มาถึงช่วงนี้เราอาจจำแนกการแสดงออกทางจิตวิญญาณในงานเขียนได้เป็น 2 ระดับ คือจิตวิญญาณของยุคสมัยซึ่งมุ่งเน้นและสร้างเสริมคุณค่าฐานะความเป็นมนุษย์ในโลกของปุถุชน และจิตวิญญาณที่อยู่เหนือกาลเวลา ซึ่งมองเห็นด้านมืดของชีวิตสมัยใหม่และมุ่งเน้นนำพามนุษย์ให้ก้าวพ้นความจำกัดของชีวิตในทางโลก

 ตัวอย่างของนักเขียนประเภทแรกนั้นมีอยู่มากมายนับไม่ถ้วน ยกตัวอย่างเช่น รุสโซ วิคเตอร์ ฮูโก เอมิล โซลา เชคอฟ ตอลสตอย แมกซิม กอร์กี้ หลู่ซิ่น มาจนถึงเฮมิงเวย์ และสไตน์เบค ฯลฯ เป็นต้น สำหรับนักเขียนประเภทหลังก็มีไม่น้อยเช่นกัน เช่นดอสโตเยฟสกี้ คาลิล ยิบราน รพินทรนาถ ฐากูร เฮอร์แมน เฮสเส และอีกหลายๆ ท่าน

 แน่ล่ะ ผู้สร้างงานเขียนเหล่านี้อาจจะไม่ได้อิงคำสอนทางศาสนาแบบที่เคยมีมาแต่เดิม แต่ก็ตั้งคำถามกับชีวิตที่เป็นอยู่ และเรียกร้องโลกที่ดีกว่า จริงกว่าหรือถูกต้องกว่า นักเขียนบางคนเขียนแทนเพื่อนมนุษย์ที่ไม่มีปากเสียง (ซึ่งเป็นการยกระดับทางจิตวิญญาณของตัวผู้เขียนเอง) นักเขียนบางคนเขียนถึงมิติของชีวิตที่โลกหลงลืม บ้างใช้เรื่องราวรูปธรรมของความจริงเฉพาะส่วน (particular) นำพาผู้อ่านไปสู่ความเข้าใจความจริงสูงสุด (universal) ของการเกิดมาเป็นคน

 แต่ไม่ว่าจะมีความหลากหลายสักแค่ไหน ผลงานโดยรวมของท่านเหล่านี้ต่างก็มีส่วนช่วยเชิญชวนมนุษยชาติให้สลัดทิ้งจิตใจที่หยาบกระด้างและเห็นแก่ตัว มาสู่จิตวิญญาณที่ละเอียดอ่อนและวัฒนธรรมที่ใช้สติปัญญา 

 พูดอีกแบบหนึ่งก็คือว่าที่โลกของเราหมุนไปสู่ความเจริญได้ ก็เพราะหนังสือมีส่วนสร้าง เพราะฉะนั้นเราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าการเขียนหนังสือในความหมายนี้เป็นพลังขับเคลื่อนทางสังคมที่สำคัญ แม้จะไม่ปรากฏชัดหรือเห็นผลทันตาเหมือนพลังอื่นๆ แต่ถ้าขาดหายไปเสียแล้ว สังคมก็อาจจะเติบโตแบบแคระแกร็นหรือพิกลพิการ 

 ส่วนคนที่เติบโตมากับวรรณกรรมที่เชิดชูคุณค่าและศักดิ์ศรีของมนุษย์ หรือวรรณกรรมที่มุ่งสู่อิสรภาพทางจิตวิญญาณ การใช้ชีวิตอย่างมักง่าย เอาแต่ได้และโง่เขลาเบาปัญญา หรือปราศจากมโนธรรมสำนึก คงเป็นเรื่องที่ทำได้ยากเต็มที

 นึกถึงความรู้สึกเมื่อได้อ่านบางวรรคตอนของ The Prophet  ซึ่งเขียนโดย คาลิล ยิบราน หรือเมื่อได้อ่าน สาธนา ของรพินทรนาถ ฐากูร

