พลันเสียงเพลงประจำประชาชาติอาเซียน (ASEAN Anthem) "ดิ อาเซียน เวย์ (THE ASEAN WAY)" ดังกระหึ่ม ท่วงทำนอง และเนื้อหาที่ร้อยเรียงอย่างไพเราะ สื่อถึงการเชื่อมโยงประชาชนกว่า 500 ล้านคน จาก 10 ประเทศในภูมิภาคอาเซียนให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ทลายกำแพงความเหลื่อมล้ำระหว่างชนชาติ และพร้อมร่วมใจที่จะพัฒนาภูมิภาคนี้ให้รุดหน้า 

 ดิ อาเซียน เวย์ หรือ "วิถีแห่งอาเซียน" เป็นผลงานการประพันธ์ของ 3 คนไทย คือ กิตติคุณ สดประเสริฐ สำเภา ไตรอุดม และ พยอม วลัยพัชรา ที่สามารถชนะใจคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากประเทศสมาชิก 10 ชาติในอาเซียน รวมทั้งคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากจีน ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย จนคว้ารางวัลชนะเลิศการประกวดบทเพลงมาเป็นผลสำเร็จ ได้สร้างเกียรติยศ และความภาคภูมิใจให้แก่คนไทยทั้งประเทศ

  สำเภา ผู้ประพันธ์ทำนองเพลง ซึ่งเป็นอาจารย์ประจำคณะดุริยางคศาสตร์ สาขาเชิงพาณิชย์ ม.ศิลปากร เล่าให้ฟังว่า ถือเป็นที่สุดของความภาคภูมิใจ จากการเข้าร่วมแข่งขันการประกวดเพลงประจำชาติอาเซียน ซึ่งได้รับการคัดเลือกให้เป็นบทเพลงชนะเลิศระดับประเทศ ในการเป็นตัวแทนของประเทศไทยลงแข่งขันร่วมกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค

  "แต่ละประเทศส่งได้ไม่เกิน 20 เพลง ไทยส่ง 11 เพลง ก็กะไว้ว่าน่าเข้ารอบ 10 เพลงสุดท้ายนะ แต่ไม่คิดว่าจะได้ที่ 1  ไม่กล้าหวัง เรื่อง แรงบันดาลใจในการแต่งเพลงนี้เป็นอารมณ์นามธรรมให้เรานึกถึงสมาชิกประชาคมอาเซียนมองไปยังจุดหนึ่งร่วมกันแล้วร้องเพลงๆ หนึ่งแบบดังกึกก้อง หนักแน่น เข้มแข็งและมีพลัง แสดงให้เห็นถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียว พร้อมจะก้าวไปข้างหน้าด้วยกันอย่างสันติสุข เชื่อว่าเป็นเหตุผลที่คว้ารางวัลชนะเลิศครั้งนี้มาได้” หนึ่งในเจ้าของทำนองเพลงอันไพเราะกล่าว

 ตลอด 3 เดือนของการแข่งขันที่คณะผู้ประพันธ์ได้พัฒนาท่วงทำนองดนตรีให้ไพเราะและสมบูรณ์ที่สุด จนคว้ารางวัลชนะเลิศจาก 99 บทเพลงจาก 10 ประเทศที่เข้าร่วมแข่งขัน เบื้องต้นสำเภารับหน้าที่ร่างทำนองขึ้นมา 5 เวอร์ชั่น และได้ลงความเห็นคัดเลือกเวอร์ชั่นสุดท้ายซึ่งถูกใจสมาชิกที่สุด แล้วส่งต่อให้กิตติคุณ อาจารย์ประจำคณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยเดียวกัน ช่วยแต่งทำนองเพิ่มเติม พร้อมกับเรียบเรียงเสียงประสานกับวงออเคสตรา จากนั้นพยอม ซึ่งทำงานด้านประชาสัมพันธ์ เป็นจิ๊กซอว์ชิ้นที่สาม รับหน้าที่ผู้แต่งเนื้อเพลงนำมาประกอบเป็นบทเพลงประจำชาติอาเซียนที่สมบูรณ์แบบ

  แต่กว่าจะลงตัวเป็นบทเพลงที่มีเนื้อหาและท่วงทำนองอันน่าประทับใจไม่ใช่เรื่องง่าย กิตติคุณ กล่าวว่า ในแง่ของดนตรี ที่นำตัวโน้ตมาเชื่อมร้อยเป็นเพลงดนตรีคลาสสิกกึ่งสโลมาร์ท แสดงถึงความมีชีวิตชีวา และพลังในการเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน โดยในท่วงทำนองมีไฮไลท์อยู่ 2 จุดรับกับเนื้อร้องที่สอดคล้องและเข้าถึงประเด็นที่บ่งบอกถึงการที่เรามีจุดมุ่งหมายการเป็นประชาคมอาเซียนร่วมกัน    
    

    ขณะที่ พยอม ซึ่งรับหน้าที่แต่งเนื้อร้อง บอกว่าการสรุปรวบยอดเนื้อหาและทำนองเพลงให้สมบูรณ์ภายใน 1 นาที ถือเป็นโจทย์ที่ท้าทายที่สุด ทำอย่างไรให้เพลงนี้มีเนื้อที่ฟังง่าย ติดหู ตื่นเต้น และกลับมาฟังอีกครั้ง สำหรับประโยคชัดเจนที่สื่อความหมายถึงการเป็นอันหนึ่งอันเดียวของความเป็นประชาคมอาเซียน นั่นคือ “dare to dream we care to share.” แสดงให้เห็นถึงหัวใจของการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนได้ต้องมีความฝันอันเดียวกัน และมีหัวใจที่เอื้ออาทรที่จะแบ่งปันกันและกัน

   “41 ปีที่อาเซียนรวมกัน ก่อนหน้านี้ยังไม่มีความเป็นองค์กรอย่างแน่นแฟ้น มาปลายปี 2551 มีการลงมติว่าจะต้องรวมกันอย่างทางการ ตามกฎบัตรอาเซียน (Asean Charter) และต่อไปนี้จะต้องมีเพลงประจำประชาคมอาเซียน ซึ่งเพลงนี้เคยดังกระหึ่มมาแล้วเมื่อครั้งพิธีเฉลิมฉลองการรับรองกฎบัตรอาเซียนที่สำนักงานเลขาธิการอาเซียน กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย แต่ครั้งนี้ถือว่ายิ่งใหญ่กว่า เพราะเป็นการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ถือเป็นเรื่องสำคัญที่คนไทยยังไม่ค่อยรู้ อยากให้คนไทยภาคภูมิใจไปด้วยกัน" พยอม เผยแรงปรารถนาสูงสุด

 บทเพลงอันสื่อถึงความสมัครสมานสามัคคีในภูมิภาคอาเซียนโดยไร้เส้นแบ่งระหว่างเชื้อชาติและศาสนา "THE ASEAN WAY" จะนำไปแปลเป็นภาษาของชนชาติ 10 ประเทศสมาชิกอาเซียน รวมทั้งจะนำไปดัดแปลงเป็นเพลงสไตล์แจ๊ส และเพลงไทยเดิม ตราบใดที่ยังมีการรวมตัว และความร่วมมือของอาเซียน เพลงนี้จะคงอยู่และจะใช้ประกอบการประชุมสุดยอดอาเซียน และการประชุมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยทุกครั้งที่บรรเลงเพลงนี้ ยิ่งเป็นการแสดงพลังความเป็นหนึ่งเดียวของอาเซียนด้วยฝีมือการประพันธ์ของคนไทย

เรื่อง... "นันทิดา พวงทอง"