ฝันร้ายสำหรับนักต่อต้านการสร้างกระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึงกลับมาอีกแล้ว หลังจากที่ผลุบๆ โผล่ๆ อยู่หลายสิบปี แต่การกลับมาครั้งนี้ออกจะขึงขังกังฟูมากกว่าครั้งก่อนๆ แถมมาในช่วงของรัฐบาลทหารเสียด้วย จึงมีความเป็นไปได้สูงที่ฝันร้ายครั้งนี้จะกลายเป็นจริง เพราะแม้แต่รองนายกรัฐมนตรี พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ให้สัมภาษณ์สถานีข่าวช่องหนึ่งอย่างมั่นใจว่า มีผู้เห็นด้วยให้ก่อสร้างถึง 99.99% เลยทีเดียว

             ความพยายามที่จะสร้างกระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึง เป็นเหล้าเก่าในขวดใหม่ ที่เริ่มชงกันมาตั้งแต่ปี 2525 แล้ว น่าชมเชยเหลือเกินว่า ต่อให้ผ่านมานานแค่ไหน แต่ความคิดแย่ๆ นี้ก็ไม่เคยหมดสิ้นไปเสียที ทั้งที่ไม่ว่าเมื่อใดก็ตามที่มีการขยับในเรื่องนี้ ฝ่ายต่อต้านก็จะกรูกันเข้ามาคัดค้านทันทีเช่นกัน ต่างฝ่ายต่างผลัดกันรับ ผลัดกันรุก คุมเชิงกันมาโดยตลอด ครั้งนี้ก็เหมือนกัน ทันทีที่มีการปล่อยข่าวเรื่องนี้ออกมา นักต่อต้านเจ้าเก่าเจ้าใหม่ก็ออกมาแสดงปฏิกิริยาทันที ไม่ว่าจะเป็นมูลนิธิสืบนาคะเสถียร สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน หรือสื่อมวลชนบางแขนง

             ความพยายามของฝ่ายจะสร้างกระเช้าไฟฟ้าได้พัฒนามาถึงจุดที่สามารถโน้มน้าวให้คนจำนวนมากเคลิบเคลิ้มไปกับผลพลอยได้ที่เกิดขึ้น ด้วยข้ออ้างค่อนข้างสวยหรู และมีข้อแก้ต่างไว้ตอบคำถามฝ่ายต่อต้านที่เริ่มมีน้ำหนักมากขึ้น ไม่ว่าข้ออ้างเรื่องเปิดโอกาสให้คนสูงอายุและคนพิการได้มีโอกาสเข้าถึงความงามของธรรมชาติในภูกระดึงอย่างเท่าเทียม การสร้างรายได้ให้แก่ท้องถิ่น ข้อแก้ตัวเรื่องการไม่ทำลายป่าไม้ในกระบวนการและขั้นตอนการก่อสร้าง รวมถึงปริมาณนักท่องเที่ยวที่จะเพิ่มขึ้น ฯลฯ แต่ถ้าลองพิจารณาให้ถี่ถ้วนทั้งหมดมันคือ "ข้ออ้าง" เท่านั้น เหตุผลหลักคือเรื่องของการหาเงิน ดูเหมือนหน่วยงานอย่าง อพท. (องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน) กระเหี้ยนกระหือรือและมาดมั่นว่า ความพยายามในครั้งนี้ต้องบรรลุผล เพราะรอเพียงขั้นตอนการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) เท่านั้น ถ้าขั้นตอนนี้ผ่าน การก่อสร้างจะเริ่มต้นในทันที

             วิธีคิดของหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวไม่เคยเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าเราจะอยู่ในภาวะวิกฤติด้านธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่สาหัสสากรรจ์ขนาดไหน ไม่ว่าจะมีตัวอย่างความหายนะที่เกิดอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแห่งแล้วแห่งเล่ามากเพียงไร แต่วิธีคิดของหน่วยงานกลุ่มนี้ก็ยังวนเวียนอยู่กับว่า จะขายภูเขา ป่าไม้ ท้องทะเล หรือแหล่งธรรมชาติใดๆ อย่างไร ที่ตรงไหนมีธรรมชาติที่บริสุทธิ์ มีจุดขาย หน่วยงานเหล่านี้ก็จะรุกเข้าไปเปิดพื้นที่เพื่อให้นักท่องเที่ยวเข้าไปปู้ยี่ปู้ยำจนพินาศเป็นที่ที่ไป

