และสิ่งนี้เป็นแม่เหล็กดึงดูดผู้คนจากทุกสารทิศให้แวะเวียนมาเยี่ยมเยือนได้ไม่ขาด ซึ่งถึงแม้จะเป็นครั้งแรกของการมาถึง แต่เสน่ห์ของเมืองเล็กๆ นี้ก็ตรึงให้ผมอยากทำความรู้จักให้มากยิ่งขึ้น โดยสัมผัสแรกเริ่มต้นด้วยการนั่งปล่อยใจบนเครื่องบินลำกะทัดรัด "ลาว แอร์ไลน์" เหินฟ้าข้ามภูผาสูงชันสลับซับซ้อนจากนครหลวงเวียงจันทน์ใช้เวลาราว 45 นาทีก็มาจอดที่สนามบินฉบับกระเป๋าของหลวงพระบาง อากาศช่วงหน้าฝนดูจะอบอ้าวไม่แพ้เมืองไทย แต่ก็อุ่นใจ เพราะความรู้สึกเหมือนไม่ได้มาไกลจากชายแดนสยามสักเท่าไหร่

 ฝรั่งเศสยึดครองหลวงพระบางนานถึง 45 ปี จึงไม่แปลกที่เมื่อรถแล่นผ่านตัวเมืองจะเห็นตึกรามบ้านช่องสร้างแบบฝรั่งเกลื่อน ขณะที่อาคารลูกครึ่งฝรั่งผสมลาวแท้ๆ ก็มีให้เห็นมากเช่นกัน พระราชวังหลวงพระบาง และพิพิธภัณฑ์พระราชวังเจ้าฟ้ามหาชีวิต คือเหตุผลสนับสนุนได้ดี สถานที่สำคัญที่เป็นเหมือนแลนด์มาร์คนี้สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1940 เพื่อเป็นที่ประทับของพระเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์ ตัวตึกเป็นทรงเรขาคณิตแบบฝรั่งแต่เรือนยอดเป็นหลังคาซ้อนลดหลั่นศิลปะลาว และภายในพระราชวังฯ ยังมีหอประดิษฐาน "พระบาง"  แต่เห็นว่าสร้างมาเกือบๆ 30 ปีแล้วก็ยังไม่แล้วเสร็จ ใครมาที่นี่ต้องแวะนมัสการพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์องค์นี้ ช่วงวันสงกรานต์จะมีการอัญเชิญพระบางขึ้นมณฑปแล้วแห่แหนรอบเมืองให้ประชาชนได้สรงน้ำ อารมณ์เดียวกับพระพุทธสิหิงค์ของบ้านเรานั่นแหละ

  แต่กระนั้นก็เถอะ คงไม่มีสถานที่ไหนสื่อความเป็นหลวงพระบางได้ดีเท่า "วัดเชียงทอง" แล้วก็ไม่แปลกใจด้วยว่าทำไมคนลาวเขาภูมิใจนักหนากับวัดนี้ มองโดยรวมพื้นที่ไม่ได้ใหญ่โตโอ่อ่าอะไร แต่เรื่องศิลปะลาวแท้ๆ นี่สิ ดึงดูดสายตาชะมัด ถึงแม้จะสร้างราว พ.ศ. 2102-2103 สมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช แต่มนต์ขลังของศิลปะดั้งเดิมก็ไม่สร่างซา โดยเฉพาะพระอุโบสถ ที่คนลาวเรียกว่า "สิม" สวยได้สัดส่วนด้วยหลังคาแอ่นโค้ง ลาดต่ำลงมาซ้อนกันสามชั้น ว่ากันว่านี่คือศิลปะแห่งหลวงพระบาง จนนักโบราณคดียกย่องว่าวัดเชียงทองเป็นดั่งอัญมณีแห่งสถาปัตยกรรมลาว ใครพลาดมาชมถือว่ามาไม่ถึง