 ใช่หรือไม่ว่างานเขียนแบบนี้ ทำให้เราต้องมอบหัวใจให้แก่ผู้อื่น และสิ่งอื่นที่สูงส่ง โดยข้ามพ้นผลประโยชน์อันคับแคบของตัวเอง

 และเมื่อทำเช่นนั้นแล้ว ก็ยิ่งค้นพบความลึกในจิตใจของตัวเรา

 ถึงตรงนี้บางท่านอาจจะสงสัยว่าทำไมผมจึงยกตัวอย่างแต่นักเขียนในระดับโลก ซึ่งแม้จะมีผลงานงดงามลึกซึ้งแต่ก็มิได้งอกงามขึ้นจากเนื้อดินของประเทศไทย อันที่จริงผมไม่มีเจตนาอันใดนอกจากเห็นว่าทั้งวรรณกรรมและประเด็นจิตวิญญาณนั้นเป็นเรื่องสากล อีกทั้งส่วนใหญ่ของนักประพันธ์ที่ผมเอ่ยถึงก็มีผลงานที่ถูกแปลเป็นภาษาไทย และคนไทยจำนวนไม่น้อยต่างรู้จักคุ้นเคย

 กล่าวสำหรับกรณีของนักเขียนไทย ในช่วงแรกๆ ที่การเขียนและการอ่านงานสมัยใหม่หยั่งรากเฟื่องฟูขึ้นในประเทศเรา นักเขียนรุ่นก่อนจำนวนไม่น้อย ต่างก็ใช้งานเขียนของตนสมทบส่วนให้กับการสร้างจิตวิญญาณแห่งยุคสมัย ด้วยการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาค ภราดรภาพ เพื่อให้ผู้คนในประเทศได้ยกระดับความเป็นมนุษย์ของตน

 เช่นนี้แล้วในวงการเขียนของไทยจึงมีบรรพชนทางปัญญาซึ่งเป็นที่รู้จักดีอยู่หลายท่าน ยกตัวอย่างเช่น กุหลาบ สายประดิษฐ์, อัศนี พลจันทร์, เสนีย์ เสาวพงษ์, อิศรา อมันตกุล, จิตร ภูมิศักดิ์, ทวีป วรดิลก และสุวัฒน์ วรดิลก ฯลฯ เป็นต้น

 ที่ผ่านมาในอดีตคนไทยจำนวนไม่น้อยเติบโตและหล่อหลอมจิตวิญญาณของตนด้วยการอ่านงานของท่านเหล่านี้ แต่ก็น่าเสียดายที่ในระยะหลังๆ การเขียนหนังสือในทิศทางดังกล่าวไม่ค่อยมีคนสืบทอด ข้อนี้สาเหตุหนึ่งน่าจะมาจากแรงกดดันของตลาด ซึ่งเรียกร้องให้หนังสือเป็นแค่คู่มือแสวงหาโชคลาภ หรือไม่ก็เป็นแค่อุปกรณ์สร้างความบันเทิงเริงรมย์

 ถึงวันนี้ เราคงต้องยอมรับว่าการเขียนหนังสือมิได้เป็นกิจกรรมของคนจำนวนน้อยที่เป็นนักปราชญ์หรือผู้นำทางจิตวิญญาณอีกต่อไป และคงต้องยอมรับอีกด้วยว่าทักษะในการอ่านเขียนที่ขยายกว้างออกไปในโลกยุคใหม่ก็มีข้อดีอยู่หลายอย่าง สิ่งนี้เมื่อสมทบกับเทคโนโลยีการพิมพ์และการเติบโตของสื่อสิ่งพิมพ์ ย่อมช่วยให้คนจำนวนมากได้ติดต่อสื่อสารกันผ่านตัวอักษรมากขึ้น ความรู้ในศาสตร์แขนงต่างๆ สามารถเผยแพร่ได้กว้างขวางขึ้น

