เมื่อวันที่ 19 เม.ย. เวลา 14.30น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ให้สัมภาษณ์กรณีลูกสาวของนายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย ร้องต่อสหภาพยุโรป(อียู) ต่อกรณีที่คสช.ควบคุมตัวนายวัฒนา ว่า ก็ไปร้องสิ ตนก็จะให้กระทรวงการต่างประเทศชี้แจงไป จะไปร้องเรื่องอะไร หากร้องเรื่องละเมิดสิทธิ์ แล้วกฎหมายมีหรือไม่ ว่าห้ามทำอะไรบ้าง ต้องพูดตรงนี้ก่อนอย่าไปพูดเรื่องละเมิดสิทธิ์ คุณไม่รังเกียจหรือที่นายวัฒนาละเมิดกฎหมาย แล้วคุณละเมิดหรือเปล่า ถ้าเมื่อไรที่ละเมิดก็โดนจับเหมือนกัน ต้องรู้ว่าอะไรคือกฎหมาย อย่าไปมองเฉพาะปลายเหตุ ถ้ามองเฉพาะปลายเหตุก็ตีกันอยู่อย่างนี้ แทนที่ประเทศเราจะดีขึ้น กลายเป็นว่าไอ้นั่นก็ไปไม่ได้ ประชามติเดินหน้าไม่ได้ เลือกตั้งก็ไปไม่ได้แล้วจะเอาอะไร ทำไมไม่ช่วยกันแก้ให้จบไปทีละเรื่อง กลับไปกลับมากันอยู่แบบนี้

             “สื่อต้องช่วยกันชี้แจงเขาหน่อย ว่าเขาทำผิดกฎหมาย ให้อภัยมาหลายครั้งแล้ว กฎหมายและคำสั่งเขียนไว้ และคำสั่งก็คือกฎหมาย หากจะบอกว่ากฎหมายไม่ชอบ อ้าว ก็ผมมาอย่างนี้ จะเอาอะไรกับผม แล้วถ้าผมไม่มาจะเกิดอะไรขึ้น ทำไมไม่คิดแบบนี้หรือมันดีอยู่แล้ว ก็เชิญเสด็จเถอะ ผมจะได้เลิกทำทั้งหมด” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

             ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการนัดแต่งชุดขาวรวมตัวให้ปล่อยตัวนายวัฒนา นายกฯ กล่าวว่า เรียกร้องไม่ได้ ไปฟ้องศาลนู่น ถ้าผิดกฎหมายก็ต้องดำเนินคดี มันกี่ครั้งแล้ว จริงๆแล้วเขาสัญญาไว้ตั้งแต่ 22 พ.ค.2557 นู่น แล้วมาบอกว่า สัญญาสี่ครั้ง อันนี้ไม่เกี่ยว แต่มันผิดมาตั้งแต่ตอนนู้นแล้ว เพราะคำสั่งออกมาตั้งแต่พ.ค. 2557 ก็อนุโลมกันมาตลอด พออนุโลมก็เอากันใหญ่ จนไม่รู้ว่าอะไรผิดกฎหมายอะไรคือคำสั่ง ไม่ได้หรอก วันนี้เราต้องเข้มงวดเรื่องกฎหมาย เพราะบ้านเมืองถ้าวุ่นวายตลอดความสงบสุขจะเกิดหรือไม่ ท่านไม่ต้องการเหรอ หรือจะให้ขัดแย้งแบบนี้

             “ผมพยายามบังคับใช้กฎหมายเท่าที่จำเป็น ขอให้เข้าใจเสียบ้าง และให้โอกาสมา 4 ครั้งแล้ว อย่างนี้ถือว่าจำเป็นหรือยัง และวันนี้ผมจับตาดูทุกกลุ่ม เดี๋ยวจะถูกว่ากลุ่มนู้นกลุ่มนี้ ทุกกลุ่มจะละเมิดกฎหมายไม่ได้ ใครละเมิดมาก็โดน ผมก็ต้องรักษาจุดยืนของผมให้ได้ ไม่ใช่ทางนี้โดน ทางนู้นไม่โดน ก็จะทะเลาะกันอยู่อย่างนี้ เมื่อไหร่จะจบ อีกหน่อยถ้านับ 4ครั้ง คนที่ยังไม่ทำผิดก็จะมาเริ่ม 3 ครั้ง ก็เป็นอย่างนี้ตลอด ซึ่งแล้วแต่ว่าอยู่ที่วัตถุประสงค์และเจตนารมณ์ของผู้ที่ออกมาพูดมากกว่า ถ้าบริสุทธิ์ผมไม่อยากยุ่งอยู่แล้ว แต่ถ้าไม่บริสุทธิ์ก็ต้องว่ากัน โดยใช้กฎหมาย ก็อยากให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย เดินสู่อำนาจประชาธิปไตยไม่ใช่เหรอ ถ้าไม่บังคับใช้กฎหมายในวันนี้จะเละอีกไหม ที่ผ่านมาบังคับใช้กันได้หรือไม่ ก็ไม่ได้ หากจะกลับไปสู่ยุคเดิม โกลาหลกันอีกก็ตามใจ ผมไม่ว่า ท่านก็ต้องรับผิดชอบ” นายกฯ กล่าว

             พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เดี๋ยวจะหาว่าตนโวยสื่อ โทษสื่อ แต่สื่อก็คือส่วนหนึ่ง ขอบอกตรงๆ ว่าต้องปฏิรูป แต่จะทำอย่างไรไปคิดเอาเอง ในสถานการณ์ไม่ปกติ สื่อควรจะทำอย่างไร ต้องเอาบ้านเมืองมาวิเคราะห์ว่าปัญหาอยู่ตรงไหน แล้วจะแก้อย่างไร ต้องช่วยกัน อะไรที่ตนพูดดีก็นำไปขยาย เพื่อให้เรื่องต่างๆเบาลง แต่ไม่มีที่ทำให้เบาลงสักอัน ยกทุกเรื่องมาเป็นปัญหาหมด หลายประเทศบอกว่าตนงานหนัก เขารู้ว่าประเทศไทยงานหนัก ซึ่งตนบอกว่าไม่เป็นไรเพราะทำเพื่อคนไทย หนักกว่านี้ก็ต้องทำ เพราะเป็นแผ่นดินที่ตนอยู่ ฉะนั้นใครจะเสนอหรือว่าอะไรมาก็พร้อมรับฟัง ปรับแก้ พร้อมแลกเปลี่ยนสถานการณ์ เพราะนี่คือบ้านเมืองของตนและของสื่อด้วย ถ้าสื่ออยากจะเขียนแบบตามใจวันหน้าก็ไปหาที่อยู่กันใหม่ ไม่มีที่อยู่หรอกจะบอกให้ เพราะมันเละไปหมด ตนว่าจะไม่พูดแรงแล้วนะ

             เมื่อถามว่า การควบคุมตัวนายวัฒนา ถูกมองว่าเพราะออกมาแสดงความคิดเห็นในร่างรัฐธรรมนูญ นายกฯ กล่าวว่า แล้วมันควรหรือไม่ เป็นการกระทำที่ทำให้เกิดความวุ่นวาย ขัดต่อความสงบบ้านเมือง ต้องไปดูคำสั่ง ส่วนเรื่องจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของท่าน ตนไม่ได้บังคับอยู่แล้วจะทำอะไรก็ทำ อยากได้อะไรก็ได้ทำไปเถอะ ทำดีได้ดี ทำไม่ดีก็ได้อย่างนั้น บ้านเมืองจะกลับไปที่ไหนก็แล้วแต่ท่าน ตนพูดจนเหนื่อยพูดมาสองปีกว่าแล้ว ถ้ายังกลับไปที่เดิมก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ประเทศไทยจะกลับไปสู่กลียุคใหม่ก็เอาสิ ถ้าปล่อยให้นายวัฒนาพูด ก็จะมีคนอื่นออกมาพูดอีก มีอีกพวกออกมาพูด อีกหน่อยจะห้ามพูดทั้งหมด ถ้ามันจำเป็นก็ต้องทำ บ้านเมืองต้องการความสงบอยากถามว่าคนที่เขาประกอบอาชีพทั่วไปเดือดร้อนอะไรไหม มีแต่การเมืองที่วุ่นวายจะเป็นจะตาย พูดแต่อนาคต ประเทศชาติ ประชาชน ปั้ดโธ่

             ผู้สื่อข่าวรายงานว่าพล.อ.ประยุทธ์ ได้ตัดตอนการสัมภาษณ์ประเด็นของนายวัฒนา โดยกล่าวเสียงดัง ว่า “ยังไม่เลิกถามเรื่องวัฒนาอีก ไป! โอย! เลิกพูดแล้ว ให้ค่าอยู่นั่นแหล่ะ ผมไม่ให้ค่าคนพวกนี้อยู่แล้ว เขาไม่เคยให้เกียรติผมอยู่แล้ว ผมทำไมต้องให้เกียจเขาหล่ะ เขาเคยให้เกียรติใครบ้าง มายกกันเป็นประเด็นอยู่นั่นแหล่ะ ผมจะไม่พูดอะไรอีกต่อไป จะดำเนินคดีตามกฎหมายทั้งหมด ใครอยากจะลองก็เอาสิ”

