เมื่อคืนวันที่ 16 พ.ค.52 เวลา 20.00 น. จึงบอกแฟนให้พาไปโรงพยาบาลที่ทำประกันสังคมไว้ แพทย์หญิงผู้ตรวจวินิจฉัยบอกว่า ดิฉันเป็นโรคกระเพาะ และฉีดยาแก้ปวด 1 เข็ม แต่ไม่หายปวด แพทย์สั่งให้นอนดูอาการที่โรงพยาบาล ปวดท้องมาก นอนไม่ได้ ต้องนั่งเอาหมอนกดท้องไว้ อาเจียนตลอด ไม่มีใครสนใจจนถึง 7 โมงเช้า พอ 8 โมงเช้า ก็มีเจ้าหน้าที่นำรถเข็นมารับไป แพทย์หญิงคนเดิม เขาถามอาการ กดท้อง และสรุปอาการว่า ดิฉันเป็นโรคกระเพาะ เหมือนเดิม
 ดิฉันขอให้อัลตร้าซาวนด์ หรือเอกซเรย์ เพราะปวดท้องมาก แพทย์หญิงบอกว่า ไม่เป็นไร เดี๋ยวให้ยาธาตุน้ำขาวไปทานเพิ่ม ถ้าไม่ดีขึ้น พรุ่งนี้มาพบอีกครั้ง ดิฉันจำใจต้องกลับทั้งที่ยังปวดท้องอยู่มาก กลับมาบ้านก็ไม่ได้นอนเลยเพราะไม่ดีขึ้น ต้องนั่งและเอาหมอนกดทั้งคืน
 เช้าวันที่ 18 พ.ค. 52 แฟนพาไปอีกโรงพยาบาลหนึ่ง ดิฉันเดินไม่ไหว อาเจียนมาก พยาบาลพาไปเจาะเลือดและตรวจปัสสาวะที่ห้องฉีดยา ระหว่างนอนรออยู่ที่ห้องฉีดยา ก็ถ่ายออกมาไม่รู้ตัว ปวดมาก ทรมานมาก ไม่เคยปวดแบบนี้มาก่อน บอกพยาบาลว่า ขอให้ผ่าตัดไส้ติ่งให้ พยาบาลก็ดุว่า มีนายแพทย์ด้านสูตินรีเวชมาล้วงช่องคลอด ดิฉันก็บอกว่า ไม่ได้เจ็บมดลูก
 ต่อมา มีนายแพทย์อีกท่านหนึ่งมาพบดิฉัน จึงสั่งให้เวรเปลนำดิฉันไปเอกซเรย์ อัลตร้าซาวนด์ และพาเข้าห้องผ่าตัด บอกว่า ดิฉันเป็นไส้ติ่งอักเสบเเล้วแตก จากนั้นก็เรียกแฟนและน้องสาวของดิฉันเข้าไป บอกว่า ดิฉันเป็นไส้ติ่งแตก แตกตอนไหนก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้นให้ญาติทำใจไว้บ้าง "หมอไม่แน่ใจว่าจะรอด หมอรู้ช้าไป อาจจะ 50-50" แฟนดิฉันและน้องจึงเซ็นให้หมอผ่าดิฉัน หลังจากผ่าตัด ดิฉันนอนห้อง ICU 1 คืน
 วันที่ 19 พ.ค. 52 ตอน 11.00 น. ดิฉันรู้สึกตัว แผลผ่าตัดไม่ได้เย็บ เผื่อว่า หนองยังมีอยู่ในท้อง หมอจะได้ดูดออก เดินไม่ได้ ถ่ายบนเตียง ใส่แพมเพิร์สตลอด ล้างแผลทุกวัน กินน้ำ กินข้าวไม่ได้เป็นเวลา 7 วัน น้ำหนักลดลง ผอมมาก พยาบาลทุกคนเอาใจใส่เป็นอย่างดี จนแพทย์อนุญาตให้กลับบ้านได้ในวันที่ 2 มิ.ย. 52 แต่ต้องไปล้างแผลทุกวัน
พรทิพา วงศ์สว่าง