเดียว รวมไปถึงใช้การอ้างอิงราคา ณ โรงกลั่นด้วยราคานำเข้าให้สอดคล้องการเปิดเสรี ให้ผู้นำเข้าสามารถนำเข้าก๊าซ LPG มาแข่งขันกับผู้ผลิตในประเทศได้ ซึ่งภาครัฐพยายามผลักดันและสนับสนุนให้เกิดการแข่งขันอย่างแท้จริง เพื่อจัดหาพลังงานให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ในราคาที่เป็นธรรม

#สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน
#สนพ
#เราสร้างสรรค์เพื่อทุกคน

.......................