             จากนั้นพล.อ.ประยุทธ์ ได้ตอบคำถามอีกครั้ง ถึงกรณีที่นักการเมืองต้องการให้ควบคุมตัวเพื่อจะร้องเรียนต่อองค์กรต่างชาติใช่หรือไม่ ว่า ก็ใช่สิ เขาอยากอยู่แล้ว ตนยืนยันว่าดำเนินการตามกฎหมาย ตนไม่ได้อยากควบคุมตัว แต่นักการเมืองอยากให้มีการควบคุมตัวเพื่อจะได้ฟ้องร้อง สื่อก็รู้อยู่ยังมาถาม เขาให้โอกาส 4-5 ทีแล้ว ปกติเขาให้โอกาสกันที่ไหน นั่นแหล่ะแสดงว่าเขาจงใจต้องการจะสื่อไปตามนโยบายโลกล้อมประเทศของใครบางคน แล้วคุณจะให้เขาล้อมเหรอ คุณจะไปเป็นปากเสียงให้เขามาบริหารจัดการประเทศแทนตน ก็ตามใจไม่ว่าอะไรอยู่แล้ว

 

ยันบรรจุหลานชายเป็นทหารตำแหน่งทดแทน

           พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์กรณีกระแสวิพากษ์วิจารณ์กรณีการแต่งตั้งบุตรชายของพล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกระทรวงกลาโหม ซึ่งเป็นหลานชายเข้ารับราชการทหารว่า “เรื่องการแต่งตั้งลูกน้องชาย ปัดโธ่ เขาก็แต่งตั้งกันทุกปี เขาเปิดกันทุกปี เป็นการแข่งขันส่วนหนึ่ง อีกส่วนเป็นการคัดเลือกจากคณะกรรมการระดับบน แล้วปลัดกลาโหมก็เซ็นชื่อไปในฐานะที่ได้รับมอบอำนาจให้เซ็นชื่อ จริงๆ ไอ้นี่มันก็ซื่อ จริงๆ ไม่ควรเซ็นด้วยซ้ำไป แต่มันก็ไม่ได้ จะให้คนอื่นเซ็นเพราะเป็นเรื่องของกฎหมาย เอาล่ะ ผมไม่ตอบดีกว่าในเรื่องนี้ ผมไม่ได้สนใจว่าเป็นนามสกุลเดียวกับผมเพราะผมบอกแล้วว่า ผมทำตามกฎหมาย ทำตามสิ่งที่มันมีซึ่งถ้าทำตามกฎหมายทุกอย่างก็จบ วันนี้ก็มีคนไปฟ้องร้องก็ไปฟ้องสิ เรื่องแบบนี้เขาทำกันทุกปี ไม่ใช่เพิ่งมาทำปีนี้ให้น้อง ให้หลานเสียเมื่อไหร่”

           เมื่อถามว่า จะขัดกฎหมายหรือ พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการปกครอง ที่ห้ามไม่ให้มีการแต่งตั้งเครือญาติขึ้นดำรงตำแหน่ง พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เป็นคนละเรื่องกัน เรื่องนี้เป็นการแต่งตั้งทดแทนผู้ที่เกษียณอายุไป ถ้าเป็นญาติกันแล้วตั้งไม่ได้ มันก็ไม่ใช่ ถือเป็นคนละขั้นตอน เป็นคนละส่วน อย่านำมาปนกัน ส่วนนั้นเป็นของกระทรวงกลาโหม ส่วนที่ทางป.ป.ช.รับเรื่องที่จะตรวจสอบเรื่องนี้ ก็ว่าไปสิ ถ้าจะมีการสอบสวน รับเรื่องได้ก็รับไป ตนไม่ได้ว่าอะไร ตนบอกแล้วว่าทุกอย่างก็ต้องเป็นตามระเบียบ ของเดิมที่เขาทำไว้ก็ทำให้เกิดความชัดเจนขึ้นเท่านั้นเอง

