(1พ.ค.) จากสถานการณ์ความไม่สงบ ก่อให้เกิดความรุนแรงตามมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งเหตุระเบิดในพื้นที่ต่างๆ ทำให้เกิดความหวาดระแวงของผู้บริสุทธิ์ที่มีต่อสถานการณ์ในปัจจุบัน และล่าสุดกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่ง ชาติ(นปช.)ได้ทำการบุกยึดโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โดยอ้าง เรื่องของการตรวจหาเจ้าหน้าที่ทหารที่ซ่อนตัวอยู่ ซึ่งการกระทำดัง กล่าวทำให้แพทย์และเจ้าหน้าที่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็ม ประสิทธิภาพ ส่งผลกระทบต่อผู้ป่วยทั้งด้านสุขภาพกายและใจ  และทำให้ในที่สุดโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ซึ่งเป็นโรงพยาบาลที่ สร้างจากเงินภาษีของประชาชนไม่สามารถให้บริการแก่ประชาชนตามหน้าที่ได้

 โดยกลุ่มเยาวชน ศึกษาสันติวิธีขอเรียกร้องให้ผู้ชุมนุมรื้อแนวกั้นรั้วและถอนกำลังออก จากบริเวณโรงพยาบาลโดยทันที  เนื่องจากการยึดพื้นที่บริเวณโรงพยาบาลเป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิผู้ป่วย ละเมิดสิทธิผู้บริโภคและประชาชนทั่วไป

 นอกจากนี้กลุ่มเยาวชนศึกษาสันติวิธีขอเรียกร้องให้กลุ่มคน เสื้อแดงยึดแนวทางสันติวิธี ชุมนุมโดยปราศจากอาวุธ  วัตถุไวไฟ งดดื่มสุรา สิ่งมึนเมาในที่ชุมนุม  รวมไปถึงยุติการให้ข่าวสารที่ไม่ถูกต้องแก่ผู้ ชุมนุม และหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับกลุ่มประชาชนต่างๆ  รวมถึงกลุ่มประชาชนที่ไม่ยินยอมให้ นปช. เข้ามาในพื้นที่ชุมชนของตน  เพราะอาจจะทำให้เกิดความรุนแรง 

 ที่สำคัญวันนี้ นปช. อาจต้องทบทวนแล้วว่าถึงเวลาหรือยังที่ควรยุติการชุมนุมเพื่อเข้าสู่ กระบวนการหาทางออกให้กับสังคมไทยอย่างสร้างสรรค์  เพราะภายในระยะเวลาเพียงแค่ 1เดือนเศษ การชุมนุมของ นปช. ได้สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างมหาศาล  และสร้างความเดือดร้อน  แตกแยก หวาดระแวงแก่ประชาชนทั่วไปในสังคม กระทบกระเทือนถึงการดำรงชีวิตอย่างปกติสุขของประชาชนอย่างมาก  การแสดงออกหลายครั้งของผู้ชุมนุม นปช. มิได้เป็นไปอย่างสันติวิธีโดยแท้จริงตามที่กล่าวอ้าง ตั้งแต่การรุกล้ำสิทธิในที่พักอาศัยส่วนตัวของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ  ไปจนถึงการตั้งด่านตรวจค้นรถยนต์ ทรัพย์สินของประชาชนบนทางหลวงซึ่งเป็นการก้าวล่วงต่อสิทธิพลเมืองของประชาชน ทั่วไปอย่างชัดเจน ขัดแย้งต่อหลักการสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานที่สากลโลกยอมรับได้

 สุดท้ายนี้กลุ่มเยาวชนศึกษาสันติวิธีอยากให้ทุกฝ่ายคำนึงถึงผลประโยชน์ของ ประเทศชาติเป็นหลัก ทบทวนบทบาทหน้าที่ของตนเองว่าสิ่งที่ตนกระทำอยู่นั้นเป็นสิ่งที่สมควรหรือไม่ หากผู้ใหญ่ทะเลาะกันอย่างนี้แล้วเยาวชน ซึ่งเป็นอนาคตของประเทศชาติจะเป็นเช่นไร ในฐานะเยาวชนขอฝากคำถามนี้แก่ทุกฝ่ายร่วมกันคิดและหาคำตอบให้แก่เด็ก ๆ ที่จะเป็นอนาคตของชาติต่อไป