             หากเราติดตามเหตุผลของฝ่ายคัดค้านด้วยจิตใจที่เป็นธรรม และไม่มีอคติเกินไป ก็จะเห็นถึงความกังวลต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากความสำเร็จของโครงการนี้ ภูกระดึงเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวพิเศษที่มีความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศต่างจากแห่งท่องเที่ยวธรรมชาติใดๆ ในประเทศนี้ ในขณะที่กรมอุทยานแห่งชาติฯ และ อพท.คิดว่านี่คือแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติที่โดดเด่น เป็นจุดขายที่ขายได้ แต่นักนิยมภูกระดึงต่างนิยามและให้ความหมายของภูกระดึงในฐานะ "พื้นที่พิเศษ" ในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ที่มีธรรมชาติสมบูรณ์แบบ พื้นที่ของการพิสูจน์และทดสอบศักยภาพทางจิตใจและร่างกาย พื้นที่ของการแสวงหาความหมายให้แก่ชีวิต พื้นที่แห่งการผจญภัยและท้าทาย พื้นที่ของคนหนุ่มสาว หรือสำหรับนักนิยมภูกระดึงแบบสุดโต่ง บางคนอาจมองภูกระดึงเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ พื้นที่ของจิตวิญญาณไปเลยก็มี แต่มีน้อยมากที่จะมองและให้ความหมายของภูกระดึงว่าเป็นแหล่งที่จะทำรายได้ในเชิงอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เพราะภูกระดึงมันยิ่งใหญ่และสมบูรณ์แบบเกินกว่าที่ใครสักคนจะคิดเข้าไปทำมาค้าขาย แสวงหาผลประโยชน์ หากคุณมีจิตวิญญาณที่นบนอบต่อธรรมชาติจริงๆ เมื่อไปถึงภูกระดึงคุณแทบจะก้มลงกราบผืนแผ่นดินและผืนป่าแห่งนั้นเสียด้วยซ้ำ

             ผมไม่ได้เขียนแบบดราม่า หรือเป็นพวกโลกสวย แต่ภูกระดึงมีคุณค่าและความหมายมากกว่าเป็นแห่งท่องเที่ยวธรรมชาติที่เข้าถึงยาก ที่คนของรัฐคิดเพียงตรรกะง่ายๆ ว่า ถ้าทำให้คนเข้าถึงได้ง่ายก็จะนำมาซึ่งรายได้มหาศาล ภูกระดึงคือตำนานการท่องเที่ยว และความทรงจำร่วมของผู้คนและสังคม มันคือพื้นที่ที่บุคคลแต่ละคนสามารถนิยามและให้ความหมายได้หลากหลายและอิสระ ภูกระดึงในหลายครั้งเป็นพื้นที่ที่ทำให้คนบางคนค้นพบตัวเอง ค้นพบความหมายของชีวิต เป็นจุดสร้างแรงบันดาลใจ และเป็นอะไรอีกได้ตั้งมากมาย ที่ละเอียดอ่อน งดงามและมีความหมาย หากใครสักคนลองรวบรวมความทรงจำของผู้คนที่มีโอกาสได้ขึ้นไปสัมผัสภูกระดึงมาทำเป็นหนังสือสักเล่ม ก็จะพบว่า สิ่งที่ผมกล่าวมาไม่ใช่เรื่องเกินเลย

             เรามีสถานที่ท่องเที่ยวแบบฉาบฉวยและมักง่ายมากพอแล้ว การเว้นภูกระดึงเอาไว้สักที่ มันจะทำให้ชาติล่มจมมากไหม?