           “ผมเองก็เคยเป็นผบ.ทบ.เก่า เคยแต่งตั้งคนมาเยอะแยะ ผมเป็นผบ.ทบ. รับผิดชอบเรื่องกองทัพบกทั้งหมด ถ้าเหนือจากผมขึ้นไป เป็นเรื่องทางธุรการ ถ้าเป็นเรื่องของกฎระเบียบเป็นเรื่องของกระทรวงกลาโหม เขาแบ่งขั้นตอน มอบอำนาจกันมาหมด ไม่อย่างนั้นจะบังคับบัญชากันไม่ได้คนมันเยอะ อย่าไปมองว่านามสกุลเดียวกับผม ไม่อย่างนั้นผมเปลี่ยนนามสกุลก็ได้ จะได้หมดเรื่อง” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

           เมื่อถามว่า ทางปลัดกระทรวงกลาโหมระบุว่ามีการรายงานให้นายกรัฐมนตรีทราบแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า จะมาแจ้งทำไม เป็นเรื่องภายในของกระทรวงกลาโหมเขา ในเรื่องการแต่งตั้งตำแหน่งทดแทน การบรรจุ เลื่อนยศ ปลด ย้าย ก็เป็นเรื่องภายใน ในส่วนของตนที่เสนอเข้ามาในนามรัฐบาลก็เป็นเรื่องการเสนอขึ้นทูลเกล้าฯ ในระดับชั้นนายพล ไม่ใช่ตนหรือรัฐมนตรีแต่เป็นอำนาจของกระทรวงกลาโหมและผบ.เหล่าทัพ มีการแบ่งอำนาจกันเป็นทอดๆ แล้ว สำหรับตนมีการรับทราบเป็นการส่วนตัว ซึ่งความจริงไม่จำเป็นต้องรายงานให้ทราบด้วย กระทรวงกลาโหมรายงานว่ามีการแต่งตั้งในอำนาจของ รมว.กลาโหมที่มอบอำนาจปลัดกระทรวงเป็นผู้เซ็นแต่นี่ตัดตอนเฉพาะ จันทร์โอชา มาคนเดียว ตนก็เบื่อเหมือนกัน

           เมื่อถามว่า เมื่อเกิดคำครหาถึงตัวนายกรัฐมนตรีจะแก้ปัญหาเพื่อให้เกิดความชัดเจนเรื่องดังกล่าวอย่างไร พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “มันเกี่ยวกับผมได้อย่างไร อย่างนั้น ผมต้องย้ายนามสกุลหรืออย่างไร ทุกคนมันนามสกุลเดียวกันไม่ได้หรือ เอาให้ดี พูดกันให้ชัด วันนี้ลูกหลานกำลังพลเขาก็มีการบรรจุเข้ามา ก็ถือเป็นลูกหลาน มีความไว้เนื้อเชื่อใจส่วนหนึ่ง เพราะอย่างไรก็เคยชินกับระบบวินัย พ่อแม่เป็นทหาร ก็มีข้อพิจารณาตรงนี้ด้วย ถ้ามาจากพลเรือนล้วนๆ ก็ต้องมีระบบคัดกรองเรื่องความมั่นคง รักษาความปลอดภัยขึ้นมาอีกรอบหนึ่ง แล้วก็มีการคัดแยก ทั้งในเรื่องการสอบต่างๆ แล้วพวกคุณไม่ไว้วางใจผมหรืออย่างไรเล่า ทหารมีกี่เหล่า กี่หน่วย วันนี้ผมชี้แจงเฉยๆ ไม่ได้ไปตอบโต้หรือแก้ตัวแทนน้องหรือหลานผม แต่ชี้แจงว่าระเบียบมันเป็นอย่างไร และใช้กันมาอย่างไรเรื่องนี้ใช้กันมานานแล้วก็ไม่รู้สิ ขี้เกียจตอบ ไม่รู้จะตอบอย่างไร”

           พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่เคยคิดให้บุตรสาวทั้งสองคนเป็นทหาร และลูกสาวทั้งสองไม่เคยมอง ไม่อยากจะเป็นทหาร

