ในจังหวะชุลมุน ใครจะรู้ว่า เสื้อแดงนั้นเกือบได้ชัยชนะไปแล้ว !

 ใครจะรู้ว่า อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ถอดใจจนเกือบจะประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไปแล้ว ถ้าหาก สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ไม่ขอร้องด้วยการเอาหัวเป็นประกัน !

 ย้อนกลับไปที่การประชุมสุดยอดอาเซียน ที่โรงแรมรอยัล คริฟ บีช รีสอร์ท พัทยา จ.ชลบุรี ที่เสื้อแดงพยายามบุกเข้าไปขอความเป็นธรรมถึงตัวอาคาร ทั้งที่ก่อนหน้านั้น มีจุดมุ่งหมายเพียงแค่ชุมนุมประจานรัฐบาล

 เหตุการณ์บานปลายจนกระทั่งการประชุมอย่างเป็นทางการที่กำลังจะเริ่มขึ้น ต้องปิดฉากลง โดยผู้นำออสเตรเลียยังนั่งเครื่องบินอยู่บนอากาศก็ต้องหันหัวกลับ

 ภาพคนเสื้อแดงบุกเข้าไปในโรงแรมนั้น ทำลายภาพลักษณ์ของประเทศไทยลงอย่างสิ้นเชิง

 แน่นอนว่า ในยามนั้น ผู้ที่ต้องแสดงความรับผิดชอบก็คือ นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุด...แต่เมื่อหันซ้ายหาตำรวจก็เกียร์ว่าง หันขวาไปหาทหาร ก็เมินเฉย จะมีประโยชน์อันใดที่จะนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีที่ไร้เสาหลักค้ำยัน

 ในการหารือกันที่พรรคประชาธิปัตย์ อภิสิทธิ์ก็ได้แจ้งต่อแกนนำถึงการตัดสินใจเพื่อรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น 

 แต่การตัดสินใจของ อภิสิทธิ์ ถูกขอร้องจาก สุเทพ ที่สารภาพว่า ประเมินสถานการณ์พลาด

 พลาดเพราะฟังรายงานสถานการณ์จากตำรวจเพียงด้านเดียว

 พลาดเพราะปล่อยให้กลุ่มเสื้อน้ำเงิน ที่ถูกระบุว่าเชื่อฟัง เนวิน ชิดชอบ ว่าจะกันเสื้อแดงอยู่หมัด และให้เคลื่อนไหวอิสระจนเกิดเรื่อง
 แทนที่จะสกัด แต่กลับเป็นตัวเร่งเกมให้แดงเดือด

 ข้อเสนอของสุเทพในตอนนั้นก็คือ หากจะลาออก ก็ให้ปลดรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และ พล.ต.อ.พัชรวาท ออกจากตำแหน่ง !

 "ผมยอมรับว่า ตำรวจ 99% แดงหมด อีก 1% อยู่ข้างเรา 1% ก็คือ พล.ต.อ.พัชรวาท" นี่คือคำสารภาพของ สุเทพ

 มาถึงช่วงนี้ อภิสิทธิ์ก็ได้ยอมรับกับทุกคนว่า ตัวเขาเองก็พลาดเหมือนกัน ที่ไม่ใช้กำลังทหาร เลือกที่จะพึ่งพาเฉพาะกำลังตำรวจ แถมยังกำชับเด็ดขาดว่า ห้ามมีเสียงปืนดังขึ้นแม้แต่นัดเดียว

 การตัดสินใจใช้กำลังตำรวจ ไม่เพียงเป็นความผิดพลาด หากแต่ยังสร้างรอยร้าวให้เกิดขึ้นระหว่างกองทัพกับรัฐบาล

 เพียงเพื่อที่จะแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลนี้ไม่ได้มาจากอำนาจทหาร เหมือนอย่างที่เวทีเสื้อแดงกล่าวหาทุกเมื่อเชื่อวัน

 แผนการจัดวางกำลังเพื่อป้องกันสถานที่ประชุมสุดยอดอาเซียนของกองทัพ จึงไม่มีใครนำไปใช้ประโยชน์

 และเมื่อตัดสินใจแล้วว่า จะสู้ อภิสิทธิ์ก็พลิกเล่นบทกร้าว ประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

 เจ้ากรรมที่ ถาวร เสนเนียม รมช.มหาดไทย อัยการเก่า ยกร่างฯ ช้ากว่ากำหนด ที่เดิมนัดไว้ 12.00 น. แต่เอาเข้าจริง 14.00 น.ถึงได้อ่านแถลงการณ์ประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน...และม็อบแดงก็ล้อมทุกด้านของกระทรวงมหาดไทยเอาไว้แล้ว

 เหตุจลาจลก็เกิดขึ้นในเวลาต่อมา

 และนั่นคือที่มาของการเดินทางไปใช้บ้านพักในกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ (ร.1 รอ.) เป็นวอร์รูมบัญชาการรักษาความสงบ

 แต่ก็ใช่ว่า เรื่องราวจะราบรื่น ในเมื่ออภิสิทธิ์ตัดสินใจปล่อยเสือออกจากกรง เพราะเสียงคำรามของกองทัพเมื่อรัฐบาลก่อนโน้นก็คือ หากรัฐบาลคิดจะใช้ทหาร ก็ต้องตัดสินใจให้รอบคอบ เพราะสุดท้ายรัฐบาลอาจต้องไปเสียเอง

 ซ้ำร้ายกว่านั้น โฆษกกระทรวงกลาโหมก็ออกมาแถลงย้ำถึงความผิดพลาดที่สั่งใช้กำลังทหารด้วย พ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยไม่มีแผนรองรับ จนทำให้รถสายพานลำเลียงถูกเสื้อแดงไล่ยึดจนสิ้นศักดิ์ศรี...ตอกย้ำถึงระยะห่างระหว่างกองทัพกับรัฐบาลเข้าไปอีก

 เป็นใครก็ต้องคิด จะเข้าถ้ำเสือ ร.1 รอ. ก็ไม่รู้ว่าจะถูกเสือขย้ำหัว ยึดอำนาจหรือไม่

 "ผมจะเอาปืนไปด้วย ถ้าอนุพงษ์ยึดอำนาจผมจะยิงหัวตัวเอง" เป็น สุเทพ เทือกสุบรรณ ที่ไม่รู้เอาอะไรมามั่นใจถึงได้ให้คำมั่นในตอนนั้นกับอภิสิทธิ์

 นั่นคือนาทีก่อนที่อภิสิทธิ์-สุเทพ จะเข้าไปเปิดวอร์รูม ที่ ร.1 รอ. โดยมี ผบ.เหล่าทัพ รวมทั้ง พล.ต.อ.พัชรวาท ตามเข้าไปด้วย

 "เรื่องปฏิบัติการทางการทหาร ขอให้เชื่อใจผม แต่เรื่องการเมืองผมไม่ถนัด ก็ให้ว่ากันเอาเอง" นายทหารใหญ่เจ้าบ้านยืนยันกับอภิสิทธิ์

 การเข้าสลายการชุมนุมครั้งนี้ กองทัพเตรียมกำลังถึง 46 กองพัน มากกว่าเสื้อแดงนับเท่าตัว แต่ใช้จริง 36 กองพัน อีก 10 กองพันสำรองเอาไว้

 เมื่อได้รับคำมั่น ก็ค่อยๆ ผ่อนคลาย เจ้าของบ้านจัดที่ทางให้กิน-นอนที่บ้านพัก ทำให้อภิสิทธิ์และสุเทพได้มีโอกาสสัมผัสกับ "ถาดหลุม" หลายมื้อเลยทีเดียว