ยาวชนมุสลิมพิจิตรละหมาดขอพรให้ประเทศสงบสุข

 ที่มัสยิดดิย่าอุ้ลอิสลามพิจิตร เยาวชนมุสลิมจาก 3 จังหวัดชายใต้ภาคใต้ ซึ่งอยู่ระหว่างการฝึกอบรมในโครงการ “ ทำดี มีอาชีพ ” ของกระทรวงแรงงาน ณ ศูนย์พัฒนา ฝีมือแรงงานจังหวัดพิจิตร จำนวน 38 คน ได้เดินทางไปร่วมกันทำความสะอาดมัสยิดซึ่งเป็นสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนาของผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามในจังหวัดพิจิตรให้มีความสะอาด สวยงาม  และได้ร่วมทำพิธีละหมาดขอพรร่วมกับชาวมุสลิมในจังหวัดพิจิตร เพื่อขอให้คนไทยรักความสามัคคีและประเทศไทยมีความสงบสุขหตุการไม่สงบทางภาคใต้และจากการชุมนุมในกรุงเทพ     ตาม ความเชื่อทางศาสนา

 ทั้งนี้ เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ที่เสียชีวิตจาดเโดยเร็ว  รวมถึงทำพิธีละมาด ขอพระจากพระอัลเลาะห์ โดยคณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิดยังได้อบรมสั่งสอนให้เยาวชนถึงการสร้าง ความร่มเย็นเป็นสุขให้กับสังคม โดยกล่าวว่ คนเราต่างคนต่างจิตใจ อย่าทำอะไรตามแต่ใจตนเอง ควรหันหน้าเข้าหากัน เอาใจเขามาใส่ใจเรา ไม่ถือว่าความคิดเห็นของตนเองเป็นความคิดที่ถูกต้อง เสมอไป เรื่องไหนที่จะก่อเกิดหรือนำมาซึ่งความแตกแยกก็จะต้องรีบหันหน้าปรึกษาหารือกันเพื่อเห็นแก่ความร่มเย็น และความรักของสังคมเรา

หมอ-พยาบาลรพ.ชุมชนทั่วไทยจี้ม็อบเคารพสิทธิผู้ป่วย

 นพ.เกรียง ตั้งสง่า ออกแถลงการณ์โดย กลุ่มแพทย์ พยาบาล บุคคลากรทางการแพทย์จาก โรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลทั่วไป และโรงเรียนแพทย์ ระบุว่า สืบเนื่องจากได้มีกลุ่มชุมนุมคนเสื้อแดงจำนวนหนึ่งบุกรุกเข้าไปในโรงพยาบาล จุฬาลงกรณ์ และได้เข้าไปในอาคารหอผู้ป่วยของโรงพยาบาล โดยอ้างว่า ต้องการเข้าไปตรวจค้นว่ามีทหารซุกซ่อนอยู่หรือไม่ เหตุการณ์ดังกล่าวได้สร้างความตื่นตระหนกต่อผู้ป่วย และเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลอย่างมาก เนื่องจากเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทั้งในประเทศไทย และในอารยประเทศอื่นทั่วโลก กลุ่มบุคลากรด้านการสาธารณสุข ขอเรียนชี้แจงต่อประชาชนทุกฝ่ายว่า

 (1) ตามกติกาสากลที่ทุกประเทศยึดถือนั้น กลุ่มผู้ป่วย กลุ่มเจ้าหน้าที่ที่ให้การรักษาพยาบาล ย่อมมีหน้าที่และความรับผิดชอบในการดูแลรักษาพยาบาลผู้เจ็บป่วยทุกรายโดยไม่เลือกสถานะภาพ ของผู้ป่วยอยู่แล้ว แม้จะมีความแตกต่างด้าน เชื้อชาติ ศาสนา หรือความคิดเห็นทางการเมือง