 สำรวจความงามของหลวงพระบางถ้าจะให้ได้รสชาติของเมืองมรดกโลกจริงๆ ต้องพยายามใช้เท้าให้มากที่สุด ด้วยการจัดระเบียบของเมืองและความไม่จอแจของยวดยานทำให้เดินเพลินทีเดียว แต่นั่นอาจต้องออกแรงอีกนิดหากอยากชื่นชมวิวเบื้องสูงได้ทั้งเมือง และจุดชมวิวบนยอดเขาพูสีก็ไม่ทำให้ผิดหวังบนนี้ยังเป็นที่ตั้งของ พระธาตุจอมพูสี ด้วย สาวเท้าก้าวข้ามบันได 328 ขั้นถึงจะหอบเอาการ แต่อยากมองวิวระดับสายตานกและไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็ต้องยอม

 วัดที่หลวงพระบางตั้งเรียงรายมากมายเหลือเกิน เอาแค่เขตอนุรักษ์ก็เห็นเกือบ 30 วัด สำหรับแขกใหม่อย่างผมเห็นอะไรก็น่าสนใจไปหมด แอบเลียบเมียงมองวิถีของชาวหลวงพระบาง ซึมซับถึงแก่นของวัฒนธรรมสมคำร่ำลือ เช้ามืดชาวบ้านนุ่งผ้าซิ่นห่มสไบแล้วหอบเสื่อและกระติ๊บข้าวเหนียวมารอใส่บาตร พระและเณรน้อยที่เดินเรียงแถวออกจากวัดมาบิณฑบาตยาวเหยียด ทว่าเขาใส่แต่ข้าวเหนียวนะส่วนกับชาวบ้านจะผลัดเวรกันนำไปถวายที่วัดด้วยตัวเอง

 พอแดดแรกของเช้าวันใหม่เริ่มแผดแสง ก็ได้เวลาเดินจับจ่ายข้าวปลาอาหารที่ตลาดเช้า ซึ่งก็คือซอยเล็กๆ หลังวัดนั่นเอง อะไรที่ไม่เคยได้เห็นในตลาดบ้านเราเห็นได้ที่นี่ ส่วนใหญ่แม่ค้าพ่อค้าจะนำของป่ามาขาย จำพวกเห็ดป่า ผักหวาน หน่อไม้ และผักแปลกตา และที่น่าตื่นตาก็อย่าง งู อีเห็น เต่าเป็นๆ นก รังต่อ ตัวเงินตัวทอง ค้างคาว นี่เท่าที่เห็นวันนี้นะ สาวไทยใจอ่อนเดินช็อปแล้วอารมณ์อาจสะดุดจนช็อปไม่สุดซอยก็ได้

 อุ่นอารมณ์ให้กลับเป็นปกติด้วยกาแฟร้อนๆ ที่ "ประชานิยม" ร้านกาแฟขึ้นชื่อในหลวงพระบาง  แต่ไม่รู้ว่าประชานิยมตรงไหน ซดลงคอแล้วก็ธรรมดา สงสัยคนที่ต้องแวะอาจเพราะด้วยปากต่อปากและความที่ร้านขายกาแฟมีน้อยกระมัง ไม่อย่างนั้นเพิงหมาแหงนเล็กๆ หลังคามุงสังกะสีเกาะเก็บนี้คงไม่สมชื่อประชานิยมเป็นแน่แท้

 จากการลูบไล้ความศิวิไลซ์แห่งศิลปวัฒนธรรม และซึมซับวิถีหลวงพระบาง ทำให้ต้องย้อนกลับมาคิดว่า ความสุขกลางวิถีเทคโนโลยีกับความสบายใจในวิถีเรียบง่าย แท้จริงแล้วอยู่ที่ไหนกันแน่ คงเป็นความศิวิไลซ์ทางอารมณ์ที่สุดแต่ใครจะเลือก และผมเองก็กำลังชั่งน้ำหนักอยู่.... 

เรื่อง - ภาพ... "ชาญยุทธ ปะวะขัง"

ขอบคุณ : สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