นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าที่ประชุมครม. อนุมัติเปลี่ยนแปลงรายละเอียดการดำเนินโครงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อขอเพิ่มประสิทธิภาพโครงข่ายอินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนข้อมูลของภูมิภาคอาเซียน (ASEAN Digital Hub) แต่ยังคงกรอบงบประมาณไว้เท่าเดิมที่ 5,000 ล้านบาท

สาเหตุที่ต้องเปลี่ยนรายละเอียดการลงทุน เนื่องจาก บริษัทกสท. และบริษัท ทีโอที จะเข้ามาดำเนินโครงการนี้แทนกระทรวงดิจิทัลนั้น ได้ตั้งบริษัทลูกขั้นมาเพื่อลดความซ้ำซ้อนการดำเนินการ และทบทวนการดำเนินการ 

โดยขยายโครงข่ายเชื่อมโยงภายในประเทศเพื่อเชื่อมต่อไปยังระบบเคเบิลใต้น้ำ วงเงิน 1,200 ล้านบาท เปลี่ยนเป็นการจัดหาอุปกรณ์เพิ่มเติมความจุโครงข่ายเชื่อมโยงไปยังชายแดนเพื่อเชื่อมต่อกับกัมพูชา สปป.ลาว และเมียนมา และการจัดหาอุปกรณ์เพิ่มความจุโครงข่ายเชื่อมโยงไปยังสถานีเคเบิลใต้น้ำจังหวัดชลบุรี เพชรบุรี สงขลา สตูล และกับศูนย์โทรคมนาคมของบริษัท กสท โทรคมนาคมขนาดความจุรวม 2,300 กิกะไบท์ต่อวินาที  วงเงิน2,100 ล้านบาท เพื่อเพิ่มความจุโครงข่ายเชื่อมโยงไปยังชายแดน สามารถดึงดูดความสนใจของคอนเทนท์โพร์ไวเดอร์รายใหญ่ ให้มาตั้งฐานข้อมูลในไทย ซึ่งจะทำให้ไทยพัฒนาศักยภาพเป็นอาเซียนดิจิทัลฮับได้

 อีกกิจกรรมที่เปลี่ยนคือการจัดหาวงจรเคเบิลใต้น้ำเชื่อมโยงระหว่างประเทศในเส้นทางญี่ปุ่น สหรัฐเพื่อเชื่อมโยงกับระบบเคเบิลใต้น้ำวงเงิน 1,771 ล้านบาท เปลี่ยนไปเป็นการขยายความจุโครงข่ายเคเบิลใต้น้ำระหว่างประเทศของระบบที่มีอยู่เป็น 1,770กิกะไบต์ต่อวินาที วงเงิน 720 ล้าน บาท  เพื่อให้ระบบเคเบิลใต้น้ำที่บริษัท กสท มีอยู่รองรับคามต้องการการเชื่อมต่อระหว่างไทย-สหรัฐ และให้ปรับความจุให้สอดคล้องกับความต้องการในปัจจุบัน

รวมทั้งโครงการสร้างโครงข่ายเคเบิลใต้น้ำ(สายเคเบิลขนาดย่อม) เชื่อมต่อจาก จ.สงขลา ไปยังระบบเบิลใต้น้ำ เพื่อขยายขีดความสามารถในการเชื่อมต่อไปสิงคโปร์ ฮ่องกงและญี่ปุ่น ขนาดความจะไม่น้อยกว่า2,000กิกะไบต์ต่อวินาที วงเงิน 2,028 ล้านบาท เปลี่ยนเป็นร่วมก่อสร้างโครงข่ายเคเบิลใต้น้ำระหว่างประเทศระบบใหม่เพื่อเชื่อมต่อไทยกับประเทศต่างๆ ในภูมิภาคแปซิฟิก เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิ์ในการใช้งานวงจร โดย ออกแบบให้มีความจุจากไทยกับประเทศต่างๆ รวม200กิกะไบต์ต่อวินาที วงเงิน2,180ล้านบาท