 (2) ผู้ป่วย และผู้ปฏิบัติหน้าที่ทางการแพทย์ตลอดจนตัวสถานที่โรงพยาบาล สมควรได้รับสิทธิยกเว้น จากทุกฝ่ายให้อยู่เหนือความขัดแย้งทางการเมือง ไม่สมควรได้รับการแทรกแซง หรือการเข้ามา ยุ่งเกี่ยว หรือกระทำการใดๆ อันจะมีผลกระทบต่อการปฏิบัติงานตามหน้าที่ เพราะอาจมีผลกระทบต่อ สุขภาพ และชีวิตของผู้ป่วยได้

 (3) ขอวิ่งวอนให้ทุกฝ่าย เคารพกติกา กฎระเบียบของบ้านเมือง และขอให้ทุกฝ่ายมีสติ มีศีลธรรม คุณธรรมและจริยธรรม อยู่ในใจของตนเอง เพื่อความสงบสุขของบ้านเมืองต่อไป

ผอ.รพ.จุฬาฯย้ำไม่เจรจาเสื้อแดงที่ราชประสงค์เพราะไม่เหมาะสม

 รศ.น.พ.อดิศร ภัทราดูลย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กล่าวว่า หลังจากกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.)นำสิ่งกีดขวางกลับมาตั้งเป็นบังเกอร์ ติดโรงพยาบาลอีกครั้งวันที่ 30 เมษายนว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ประสานงานเตรียมจัดให้มีการหารือกันขึ้นในช่วงหัวค่ำ แต่ปรากฏว่าไม่มีตัวแทนหรือแกนนำ เดินทางมาหารือ ตามที่ปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์พบว่าหวั่นเกรงเรื่องการถูกจับกุม

ตัวตนเองมองว่า การประสานงานดังกลางมาจากเจ้าหน้าที่ตำรวจน่าจะต้องไว้ใจ เชื่อใจกันก่อนเพราะเป็นการประสานมา เพื่อแก้ผลกระทบกับโรงพยาบาล ไม่เกี่ยวกับเรื่องอื่นแต่การจะให้ตัวแทน หรือเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล เดินทางไปหารือในบริเวณพื้นที่ชุมนุมคงเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากดูไม่เหมาะสมอย่างมาก

กสม.สรุปแนวทางแก้ปัญหา"ม็อบ"ของอดีตนายกฯ

 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สรุปแนวทางแก้ไขปัญหาสถานการณ์และสภาพปัญหาในสังคมไทย ว่า นับตั้งแต่เกิดการชุมนุมสาธารณะในวันที่ 12 มีนาคม 2553 เป็นต้นมา เหตุการณ์ได้ตึงเครียด ทวีความรุนแรงขึ้นเป็นลำดับจนถึงปัจจุบัน อันเป็นที่วิตกและหวั่นเกรงของประชาชนโดยทั่ว คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติรู้สึกห่วงใยอย่างยิ่ง จากการติดตามสถานการณ์ที่ผ่านมาได้มีข้อเสนอแนะและเรียกร้องให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องยึดมั่นสันติวิธี ไม่ใช้ความรุนแรง เคารพสิทธิ เสรีภาพของกันและกัน โดยเสนอให้ทั้งสองฝ่ายหาวิธีการยุติปัญหาด้วยการเจรจา

 เพื่อคลี่คลายปัญหาความรุนแรงของบ้านเมืองให้ยุติลงด้วยความสงบสันติ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้เข้าพบหารือกับท่านอดีตนายกรัฐมนตรี ได้แก่นายชวน หลีกภัย นายอานันท์ ปันยารชุน นายบรรหาร ศิลปอาชา พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และผู้นำทางศาสนาใหญ่ ได้แก่ ศาสนาพุทธ ศาสนาอิสลาม และศาสนาคริสต์ เพื่อรับฟังความคิดเห็นและขอรับคำปรึกษาต่อสถานการณ์พร้อมวิเคราะห์สภาพปัญหาในสังคมไทยปัจจุบัน ตลอดจนความไม่เป็นธรรมเชิงโครงสร้างในด้านต่าง ๆ ที่นำไปสู่การละเมิดสิทธิ เพื่อเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาบ้านเมืองให้เกิดความสันติสุข

ทั้งนี้เมื่อนำข้อคิดเห็นต่างๆของบุคคลดังกล่าวข้างต้นมาประมวลแล้ว มีข้อสรุปได้ดังนี้

