นักวิชาการชี้สรรพสามิตมาถูกทาง หนุนปรับโครงสร้างภาษียาสูบยึดเกิดประโยชน์ทุกฝ่าย โดยได้จัดทำแผนปรับโครงสร้างภาษีระยะยาวให้รัฐบาลนำไปพิจารณาในการกำหนดโครงสร้างภาษีบุหรี่ที่เหมาะสมในระยะ 5 ปี (2564-2569) โดยเสนอให้รวมอัตราภาษีตามมูลค่าของบุหรี่เป็นอัตราเดียวที่ไม่สูงจนเกินไปและเหมาะสมกับกำลังซื้อผู้บริโภค เชื่อรัฐจัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้น และไม่กระทบชาวไร่ยาสูบ


รศ.ดร.อรรถกฤต ปัจฉิมนันท์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านภาษียาสูบและได้รับทุนวิจัยเกี่ยวกับนโยบายภาษียาเส้นจากศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) กล่าวว่า “การปรับโครงสร้างภาษียาสูบใหม่ต้องคำนึงถึงโครงสร้างภาษีที่ดีตามหลักสากลที่องค์การอนามัยโลกและธนาคารโลกมีขอเสนอแนะไว้ 4 ข้อ คือ 1. ควรใช้ภาษีอัตราเดียวสำหรับสินค้าประเภทเดียวกัน 2. ให้ความสำคัญกับการเก็บภาษีตามปริมาณมากกว่าตามมูลค่า 3. เก็บภาษีสินค้าทดแทนที่มีอันตรายเหมือนกันในอัตราเท่าเทียมกัน และ 4. ทยอยปรับขึ้นภาษียาสูบอย่างสม่ำเสมอ แต่โครงสร้างภาษียาสูบในปัจจุบันยังไม่สอดคล้องกับหลักการนี้ จึงทำให้เกิดผลกระทบต่อทั้งรายได้รัฐและอุตสาหกรรมยาสูบ ในขณะที่คนสูบไม่ได้ลดลงเท่าไหร่”

 

รศ.ดร.อรรถกฤต ระบุต่อว่าความท้าทายของระบบภาษียาสูบในปัจจุบันมาจากการกำหนดอัตราภาษีตามมูลค่า 2 ระดับ สำหรับบุหรี่ที่มีราคาถูกกว่า 60 บาท ที่ร้อยละ 20 และราคาแพงกว่า 60 บาท ที่ร้อยละ 40 ซึ่งสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการต่างกำหนดราคาบุหรี่ไม่ให้เกิน 60 บาท เพื่อไม่ให้เสียภาษีในอัตราที่สูง ส่งผลให้การยาสูบแห่งประเทศไทยแข่งขันไม่ได้ กลายเป็นผลกระทบต่อโควตารับซื้อใบยาของชาวไร่ยาสูบตามมา นอกจากนี้ ในสถานการณ์ที่สินค้าทดแทนบุหรี่ ได้แก่ ยาเส้น ยังเสียภาษีในอัตราที่ต่ำกว่าบุหรี่มาก การขึ้นภาษีบุหรี่ในอัตราที่สูงกว่าการขยายตัวของกำลังซื้อของผู้บริโภคหลายเท่าตัวในช่วงปี 2560 และที่ได้กำหนดไว้ในเดือนตุลาคม 2564 จะยิ่งส่งเสริมให้เกิดพฤติกรรมการเปลี่ยนไปสูบยาเส้นเพื่อทดแทนการสูบบุหรี่ยิ่งขึ้นตามมา


โดย  รศ.ดร. อรรถกฤต มีข้อเสนอเพื่อให้กระทรวงการคลังและกรมสรรพสามิตพิจารณาใช้ประกอบการปรับโครงสร้างภาษียาสูบ ดังนี้
1) กำหนดโครงสร้างภาษีมูลค่าแบบบุหรี่อัตราเดียวแทนการใช้อัตราภาษีมูลค่า 2 อัตรา โดยอัตราภาษีมูลค่าอัตราเดียวที่เหมาะสมกับกำลังซื้อของผู้บริโภคในปัจจุบัน เช่น อัตราภาษีร้อยละ 23  เพราะนอกจากจะทำให้รายได้ภาษีสรรพสามิตยาสูบเพิ่มขึ้น และยังทำให้ราคาบุหรี่ปรับเพิ่มขึ้น 3-4 บาท ไม่มากจนเกินไป สอดคล้องกับกับกำลังซื้อของผู้บริโภคในช่วงสถานการณ์โควิด-19 รวมทั้งจะช่วยเพิ่มความหลากหลายด้านราคาของบุหรี่ ลดการกระกระจุกตัวที่ราคา 60 บาทต่อซอง และส่งผลดีต่อการขายใบยาสูบของชาวไร่ยาสูบที่ขายให้กับการยาสูบฯ


2) เพิ่มสัดส่วนภาษีปริมาณ โดยการขึ้นภาษีบุหรี่ในระยะต่อไปหลังจากที่รวมอัตราภาษีมูลค่าเป็นอัตราเดียวแล้ว กรมสรรพสามิตควรพิจารณาขึ้นอัตราภาษีปริมาณเป็นหลัก เพื่อเพิ่มสัดส่วนของภาษีปริมาณต่อภาระภาษีทั้งหมด เนื่องจากง่ายต่อการจัดเก็บภาษีและมีประสิทธิภาพในการควบคุมการบริโภคมากกว่าภาษีมูลค่า 

3) กำหนดแผนการปรับขึ้นอัตราภาษียาเส้นควบคู่ไปกับการปรับขึ้นภาษีบุหรี่ โดยอัตราภาษียาเส้นควรอยู่ในระดับที่เท่ากันกับอัตราภาษีบุหรี่ เพื่อส่งผลให้สามารถควบคุมการบริโภคยาสูบได้มีประสิทธิภาพ และเพิ่มรายได้รัฐตามมาด้วย


“ผมเห็นด้วยกับแนวทางการปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ของกรมสรรพสามิต เมื่ออัตราภาษีมูลค่า 2 อัตรา ใช้มา 3 ปีแล้ว ไม่ได้ผลตามที่ตั้งเป้าไว้ ก็ถึงเวลามาตั้งต้นใหม่ โดยหาจุดสมดุลระหว่างนโยบายด้านสุขภาพและผลกระทบที่เกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมยาสูบ สิ่งสำคัญคือ การปรับโครงสร้างต้องอิงหลักสากลหรือดูตัวอย่างประเทศที่มีระบบภาษียาสูบที่ดีแล้วเอามาประยุกต์ใช้บริบททางเศรษฐกิจและสังคมของไทยให้เหมาะสม กระทรวงการคลังควรกำหนดแผนการปรับขึ้นภาษีบุหรี่และยาเส้นระยะยาวให้เป็นขั้นเป็นตอน เพื่อให้มีการปรับขึ้นภาษียาสูบได้อย่างสม่ำเสมอและลดผลกระทบที่เกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมยาสูบ รวมทั้งช่วยให้เกษตรกรมีเวลาในการปรับตัวเพิ่มขึ้นด้วย”