วันที่ 30 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า เมื่อเวลา 11.20 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ได้เรียกนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี นายอุตตม สาวนายน รมว.รคลัง นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และ น.ส.รื่นวดี สุวรรณมงคล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เข้าหารือที่ห้องทำงานชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า

               นายอุตตม กล่าวว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลกระทบความเป็นอยู่ของประชาชนและระบบเศรษฐกิจทุกภาคส่วน โดยขณะนี้กระทรวงการคลังกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาชุดมาตรการเยียวยาและดูแลเศรษฐกิจ ชุดที่ 3 คาดว่าจะใช้งบประมาณมากกว่ามาตรการชุดที่ 1 และชุดที่ 2 หรือมากกว่า 400,000 ล้านบาท ผ่านนโยบายต่างๆ ที่ยึดโยงไปทุกพื้นที่ มาตรการชุดนี้จะช่วยดูแลทั้งประชาชน ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก เพราะกลุ่มเหล่านี้ปัจจุบันรายได้หายไป ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุนยากขึ้น

อ่านข่าว เตรียมรับมือระยะ 3 โควิด-19 ระบาด

               “มาตรการดูแลเศรษฐกิจ ชุดที่ 3 จะดูแลเศรษฐกิจทั้งระบบและมีขนาดที่เหมาะสม โดยขณะนี้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) สำนักงบประมาณ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สมาคมธนาคารไทย ร่วมกันคิดสร้างความเข้มแข็งต่อเนื่องให้เศรษฐกิจฐานราก ซึ่งยังไม่เสนอคณะรัฐมนตรีวันที่ 31 มีนาคมนี้ เพราะต้องศึกษารายละเอียดก่อน” นายอุตตมกล่าว

ปัดถังแตก-ยันไม่กู้ไอเอ็มเอฟ

               ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่ากระทรวงการคลังถังแตกและจำเป็นต้องกู้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) นั้น รมว.คลังยืนยันว่า กระทรวงการคลังไม่ได้ถังแตกและไม่มีความจำเป็นต้องกู้จากไอเอ็มเอฟแน่นอน โดยการจัดสรรงบประมาณ สำนักงบประมาณดูแลอย่างรอบคอบและรัดกุม โดยแหล่งเงินทุนที่จะใช้นั้น จะมีทั้งงบประมาณและส่วนอื่นที่กำลังพิจารณามาเสริมกัน ด้านการรักษาวินัยทางการเงินการคลังที่จะต้องรักษาไว้ในระดับไม่เกิน 60% นั้น ยืนยันว่าขอให้มั่นใจขณะนี้ฐานะการคลังของไทยเข้มแข็ง และจะรักษากรอบวินัยการเงินการคลังไว้ไม่เกิน 60% ได้แน่นอน ส่วนจะโยก พ.ร.บ.งบประมาณ หรือการออก พ.ร.ก.กู้เงิน หรือไม่นั้น สำนักงบประมาณกำลังพิจารณาทุกทางเลือกที่เหมาะสม

               สำหรับกรณีที่สายการบินของไทยเตรียมขอกระทรวงการคลังพิจารณาสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) วงเงิน 16,000 ล้านบาท เพื่อเสริมสภาพคล่องทางธุรกิจ หลังได้รับผลกระทบจากโควิด-19 นั้น นายอุตตม กล่าวว่า กรมสรรพสามิตได้เข้าไปดำเนินการปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบิน ส่วนมาตรการอื่น เช่น การเสริมสภาพคล่อง ขณะนี้มีสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำของธนาคารออมสิน วงเงิน 150,000 ล้านบาท ขอให้ภาคการบิน ภาคธุรกิจท่องเที่ยวมาใช้ได้ ซึ่งปัจจุบันยังไม่จำเป็นต้องออกมาตรการใหม่เข้าไปเสริม

ยอดลงทบ.เยียวยา3วันเฉียด20ล.คน

               “ที่ ธปท.ปรับลดอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปีนี้ติดลบ 5.3% มองว่า ไม่มีใครรู้ว่าผลกระทบไวรัสดังกล่าวจะสิ้นสุดเมื่อใด สิ่งที่ ธปท.ประเมินเป็นตัวเลขหนึ่งเท่านั้น แต่ตัวเลขที่แท้จริงจะเท่าใดไม่มีใครตอบได้” รมว.คลังระบุ