 1. ทุกฝ่ายต้องยุติการใช้ความรุนแรงและการเผชิญหน้ากัน โดยขอให้ทุกฝ่ายถอยไปอยู่ในสถานะภาพก่อนวันที่ 10 เมษายน 2553 เพื่อระงับเหตุการณ์ที่นับวันจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น

 2. ขอให้ทุกฝ่ายยุติการกระทำที่เป็นการข่มขู่คุกคาม และการกระทำด้วยประการใดอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนทุกรูปแบบ

 3. ขอให้ทุกฝ่ายแก้ปัญหาด้วยวิธีการเจรจาด้วยความจริงใจ โดยรูปแบบการเจรจาลับไม่ต้องเผยแพร่ผ่านสื่อสาธารณะ เมื่อได้ผลสรุปที่ยุติแล้วทั้งสองฝ่ายจึงให้นำเสนอต่อสาธารณชนได้รับรู้เพื่อนำไปสู่การร่วมกันแก้ไขปัญหาระยะยาวต่อไป

 4. หากฝ่ายใดปฎิเสธการแก้ไขปัญหาความรุนแรงด้วยการเจรจา ขอให้สังคมประณามว่าฝ่ายดังกล่าวมุ่งทำร้ายประเทศไทย และมีเจตนาซ้อนเร้นก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง

 5. รัฐบาลต้องรับข้อเรียกร้องของประชาชนและเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำของชนชั้น ความไม่เป็นธรรมในสังคม และความเดือดร้อนของประชาชนผู้ยากไร้ที่มาชุมนุมโดยทันที และรายงานให้สาธารณชนได้ทราบเป็นระยะโดยทั่วกัน

 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมข้อหารือของอดีตนายกรัฐมนตรี ผู้นำ 3 ศาสนา และสังคมไทยมีความหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกฝ่ายจะรับข้อเสนอแนะดังกล่าวข้างต้นไปดำเนินการเพื่อผลประโยชน์ของชาติ บนพื้นฐานของความรัก ความปรารถนาดีต่อกัน จะได้เกิดความสงบและสันติสุขกลับคืนมาโดยเร็ว

เกิดเหตุคนร้ายยิงลูกแก้วใส่สีลมเซ็นเตอร์กระจกแตก

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อเวลา05.00น.ได้เกิดเหตุคนร้ายใช้หนังสติ๊กยิงลูกแก้วเข้าไปยังอาคารโรบินสัน และสีลมเซ็นเตอร์ส่งผลให้ประตูกระจกแตกมีร่องรอยสะเก็ดกระจกแตกสองจุดรวมทั้งร้านแมคโดนัลด์มีรอยเพิ่มอีก 2 จุด หลังจากมีร่องรอยอยู่แล้วจากเหตุปะทะหลายวันก่อนซึ่งทางร้านได้นำแผ่นป้ายประกาศห้ามโดนกระจกมาติดไว้

 ทั้งนี้วิธีการยิงดังกล่าวมาจากด้านบริเวณถนนพระราม 4ฝั่งรพ.จุฬาที่มีเพียงตู้โทรศัพท์ 5 ตู ไม่มีจนท.ทหาร ตำรวจประจำการจะมีเพียงการ์ดนปช.ประมาณ 50 คน แต่จะมีในจุดถัดไปคือที่แยกอังรีดูนังต์ ทั้งนี้ตลอดทั้งคืนที่ผ่านมามีเสียงดังคล้ายปะทะตลอดคืนชม.ละครั้ง

 อย่างไรก็ตามจากเหตุดังกล่าวไม่มีผู้บาดเจ็บโดยพนักงานที่ทำงานในช่วงกลางได้กลับบ้านไปแล้วซึ่งทางร้านยังเปิดให้บริการตามปกติ  ในส่วนของจนท.รพ.จุฬาก็ยังปฏิบัติงานตามตึกต่างๆ  ตามปกติยกเว้นตึกมงกุฏเพชรรัตน์ ตึกสก.และตึก ภปร.ไม่มีจนท.ของรพ.ปฏิบัติหน้าที่แต่อย่างใด