เจ้าไวรัสโควิด-19 นี่ช่างร้ายกาจจริงๆตอนนี้อาละวาดไปเกือบทั้งโลกแล้วมีคนที่ต้องได้รับเคราะห์กรรมไปกว่าล้านคนทั่วโลกเสียชีวิตอีกหลายหมื่นคน และไม่รู้ว่ายังจะเล่นเอาเถิดเอาล่อกับชีวิตมนุษย์ไปอีกนานแค่ไหน ตลอดสองเดือนกว่าที่โควิด-19 แพร่ระบาดทำให้พบสัจธรรมหลาย ๆ อย่างเราได้เห็นภาวะผู้นำประเทศต่างๆในโลกนี้ว่าใครมีกึ๋นแค่ไหน ใครของจริงใครของปลอม ใครที่เป็นผู้นำของประชาชน ใครเป็นผู้นำที่เอาตัวรอด

   

       โควิด-19 ได้สะท้อนให้เห็นถึงประชาชนในแต่ละประเทศ มีคุณภาพอย่างไร มีวินัยมากน้อยแค่ไหน สะท้อนให้เห็นการบริหารจัดการของรัฐบาลและข้าราชการแต่ละประเทศเป็นอย่างไร เรียกว่าด้านดีของโควิด-19ได้กระชากหน้ากากคนบางกลุ่มอย่างล่อนจ้อน ทำให้เห็นสัจธรรมชีวิต ว่าสิ่งจำเป็นในชีวิตจริงๆมีแค่ปัจจัย 4 อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค ที่เหลือเป็นของฟุ่มเฟือยทั้งสิ้น

          ชีวิตมีเกิดย่อมมีดับ แม้แต่แวดวงธุรกิจตั้งแต่มีโควิด-19 แล้วธุรกิจ ขนาดใหญ่ ขนาดกลางและขนาดเล็ก แม้แต่ร้านค้าตามริมทางก็ได้รับผลกระทบและต้องปรับตัวกันอย่างถ้วนทั่ว

         ไม่รู้ว่าโควิด-19 จะลาจากโลกนี้ไปเมื่อไหร่ มนุษย์ต้องสังเวยชีวิตอีกเท่าไหร่ เศรษฐกิจจะเสียหายมากน้อยแค่ไหน แต่เชื่อว่าโลกใบใหม่หลังวิกฤติเที่ยวนี้คงไม่ใช่โลกใบเดิม ได้แต่หวังว่าคงจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีสดใสงดงามขึ้น อย่างน้อย สิ่งแวดล้อมและธรรมชาติทีเคยถูกปู้ยี่ปู้ยำด้วยน้ำมือมนุษย์ก็เริ่มกลับมางดงาม

         ชายทะเลที่เคยคับคั่งด้วยผู้คนสกปรกด้วยเศษขยะวันนี้เงียบสงบ น้ำทะเลก็ใสสะอาด อากาศที่เคยขมุกขมัวจากฝุ่นจิ๋ว พีเอ็ม 2.5 ก็สดใสหายใจได้เต็มปอด เศรษฐกิจหลังจากนี้คงต้องได้รับการฟื้นฟูอย่างหนัก ต้องทุ่มเทสรรพกำลังเพื่อกอบกู้โดยเร็วที่สุด

        แนวรบจากนี้ไปไม่ใช่เรื่องความมั่นคงอีกต่อไป แต่จะเป็นแนวรบใหม่ด้านสุขภาพอนามัยของประชาชน งบประมาณทั้งหลายจะไม่ใช่การซื้ออาวุธอีกต่อไป แต่ต้องทุ่มเทมาสำหรับการจัดซื้อเครื่องไม้เครื่องมือทางการแพทย์

       โฉมหน้าธุรกิจก็ต้องเปลี่ยนไปจากเดิมจากหน้ามือเป็นหลังมือ ผู้บริโภคจะหันมาใช้บริการผ่านออนไลน์มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหารการกิน กระทั่งการเรียนการสอน การทำงานที่บ้านจะเป็นทีนิยมมากขึ้นงานบางตำแหน่งจะต้องดับสูญไปกับการมาและไปของโควิด-19

         นี่คือสัจจธรรม มีเกิดย่อมมีดับ ภาษาชาวบ้านบอกว่า”งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกลา”สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้กับทุกคนไม่เว้นแม้แต่คนทำสื่ออย่างหนังสือพิมพ์”คม ชัด ลึก”ที่โดนหางเลขจากเจ้าไวรัสวิด-19 ฟาดเข้าใส่เต็มเปา ทั้งที่เติบโตมายาวนานพอสมควรตั้งแต่ปี 2544

        หากเป็นคนก็ต้องบอกว่ากำลังอยู่ในวัยหนุ่มฉกรรจ์มีภูมิต้านทานแข็งแรง ห้วงเวลาเกือบ 20 ปีที่ผ่านมาได้ผ่านวิกฤติมาหลายครั้ง บางครั้งจะมีบาดแผลบ้างก็ยังฝ่าฟันอุปปสรรคมาได้ทุกครั้ง แต่ครั้งนี้หนักหนาสาหัสเกินจะทานทน

        ใจหาย แม้ไม่ได้เติบโตมากับคมชัดลึกแต่แรก เพิ่งจะมาพึ่งร่มเงาได้ไม่นาน ไม่คิดว่าจะต้องมาเขียนบทความอำลาผู้อ่านแบบกระทันหันอย่างนี้ แต่ห่วงที่สุดคือเพื่อนร่วมงานในกองบรรณาธิการ แม้จะไม่รู้จักกันก็ตามแต่คนเหล่านี้ถือเป็นมิตรน้ำหมึกเพื่อนร่วมรบในสมรภูมิความคิด จะต้องแยกย้ายคนละทิศคนละทางต้องไปตายดาบหน้า เพื่อความอยู่รอด จะมีชีวิตเป็นเช่นไร

          แต่เชื่อว่าทุกคนที่อยู่ใต้ร่มเงา คมชัดลึก มาอย่างยาวนาน ด้วยถือหลักสัมมาอาชีวะ มุ่งมั่นในวิชาชีพ ยึดถือจรรยาบรรณอย่างมั่นคง คงมีภูมิคุ้มกันแข็งแกร่งเอาตัวรอดและฝ่าวิกฤติครั้งนี้ได้

     

 

        เชื่อว่าหากพ้นวิกฤติครั้งนี้ทุกคนคงจะได้กลับมารวมกันใหม่ในรูปแบบใดแบบหนึ่ง เพื่อสืบสานเจตนารมณ์“คมชัดลึก”ต่อไปขอบคุณครับ