               นายอุตตม เปิดเผยว่า ยอดล่าสุดจนถึงขณะนี้มีผู้มาลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ www.เราไม่ทิ้งกัน.com เพื่อขอรับเงินช่วยเหลือจากการได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 แล้วทั้งสิ้น 19.8 ล้านคน พร้อมระบุว่าผู้ที่จะได้รับเงินช่วยเหลือ 5,000 บาท เป็นระยะเวลา 3 เดือนตามชุดมาตรการนี้จะต้องไม่อยู่ในระบบประกันสังคมและมีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่กระทรวงการคลังกำหนด

เพิ่มเงินผู้พิการ1,000บาท/เดือน

               ด้าน น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ ว่า ที่ประชุมมีมติบรรเทาเยียวยาผลกระทบจากการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 จำนวน 4 มาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติม ได้แก่ 1.การจ่ายเงินเยียวยาผู้พิการที่มีบัตรประจำตัวคนพิการ 2 ล้านกว่าคนทั่วประเทศ รายละ 1,000 บาท เพิ่มเติมจากเบี้ยผู้พิการที่ให้ทุกเดือน เดือนละ 800 บาทอยู่แล้ว โดยใช้เงินจากกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ โดยจะประสานกรมบัญชีกลางเพื่อให้เงินโอนตรงเข้าบัญชีภายในเดือนเมษายนนี้

               2.พักชำระหนี้คนพิการที่กู้เงินจากกองทุนฯ เป็นระยะเวลา 1 ปี นับจากเดือนเมษายนนี้ มีจำนวนลูกหนี้ 1.34 แสนราย มูลหนี้ 3.8 พันล้านบาท และ 3.เสนอ ครม.ให้ทบทวนมติในการเพิ่มเบี้ยผู้พิการ เป็น 1,000 บาท แก่ผู้ที่มีบัตรผู้พิการทุกคนทั่วถึง 2 ล้านคน แม้ไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และ 4.ให้อนุกรรมการฯ ปรับระเบียบการกู้เงินกองทุนฯ ให้ผู้พิการกู้ได้ รายละไม่เกิน 10,000 บาท โดยไม่ต้องมีผู้ค้ำประกัน ไม่มีดอกเบี้ย ระยะเวลาปลอดการชำระหนี้ 1 ปี วงเงิน 2,000 ล้านบาท

ยืดเวลาห้ามส่งไข่ไปนอกอีก30วัน

               ความคืบหน้ากรณีปัญหาราคาไข่ไก่แพงและยังขาดแคลนอีกด้วยนั้น นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ หรือ กกร. ได้ออกประกาศขยายระยะเวลาห้ามส่งออกไข่ไก่เพิ่มเติมอีก 30 วัน จากเดิมที่ห้ามส่งออกไข่ไก่ชั่วคราว 7 วัน ซึ่งจะหมดระยะเวลามาตรการในวันที่ 31 มีนาคม โดยมาตรการห้ามส่งออกไข่ไก่ 30 วันจะไปสิ้นสุดมาตรการช่วงสิ้นเดือนเมษายน 2563 แต่หากสถานการณ์ไข่ไก่ดีขึ้นมีเพียงพอต่อการบริโภคของประชาชน ก็อาจจะยกเลิกมาตรการห้ามส่งออกไข่ไก่ได้ ทั้งนี้ตัวเลขการผลิตอยู่ที่ 40-41 ล้านฟองต่อวัน และบริโภคภายในประเทศในภาวะปกติ 39 ล้านฟองต่อวัน ที่เหลือส่งออก 1 แสนฟองถึง 1 ล้านฟองต่อวัน ก็จะกลับเข้ามาหนุนตลาดในประเทศ