 อย่างไรก็ตาม เมื่อการเขียนหนังสือได้กลายเป็นอาชีพอย่างหนึ่ง และทั้งผู้เขียนและผู้อ่านก็มีความแตกต่างหลากหลายมาก จึงเป็นเรื่องธรรมดาอยู่เองที่จุดมุ่งหมายในการเขียนจะแตกกระจายออกไปหลายทิศทาง งานเขียนจำนวนหนึ่งอาจยังคงคุณค่าทางวัฒนธรรมและจิตวิญญาณ งานเขียนจำนวนมากมีคุณสมบัติปานกลาง ไม่ก่อโทษแต่ก็ไม่เกิดประโยชน์ แต่ก็มีงานเขียนจำนวนไม่น้อยที่ไม่เพียงขาดสาระสร้างเสริมความลุ่มลึกทางจิตวิญญาณ หากยังช่วยเร่งทำลายจิตวิญญาณมนุษย์ให้เหลือแต่เรื่องอหังการมมังการ

 ในความรู้สึกของผม สภาพเช่นนี้นับว่าน่าเป็นห่วง เพราะว่ามันส่งผลต่อบทบาทสร้างสรรค์จรรโลงโลกของการเขียนหนังสือโดยตรง พูดง่ายๆ ก็คือพื้นที่สำหรับหนังสือดีมีน้อยลง และน้อยลงเรื่อยๆ อย่างน่าใจหาย ทั้งในร้านที่จัดจำหน่ายและในวิถีชีวิตของผู้คน

 การที่หนังสือกลายเป็นสินค้าชนิดหนึ่ง และการผลิตหรือการจำหน่ายหนังสือกลายเป็นกิจกรรมเชิงพาณิชย์อาจจะไม่ใช่สิ่งเลวร้ายโดยตัวของมันเอง แต่พอมาบวกกับปัจจัยอื่นๆ ที่พาสังคมไทยมาสู่ภาวะไร้รสนิยมและแตกสลายทางด้านจิตวิญญาณ นับวันสภาพของตลาดหนังสือโดยรวมก็ยิ่งปฏิเสธหนังสือที่มีแก่นสารมากขึ้น ในทิศทางตรงข้าม หนังสือที่กระตุกกระตุ้นด้านมืดของมนุษย์ หรือหนังสือประเภท "จิตวิญญาณ" แบบเปลือกๆ ทิ้งแก่นเอากาก กลับมีพื้นที่เหลือเฟือในสถานที่จัดจำหน่าย

 อันที่จริงสถานการณ์ดังกล่าวไม่เพียงเกิดขึ้นกับตลาดหนังสือเท่านั้น หากเป็นปัญหาของวงการศิลปะแทบทุกแขนง ที่จำเป็นต้องอาศัยกลไกตลาดมาช่วยเผยแพร่ผลงาน ยกตัวอย่างเช่น ภาพยนต์ที่มีระดับศิลปะสูงและมีเนื้อหาลึกซึ้งมักจะหาโรงฉายในเมืองไทยเกือบไม่ได้ ไม่ว่าจะได้รับรางวัลในระดับสากลมาสักกี่รางวัลก็ตาม

 เช่นเดียวกับวรรณกรรมระดับรางวัลโนเบล หรือรางวัลอื่นๆ ของสากล งานดีๆ ระดับโลกเหล่านี้ พอถูกแปลเป็นภาษาไทยแล้วก็มักจะหายไปจากแผงหนังสืออย่างรวดเร็ว

 นี่ยังไม่ต้องเอ่ยถึงตลาดการเมือง ซึ่งได้รับผลกระทบจากภาวะไร้รสนิยมและการแตกสลายทางจิตวิญญาณไม่แพ้ตลาดหนังสือเหมือนกัน

 (โปรดติดตามจันทร์หน้า)

เสกสรรค์ ประเสริฐกุล
ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ ได้กล่าวปาฐกถาเนื่องในงาน "วันนักเขียน" จัดโดยสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2553 ณ สถาบันปรีดี พนมยงค์ จึงนำมาถ่ายทอดเป็นตอนที่ 2