           “เห็นพ่อมันลำบากอย่างนี้ มันจะเป็นทำไม ปัดโธ่ ไม่ได้อยากเป็นนักหรอก วันนี้แทบจะไม่มีคนอยากเป็นทหารอยู่แล้ว แต่ถามว่า ถ้าไม่มีทหารแล้วจะทำอย่างไร ทำไมมายุ่งอะไรกับลูกผมอีก วันนี้ทั้งสองคนเขาไม่ได้อยากเป็นอะไร เขาก็อยากเป็นลูกผมอย่างเดียว เขามีความสุขแล้ว พอเพียง ทำงานของเขา ในเรื่องการออกแบบเสื้อปั่นจักรยาน และของใช้เล็กๆ น้อยๆ ผมเองก็ไม่ได้ไปบังคับอะไร เขาชอบแบบนี้ก็ให้เขาทำไป วันนี้เขาขายในเว็บก็ให้ไปอุดหนุนกันเอาเอง แต่ไม่บอกเพราะไม่รู้ว่าเป็นเว็บอะไร เป็นเรื่องของลูก ปัจจุบันก็มีคนสนใจเข้ามาสั่งซื้อ 300-400 ตัว โดยเฉพาะนักกีฬา ซึ่งลูกของผมเขาชอบออกกำลังกาย ชอบขี่จักรยานอยู่แล้ว วันละประมาณ 20 กิโลเมตร แต่ไม่ขอบอกว่าไปปั่นที่ไหน เพราะเราก็ห่วงเรื่องความปลอดภัย วันนี้ไปเรื่องลูกของผมอีกแล้ว เอาแค่หลานพอก่อน วันนี้ลูก หลาน เหลน โหลน หมดแล้ว อย่าให้ต้องพูดอะไรมาก เดี๋ยวก็มาขุดคุ้ยกันอีก ผมขี้เกียจ ถามเรื่องเสื้อกันเยอะ เดี๋ยวผมเอามาขายต้องซื้อกันนะ” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

 
ลั่นห้ามรณรงค์ประชามติ

           พล.อ.ประยุทธ์  กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ถึงกรณีการรณรงค์รับหรือไม่รับประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ว่า วันนี้ได้สั่งการไปแล้วว่าต้องไม่มี ไม่ต้องทำ และได้ชี้แจงว่าเป็นหน้าที่ของประชาชนตามหลักประชาธิปไตยที่จะออกเสียงประชามติหรือเลือกตั้ง แต่อยากพูดเพียงว่าประชาธิปไตยคือการเลือกตั้ง สิทธิมนุษยชน หรือเสรีภาพ เพราะมันไม่ใช่ ประชาธิปไตยต้องมีกฎเกณฑ์ กฎกติกา มีองค์ประกอบมากมาย อย่าเลือกแค่สิ่งดีๆ แต่สิ่งทีไม่ดีกลับไม่ชอบ

           เมื่อถามว่าที่นักวิชาการออกมารณรงค์แสดงความเห็นเชิงวิชาการนั้น ทำได้หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ... ยังไม่โปรดเกล้าฯลงมา แต่ถ้าโปรดเกล้าฯลงมาก็โดนหมด เพราะเขาห้ามพูดรณรงค์ไม่ใช่หรือ กฎหมายเขาเขียนให้นักวิชาการรณรงค์ได้ แต่ประชาชนรณรงค์ไม่ได้เช่นนั้นหรือไม่ แต่กฎหมายเขียนว่าห้ามรณรงค์รับหรือไม่รับ แค่นี้ทำไม่ได้หรืออย่างไร ไม่เข้าใจภาษาไทยหรือจึงต้องแปลไทยเป็นไทย

           เมื่อถามว่าใส่เสื้อโหวตโน หรือโหวตเยส ก็ไม่ได้ใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ใช่ การรณรงค์ให้รับหรือไม่รับก็ไม่ได้ทั้งนั้น ถ้าอยากให้บ้านเมืองเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ท่าน กำหนดเอาเอง ตนทำให้ได้แค่นี้ ทำให้เต็มที่แล้ว เมื่อถามอีกว่า การชี้แจงร่างรัฐธรรมนูญต่อประชาชนเป็นห่วงว่าจะถูกบิดเบือนจากนักการเมืองหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า มีกฎหมายรองรับอยู่แล้ว เมื่อพ.ร.บ.ประชามติฯ ออกมาจะมีบทลงโทษถึง 10 ปี ถ้าไม่กลัวก็ตามใจ ซึ่งสื่อก็โดนด้วย ขอให้ไปบอกแก่นายทุนสื่อด้วย วันนี้ปล่อยไปก่อน แต่ถ้ากฎหมายออกมาเมื่อไหร่ก็จะโดนเมื่อนั้น จะฟ้องศาลกันหมด พวกนักวิจารณ์ กฎหมายคือกฎหมาย ถ้าบอกว่ากฎหมายไม่เป็นธรรมก็แสดงว่าที่ผ่านมาไม่เป็นธรรมทั้งหมด หรือรัฐบาลนี้เข้ามากฎหมายจึงไม่เป็นธรรมทั้งหมด รัฐบาลทำสิ่งดีๆตั้งมากมาย แต่บางเรื่องอยากขอเพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวายแต่ก็ให้ไม่ได้อีก แล้วจะเอาอะไรกัน

           เมื่อถามว่า นายกฯชอบวิจารณ์สื่อ แล้วมีแนวคิดที่จะสร้างสื่อของตนเองขึ้นมาหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ไม่มี พูดมาคนเดียวก็แย่พออยู่แล้ว ถ้าพูดแล้วไม่เข้าใจก็เลิก แต่ที่พูดมากก็เพื่อสร้างความเข้าใจ ทั้งหมดนี้ตนเป็นคนคิดใครไม่อยากฟังก็ไม่ต้องฟัง แต่จะไม่เปลี่ยน ที่ผ่านมาก็สื่อสารด้วยการเขียนไปมาก และได้สั่งการให้ทุกกระทรวงจัดทำจดหมายข่าว (press release) ออกมาทุกสัปดาห์ หลังจากนี้จะบอกว่าไม่รู้เรื่องคงไม่ได้ เพราะพูดแล้วไม่ฟัง เขียนก็อ่านไม่ออก แต่สิ่งนี้จะเป็นหลักฐานว่าตนได้พูดอะไรไปบ้างแล้ว

           “ผมไม่ได้รังเกียจสื่อ อย่าไปเขียนว่าผมรังเกียจสื่อ คุณไม่ใช่ศัตรูผม ผมไม่อยากบังคับท่านอยู่แล้ว เพราะท่านเป็นสื่อแต่จะพิเศษมากๆคงไม่ใช่ ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายที่มีอยู่ ทุกคนมีศักดิ์ศรี ผมก็มีศักดิ์ศรีของผม อย่าละเมิดกันก็พอ” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

 

แจงการปฏิรูปต้องทำให้ท้องถิ่น - จว. - ภูมิภาคเข้มแข็ง

            พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า เมื่อวันที่ 18 เม.ย. มีการประชุมภาคธุรกิจร่วมกับรัฐบาล ไม่ใช่ว่าเขาเสนออะไรมาแล้วต้องทำหมด เพียงแต่เสนอปัญหาอะไรที่สามารถร่วมมือกับเราได้ ก็ต้องนำมาพิจารณาร่วมกัน โดยอาศัยข้อมูลพื้นฐานจากในพื้นที่ ซึ่งเราจะทำทุกเรื่องให้ท้องถิ่น กลุ่มจังหวัดและภูมิภาคเข้มแข็ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ำ เศรษฐกิจ การลงทุนทุกอย่างต้องประกอบกัน ตรงนี้คือการปฏิรูป ไม่ใช่สั่งวันนี้แล้วพรุ่งนี้ต้องออกไม่ได้เรียกว่าปฏิรูป แต่การปฏิรูปคือการแก้ไขทั้งหมด ไม่เคยมีใครทำในสมัยที่ผ่านมา ตนได้สั่งการเรื่องอ้อย ที่ต้องไปแก้ที่ต้นเหตุ เช่น ทำไมจะต้องจุดไฟเผาอ้อย มันเสียหาย ก็ต้องไปรื้อทั้งระบบ จะต้องแก้ไขการปลูกอ้อยให้ครบวงจร

            พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว นอกจากนี้ ครม.ได้อนุมัติในหลักการเรื่องรถไฟฟ้าสายต่างๆ ซึ่งน่าจะสำเร็จได้ 3-4 สาย ซึ่งต้องทำให้เกิดความโปร่งใสในการใช้จ่ายงบประมาณ มีการผลิตชิ้นส่วนในประเทศก็จะลดราคาลงไปได้เยอะ เราก็จะมีการทำแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ

            พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า สำหรับเรื่องภาษีวันนี้ต้องมาคลี่กันใหม่หมด ไม่ได้หมายความว่าไปรีดภาษีจากท่าน เพียงแต่ว่าจะทำอย่างไรให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกคน คนจนไม่เดือดร้อน แต่รัฐจะต้องหาหนทางว่าจะมีรายจ่ายเพิ่มมาได้อย่างไรทดแทนรายจ่ายที่สูญเสียไป โดยใช้รูปแบบทางภาษี ให้คนเข้าสู่ระบบภาษีมากขึ้น จะได้ไม่เลี่ยงกฎหมายกัน นี่คือสิ่งที่คิดไว้สองทาง