ตามคำสอนของอิสลามและถือปฏิบัติกันทั่วโลกโดยสรุปมีอยู่ด้วยกัน 7 ข้อคือ 1.เป็นการปกปิดร่างกายทุกส่วนยกเว้นใบหน้าและสองฝ่ามือ 2.ปราศจากกลิ่นหอมยั่วยวน 3.ไม่รัดรูป 4.ไม่บาง 5.ไม่เลียนแบบการแต่งกายผู้ชาย 6.ไม่ตามแบบแฟชั่นเพื่อโอ้อวดความร่ำรวย และ 7.เลียนแบบการแต่งกายที่ไม่ใช่มุสลิม ซึ่งจะปรับให้เข้ากับสภาวะสิ่งแวดล้อมของประเทศนั้นๆ ขึ้นอยู่กับความศรัทธา หรือเรียกว่า “อิหม่าน” ที่ซ่อนเร้นอยู่ในหัวใจมากกว่า

      ผลของการแต่งกายตามแบบฉบับของอิสลาม ทั้ง 7 ข้อที่กล่าวมานี้ ไม่ใช่ว่าเป็นสิ่งที่เป็นภัยต่อสังคมหรือเป็นสิ่งที่ล้าหลังไม่มีการพัฒนาเหมือนที่ถูกกล่าวหาหรือพูดกันในหมู่สังคมที่ไม่ใช่อิสลาม หากแต่ข้อบังคับทั้งหมดในการแต่งการของมุสลีมะห์ คือการป้องกันจากภัยสังคม และการคงไว้ซึ่งคุณค่าของความเป็นสตรีเพศแม่

 ไม่ต่างจากกุลสตรีไทยในสมัยโบราณที่สอนให้รักนวลสงวนตัวและอยู่ในกรอบประเพณี หากแต่ต่างกันที่อิสลาม เน้นลึกไปจนถึงการแต่งกายและการเข้าใจในความเป็นผู้หญิงและพิษภัยที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เหมือนกับที่สังคมไทยเรากำลังหาวิธีป้องกันกันอยู่ในขณะนี้ สวนกระแสระหว่างการแต่งกายมุสลีมะห์และการแต่งกายของผู้คนในสังคมที่ไม่ใช่มุสลีมะห์ ยุคปัจจุบัน

      การแต่งกายของมุสลีมะห์ในประเทศไทยหรือต่างประเทศย่อมมีความสวยงามที่แตกต่างกันออกไปเพราะสีของเสื้อผ้าไม่ได้ถูกระบุไว้ การที่ผู้หญิงจะแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสวยงาม หลากสีก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องห้ามในศาสนา เพราะความสวยงามย่อมคู่กับความเป็นสตรีไม่ว่าในศาสนาใดก็ตาม เป็นเรื่องสิทธิส่วนบุคคลว่าใครจะแต่งอย่างไร แต่ถ้าศึกษาจากศาสนาแล้วก็คิดว่า ทุกคนรู้ว่าอันไหนควรหรืออันไหนไม่ควร

      การถกเถียงกันเรื่องการแต่งกาย เรื่องสีผ้า หรือเรื่องเครื่องประดับไม่ใช่เรื่องที่ใหญ่ไปกว่าเรื่องการถกเถียงกันระหว่างมุสลีมะห์ที่ไม่แต่งกายตามแบบศาสนา โดยยึดหลักความคิดที่ว่าศาสนาเป็นเรื่องของจิตใจ ดังนั้นรัฐบาลหรือผู้นำศาสนาก็ไม่มีสิทธิที่จะไปบังคับให้มุสลีมะห์แต่งกายตามศาสนบัญญัติหากเจ้าตัวยืนกรานที่จะไม่แต่งแบบมุสลีมะห์

      ศาสนานอกจากเป็นเรื่องของพระเจ้าโดยผ่านกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่ลงเป็นตัวบทเพื่อเป็นแนวทางในการใช้ชีวิตที่จะปลอดภัยทั้งโลกนี้และโลกหน้า ดังนั้น พวกเราทุกคนจะตัดสินว่าใครจะตกนรกหรือขึ้นสวรรค์โดยวัดกันที่รูปลักษณ์ภายนอก เพราะเรื่องนี้อัลลอฮ์เท่านั้นที่ทรงรอบรู้ หากแต่การอยู่ร่วมกันกับสังคมต่างๆทุกอย่างต้องขึ้นอยู่กับความพอดี พอเพียง และเพียงพอ และรวมไปถึงการตะวักกัล อาลัลลอฮ์ (การมอบหมายต่ออัลลอฮ์) กับสิ่งที่เราได้ตัดสินใจทำลงไปแล้ว เพื่อให้เกิดผลดี