คมชัดลึกออนไลน์ 31 มีนาคม 2563
คมชัดลึกออนไลน์
เศรษฐกิจ

เอฟทีเอ ดันส่งออกเครื่องนุ่งห่มไทยโตสวนกระแสเศรษฐกิจซบ

2 สิงหาคม 2562 - 16:00 น.
กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ
เศรษฐกิจ

Shares :
เปิดอ่าน 4,827 ครั้ง

เอฟทีเอ ดันส่งออกเครื่องนุ่งห่มไทยโตสวนกระแสเศรษฐกิจซบ


            กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ชี้ เอฟทีเอ มีส่วนสำคัญช่วยส่งออกเสื้อผ้าสำเร็จรูป ถุงมือ ถุงเท้า และถุงน่องยังคงสามารถขยายตัวท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจซบเซา พร้อมทำงานอย่างหนักเพื่อผลักดันให้ประเทศคู่เจรจาเปิดตลาดให้สินค้าไทยเพิ่มเติมในอนาคต

     

       นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า การส่งออกเครื่องนุ่งห่มของไทยยังสามารถขยายตัวได้ท่ามกลางข้อวิตกกังวลของหลายฝ่ายเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการค้าโลก โดยในช่วง 6 เดือนแรก (มกราคม – มิถุนายน) ของปี 2562 ไทยส่งออกเครื่องนุ่งห่มสู่ตลาดโลกมูลค่า 1,241.2 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 2.38 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2561 สินค้าที่มีการส่งออกเพิ่มขึ้น ได้แก่ เสื้อผ้าสำเร็จรูป ถุงเท้าและถุงน่อง และถุงมือผ้า ขยายตัวร้อยละ 3.12, 6.58, และ 2.44 ตามลำดับ โดยมีตลาดส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น อาเซียน และจีน


ติดตามข่าวสาร "คมชัดลีก" ผ่าน Line official
เพิ่มเพื่อน

       นางอรมน เสริมว่า ปัจจัยที่ทำให้อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มของไทยเติบโตแม้ในภาวะเศรษฐกิจโลกผันผวนมีหลายสาเหตุด้วยกัน นอกจากจุดแข็งของอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มของไทยที่มีระบบการผลิตที่ครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ สินค้ามีคุณภาพได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับในตลาดโลกแล้ว ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งคือการที่ไทยมีความตกลงการค้าเสรี หรือ เอฟทีเอ ทั้งหมด 13 ฉบับ กับ 18 ประเทศ ที่ส่งผลให้มีประเทศคู่เอฟทีเอ 15 ประเทศ ได้แก่ ประเทศสมาชิกอาเซียน จีน ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ชิลีและฮ่องกง ยกเลิกการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าเครื่องนุ่งห่มทุกรายการของไทยแล้ว

              ส่วนอีก 2 ประเทศคู่เอฟทีเอ ได้แก่ เกาหลีใต้ และอินเดีย ได้ลดเลิกการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าเครื่องนุ่งห่มส่วนใหญ่ให้ไทย แต่คงการเก็บภาษีนำเข้าในบางรายการสินค้า ขณะที่เปรูเป็นประเทศเดียวที่ขอสงวนยังไม่เปิดตลาดสินค้าเครื่องนุ่งห่ม ยกเว้นสินค้าถุงมือที่ใช้งานเพื่อการป้องกันที่เปิดตลาดลดภาษีเป็นศูนย์ ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบสถิติมูลค่าการส่งออกสินค้าเครื่องนุ่งห่มของไทยจากปีที่ความตกลงเอฟทีเอแต่ละฉบับมีผลใช้บังคับจนถึงปี 2561 พบว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าเครื่องนุ่งห่มของไทยไปประเทศคู่เอฟทีเอขยายตัวเพิ่มขึ้นเกือบทุกตลาด โดยเฉพาะจีนที่เติบโตถึงร้อยละ 1,800 รองลงมาคือ เกาหลีใต้ เติบโตร้อยละ 109 ออสเตรเลีย เติบโตร้อยละ 104 นิวซีแลนด์ เติบโตร้อยละ 97 ญี่ปุ่น เติบโตร้อยละ 77 อาเซียน เติบโตร้อยละ 51 และ อินเดียเติบโตร้อยละ 21 เป็นต้น

                นางอรมน เสริมว่า กรมฯ จะเดินหน้าผลักดันให้ประเทศคู่ค้าเปิดตลาดสินค้าเครื่องนุ่งห่มเพิ่มเติมให้ไทยภายใต้การเจรจาเอฟทีเอกรอบต่างๆ ทั้งการทบทวนความตกลงเอฟทีเอที่มีอยู่แล้วในปัจจุบัน และความตกลงเอฟทีเอที่อยู่ระหว่างการเจรจา เช่น การเจรจาจัดทำความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (อาร์เซ็ป) การเจรจาเอฟทีเอกับตุรกี ปากีสถาน และศรีลังกา รวมถึงการเจรจาเอฟทีเอกับคู่ค้าอื่นๆ ในอนาคต โดยเฉพาะสหภาพยุโรปที่มีแนวโน้มจะกลับมารื้อฟื้นการเจรจาเอฟทีเอกันอีกครั้ง โดยคาดว่าจะสามารถลดมาตรการกีดกันทางการค้าต่างๆ ทั้งภาษีนำเข้า และมาตรการที่มิใช่ภาษี รวมทั้งผลักดันหลักเกณฑ์การสะสมถิ่นกำเนิดสินค้าในอาเซียนเพื่อขยายตลาดและสร้างโอกาสในการแข่งขันให้ผู้ประกอบการไทย

           

              นางอรมน เพิ่มเติมว่า ปัจจัยอีกประการหนึ่งที่ทำให้ไทยสามารถส่งออกสินค้าเครื่องนุ่งห่มไปตลาดได้เพิ่มขึ้นนั้น คาดว่าเป็นผลพวงจากการที่สหรัฐอเมริกากับจีนต่างฝ่ายต่างขึ้นภาษีนำเข้าในสินค้าเครื่องนุ่งห่มและสิ่งทอระหว่างกัน เห็นได้จากสถิติการส่งออกในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2562 ที่ไทยส่งออกเครื่องนุ่งห่มไปสหรัฐมีมูลค่าถึง 453 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 8.52 ส่วนการส่งออกเครื่องนุ่งห่มไปจีนมีมูลค่า 64 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 40.62

               “นอกจากข้อได้เปรียบด้านสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากเอฟทีเอแล้ว ผู้ประกอบการควรศึกษาข้อมูลเรื่องระเบียบมาตรฐานสินค้าของแต่ละประเทศ รวมทั้งรักษาคุณภาพฝีมือและการตัดเย็บ ตลอดจนเสริมสร้างจุดเด่นให้กับสินค้า อาทิ การพัฒนาเทคนิคและดีไชน์ของสินค้าให้มีความทันสมัยตรงตามความต้องการของตลาด การสร้างความแตกต่างและเพิ่มมูลค่าของสินค้าด้วยนวัตกรรม เช่น ผลิตเครื่องนุ่งห่มจากเส้นใยที่มีคุณสมบัติพิเศษป้องกันรังสี UV เพิ่มความชุ่มชื้นให้ร่างกาย เป็นต้น เพื่อให้สินค้าเครื่องนุ่งห่มไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืนในตลาดโลก” นางอรมน กล่าว

  



5 อันดับข่าวฮิต
Recommended
ข่าวที่คุณอาจสนใจ