เมื่อวันที่ 13 ม.ค. 2563 - นายภณวัชร์นันท์ ไกรมาตย์ นายกสมาคมนักประดิษฐ์และนวัตกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวถึงการดำเนินในการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ เอสเอ็มอี ในปี 2563 ว่า ตนเห็นว่า SME มีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจในหลายๆ ด้าน ทั้งทางด้านการผลิต การจ้างงาน การลงทุน และการ ส่งเสริมการเป็นผู้ประกอบการให้กับประชาชนคนไทย รวมทั้ง มีผู้รู้ทางเศรษฐกิจหลายคนบอกว่า ปีนี้เศรษฐกิจจะเกิดวิกฤตอย่างจริงหรือเป็นปี ‘เผาจริง’ ดังนั้น การส่งเสริมให้เกิดโครงการสตาร์ทอัพหรือเอสเอ็มอี จึงเป็นอีกหนทางหนึ่งที่จะสามารถแก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์ดังกล่าวได้

 

           นายภณวัชร์นันท์ กล่าวอีกว่า แม้ SME จะมีบทบาทที่สำคัญต่อระบบ เศรษฐกิจ แต่ SME ก็มีข้อจำกัดและอุปสรรคในการดำเนินกิจการหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ SME มีขนาดเล็ก จึงทำให้เสียเปรียบธุรกิจขนาดใหญ่ที่ได้ประโยชน์จากการประหยัดต่อขนาด (economies of scale) โดยเฉพาะในด้านการผลิตที่ต้องอาศัยการลงทุนในเครื่องจักรและเทคโนโลยีที่มีต้นทุนสูง และการเข้าถึงตลาด ยิ่งไปกว่านั้น SME จำนวนมาก ยังประสบปัญหาในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ซึ่งข้อจำกัดในการเข้าถึงเทคโนโลยี ตลาด และเงินทุนดังกล่าวทำให้ SME ไม่สามารถขยายกิจการและเติบโตเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ได้

 

           ดังนั้น ตนเห็นว่า ถึงแม้รัฐบาลได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับผิดชอบ รวมถึงหน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้เตรียมแผนส่งเสริมผู้ประกอบการผ่าน กลไกการพัฒนา 4 ตัว คือ 1.การปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ 2.การสร้างความสามารถของกำลังคน 3.โครงสร้างพื้นฐานสำคัญและสิ่งอำนวยความสะดวก และ 4.การยกระดับเครือข่ายพันธมิตรต่างประเทศ ก็ตาม แต่ตนก็อยากจะเสนอให้ทางข้าราชการหันมาส่งเสริมประชาชนให้มีการดำเนินธุรกิจ โดยกฎระเบียบที่ไม่เอื้ออำนาจต่อธุรกิจต้องเปลี่ยนแปลงจากบังคับมาส่งเสริม และฝากสังคมไทยเลิกนำเข้าสินค้าที่ฟุ่มเฟือยมาขายและส่งออกไปในราคาถูก เพราะสินค้าเหล่านั้นบางรายการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา บางรายไร้คุณภาพจะทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงของชาติไทย และอนาคตจะทำให้ คำว่า Made in thailand ขาดความน่าเชื่อถือ นอกจากนี้ นวัตกรรมหรือสินค้าที่ผลิตควรเน้นคุณภาพ และรัฐส่งเสริมด้านภาษี จะทำให้ ธุรกิจ SME ของชาติไทยอยู่รอดท่ามกลางสถานการณ์ที่เป็นวิกฤตการณ์ต่างๆ ได้

 

          “รัฐบาลในหลายๆ ประเทศได้เล็งเห็นความสาคัญของ SME ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ และตระหนักถึงข้อจำกัดของผู้ประกอบการ SME จึงได้มีนโยบายในการส่งเสริมการประกอบธุรกิจของ SME หลายประการ ซึ่งนโยบายหลัก ประการหนึ่ง คือนโยบายส่งเสริมการปล่อยสินเชื่อให้ SME อย่างไรก็ตาม การที่ SME มีความหลากหลายมาก นโยบาย ส่งเสริมต่างๆ จะประสบความสาเร็จได้นั้นต้องอาศัยความรู้ ความเข้าใจถึงความหลากหลายดังกล่าว ดังนั้น ภาครัฐควรเป็นเจ้าภาพหรือเป็นผู้ชี้นำแนวทางในการสร้าง SME และต้องส่งเสริมนวัตกรรม หรือสินค้าที่ผลิตควรเน้นคุณภาพ และรัฐส่งเสริมด้านภาษี จะทำให้ ธุรกิจ SME ของชาติไทยอยู่รอด ลองมองภาพดูว่า ห้องแถวที่ร้างมีธุรกิจเกิดขึ้นเป็นดอกเห็ด ธุรกิจของชาติไทย สภาพเศษฐกิจไทยจะเป็นอย่างไรมีประชาชนและนักท่องเที่ยว นักธุรกิจยืนดูเลือกซื้อสินค้าไทยไปจำหน่าย รัฐจะมีภาษีมากมาย จนสามารถนำภาษีมาลงทุนจัดการเรื่องต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องน้ำให้เป็นระบบ ซึ่งจะสามารถแก้ปัญหาที่ซ้ำซากที่ประเทศไทยเผชิญมาเป็นเวลายาวนานด้วย” นายภณวัชร์นันท์ กล่าว