               “กระทรวงพาณิชย์ยังได้ร่วมมือกรมปศุสัตว์ ยืดเวลาการปลดแม่ไก่ยืนกรงจากเดิม 72 สัปดาห์ ออกไปเป็น 80 สัปดาห์ เพื่อไม่ให้ไข่ไก่ออกสู่ตลาดลดลง รวมทั้งยังได้ขอความร่วมมือกำหนดราคาไข่ไก่หน้าฟาร์มให้ขายไม่เกิน 2.80 บาทต่อฟอง และเร่งรัดให้ฟาร์มต่างๆ ส่งไข่ไก่เข้าไปยังศูนย์กระจายสินค้า โดยเฉพาะห้างค้าปลีก และร้านค้าปลีก เพื่อให้ไข่ไก่กระจายถึงมือประชาชนในช่วงที่มีความต้องการมากกว่าปกติถึง 3 เท่าตัว” นายจุรินทร์กล่าวและว่า เราจะดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดกฎหมาย หากพบว่ามีการกักตุนและค้ากำไรเกินควร

               รองนายกรัฐมนตรีกล่าวอีกว่า เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนที่ต้องเก็บตัวอยู่ที่บ้าน กระทรวงพาณิชย์ได้พัฒนาแพลตฟอร์มเว็บไซต์สมาร์ทโชวห่วยเดลิเวอรี่.moc.go.th และ Line DGA : สมาร์ทโชวห่วยเดลิเวอร์รี่ เพื่อเป็นช่องทางการกระจายสินค้าถึงมือผู้บริโภคในภาวะวิกฤติ โดยร้านค้าโชห่วยที่กระจายอยู่ทั่วไปตามแหล่งชุมชนต่างๆ และหลายแห่งก็มีบริการส่งสินค้าถึงบ้านหรือเดลิเวอรี่ด้วย

               “ในเฟสแรกยังเป็นร้านค้าในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลก่อน ในเบื้องต้นมีร้านค้าอยู่บนแพลตฟอร์ม 2,655 ร้านค้า และมีร้านค้าที่มีบริการส่งสินค้าทันทีแล้ว 136 ร้านค้า เริ่มเปิดบริการแล้วตั้งแต่วันที่ 30 มีนาคม ในอนาคตยังมีแผนจะขยายแพลตฟอร์มดังกล่าวในระดับประเทศต่อไป” นายจุรินทร์กล่าว

 

5วันขอคืนประกันค่าไฟ4ล้านคน

               ขณะที่นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน เปิดเผยว่า การคืนค่าประกันการใช้ไฟฟ้าผ่านระบบออนไลน์ที่สามารถรองรับคำร้องของประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง และไม่ซับซ้อน โดย 5 วันที่ผ่านมา มีประชาชนเข้าระบบยื่นขอคืนค่าประกันการใช้ไฟฟ้าผ่านเว็บไซต์ของ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ณ เวลา 17.00 น. ของวันที่ 29 มีนาคม รวมทั้งหมดประมาณ 4.10 ล้านราย (กฟน. ประมาณ 1,417,000 ราย ประมาณ 2,686,000 ราย) คิดเป็นเงินทั้งสิ้น 7.06 พันล้านบาท (กฟน. ประมาณ 3,262 ล้านบาท และ กฟภ. ประมาณ 3,802 ล้านบาท) โดยเชื่อว่าวงเงินกว่า 7 พันล้านบาท จะทำให้ประชาชนมีเงินสำรองนำมาใช้จ่ายเป็นค่าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นได้

               รมว.พลังงาน กล่าวถึงผลสำรวจความคิดเห็นซูเปอร์โพลพบประชาชนพึงพอใจมาตรการช่วยบรรเทาราคาน้ำมัน-ก๊าซหุงต้มในช่วงสถานการณ์การรับมือการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ว่า ต้องขอขอบคุณพี่น้องประชาชนที่ให้ความเชื่อมั่นในการดำเนินมาตรการของกระทรวงพลังงาน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นอย่างยิ่ง โดยมองว่า ความพึงพอใจดังกล่าวเกิดจากประชาชนสามารถสัมผัสได้โดยตรง เนื่องจากค่าเชื้อเพลิงต่างๆ คือต้นทุนอย่างหนึ่งในชีวิตประจำวัน เมื่อราคาปรับลดลงก็สามารถลดภาระได้ทันที โดยกระทรวงพลังงานกำลังดำเนินการในส่วนของมาตรการที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง