เกือบ ๕ ล้านกิโลเมตร หรือต้องใช้เวลาถึงเกือบ ๖ ชม.แสง (หากมียานที่เดินทางในอวกาศได้เท่าความเร็วแสง ก็ยังต้องใช้เวลาถึง ๖ ชั่วโมง... แต่ตราบจนปัจจุบัน มนุษย์ก็ยังสร้างไม่ได้ และโดยทฤษฎีบางอย่าง ยานชนิดนี้ไม่มีโอกาสจะสร้างได้เลย) จึงจะเดินทางไปถึงดาวพลูโต ดาวเคราะห์แคระ ที่มีขนาดเล็กกว่าดวงจันทร์ ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นบริวารดวงสุดท้ายในสุริยจักร แต่บัดนี้ถูกถอดออกไปแล้ว ... ถือเป็นข่าววิทยาศาสตร์ดัง อันเป็นที่น่าสนใจที่สุด ในช่วงเวลานี้

             เป็นเพราะทางนาซา เพิ่งจะได้รับ “ภาพถ่าย” ภาพแรกที่ถูกส่งกลับมาจากยานที่ปราศจากชีวิต ซึ่งใช้เวลาเดินทางไปถึงดาวพลูโต โดยใช้เวลาถึงเกือบ ๑๐ ปี! มนุษยชาติตื่นเต้นกันใหญ่ บ้างก็คิดว่าจะมีชีวิตอื่นนอกโลกหรือไม่? บ้างก็มโนภาพไปไกล ถึงหน้าตาของมนุษย์ต่างดาว บ้างก็ยังกลัวตายไม่เลิก กลัวว่าโลกจะแตก ยิ่งดีใจไปใหญ่ว่า จะมีดินแดนที่มนุษย์โลก อาจจะเดินทาง อพยพไปอาศัยอยู่ได้ เสมือนหนึ่ง ดาวทางเลือก ไปซะอย่างนั้น

             ทำให้ผมระลึกไปถึงคำเทศนาท่านอาจารย์พุทธทาสที่ว่า พุทธศาสนามีความเป็นวิทยาศาสตร์ แต่มิติที่สนใจไม่เหมือนกัน พุทธศาสนานั้น เป็นเรื่องของ “จิต” เน้นเอาแต่การดับทุกข์เป็นหัวใจ แต่วิทยาศาสตร์นั้น เขวไปสนใจแต่เรื่อง “วัตถุ” เพราะฉะนั้น ทิศทางที่จะไปจึงต่างขั้วตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง พุทธศาสน์ ศึกษากลับมาที่ด้านใน รู้แล้วไม่กลัวตาย อยู่กับธรรมชาติได้ เพื่อดับทุกข์สิ้นเชิง ส่วนวิทยาศาสตร์นั้น ชอบศึกษาแต่ด้านนอก ยิ่งศึกษาแล้วก็ยิ่งห่างไกลออกไปจากตัวเองอย่างไม่รู้จบ (นี่ขนาดมีปัญญาไปได้แค่ดาวพลูโตเองนะ ซึ่งกินพื้นที่เล็กกว่า ๑ ในล้านของจักรวาลทั้งปวง ยังมีอะไรด้านนอกอีกเยอะ จะหลอกล่อให้คนหลงไปได้อีกเยอะ) ศึกษาเพื่อจะหลีกห่างธรรมชาติ หรือทำลายธรรมชาติโดยทั้งเจตนาและไม่เจตนา ยิ่งรู้แล้วก็ยิ่งกลัวตาย ปรารถนาเพียงจะเสพสุขทางโลกีย์อย่างแน่นหนาถาวร!

             ความรักตัวกลัวตาย ที่มากเกินกว่าสัญชาตญาณอันเป็นธรรมชาติของมนุษย์นี่แหละคือ “ความเห็นแก่ตัว” อันน่ารังเกียจยิ่งนัก สมัยน้ำท่วมหนักในไทย เมื่อปี ๒๕๕๔ คนกรุงเทพฯ หลายคน ตื่นกลัว ตกใจมาก ถึงขนาดต้องดิ้นรน กระเสือกกระสนไปหาซื้อที่บนดอย หรือที่ราบสูงใกล้กรุงเทพฯ เช่น โคราช (ปัจจุบันคนที่อยู่ในโคราชกว่าครึ่ง เป็นคนกรุงเทพไปซะแล้ว) นอกจากจะหาซื้อข้าวสาร อาหารแห้งตุนไว้เป็นเสบียงแล้ว บางคนคิดกระทั่ง ต้องซื้อเรือบดเป็นของตัวเอง แล้วยังมีคนบ้าคิดไปถึง ต้องซื้อกระสุนตุนไว้ เสาะหาปืนผาหน้าไม้หลายกระบอก เตรียมเอาไว้ในบ้านด้วย? ผมเคยถามว่า เพื่ออะไร? ก็ได้รับคำตอบว่า ... ถึงตอนนั้น จะเกิดวิกฤติจากภัยธรรมชาติ ผู้คนจะบุกปล้นเสบียงอาหาร ซึ่งมีแต่บ้านผมเท่านั้นที่เตรียมไว้ ดังนั้น นอกจากเสบียงคลังแล้ว ผมจึงต้องเตรียมคลังแสงไว้ ต่อสู้กับไอ้พวกนั้นด้วย!

             ฟังแล้วอยากจะ กล่าวอุทาน เป็นภาษาเหนือ โอ้ว ... พุทโธ ธัมโม สังโฆ! กลิ่นอายแห่งความเห็นแก่ตัว ครุกรุ่นสังคมกรุงทีเดียว

             พุทธจริต จะไม่เคยเกิดขึ้นแก่คนเหล่านี้เลย เพราะยามสุขสบาย พวกเขาก็จะเป็นพวกสุขนิยม สั่งสมแต่วัตถุเลิศหรู (เสพสุข) ครั้นเมื่อยามวิกฤติมาถึง พวกนี้ก็จะสำแดงความเห็นแก่ตัว ดิ้นรนจะอยู่รอดอย่างเกินสัญชาตญาณ (กลัวตาย จะไม่ได้เสพสุขต่อ) ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น

             ไฉนเลย ไม่คิดกันบ้างว่า ... ยามปกติสุข ก็ไม่ควรประมาท หาโอกาสประพฤติพรหมจรรย์ ปฏิบัติธรรม สร้างภูมิธรรมคุ้มกันตนเองและครอบครัวไว้ เมื่อยามวิกฤติมาถึง ก็ควรเรียนรู้ว่า ชีวิตก็เป็นทุกข์ ไม่ว่าจะเป็นทุกข์จากภัยพิบัติ น้ำท่วม แผ่นดินไหว ฯลฯ มันก็เป็นเช่นนั้นเอง เช่นนั้นเองเล่า จะกลัวตายอะไรกันมากมายขนาดนั้น ไม่ว่าจะตายหรือจะรอด ก็ตาม เกิดมาชาติหน้า เราก็ยังต้องเจอทุกข์จากน้ำท่วมอยู่ดี เช่นนี้แล้ว ก็ยิ่งต้องหาโอกาสปฏิบัติธรรม ประพฤติพรหมจรรย์ ทำให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดกันแต่ ที่นี่ เดี๋ยวนี้เลย ไม่ดีกว่าหรือ?

             การค้นพบ การได้เห็นภาพอันชัดเจนของ “ดาวพลูโต” จึงมิได้มีความหมายอะไรมากมายเกี่ยวกับการดิ้นรนเอาชีวิตรอด สำหรับผู้มีปัญญาเลย แต่หากจะมีประโยชน์อยู่บ้าง ความรู้นี้ อาจช่วยเพิ่มโพธิปัญญา ว่ามนุษย์เรานี้หนอ ช่างตัวเล็ก กระจิ๊ดริดเหลือเกิน เทียบเท่าแค่ฝุ่นผงธุลี หากจะเปรียบกับจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาลเป็นเอนกอนันต์ เราทั้งหลาย ก็ควรจะปลงๆ วางๆ ย่อยสลายตัวกูของกู ลงบ้างเถิด การเกิดกิเลสหรืออารมณ์ขุ่นมัวใดๆ จะได้บางเบาลงไปโดยปริยาย

             หากยังเหลือเชื้อ จำเป็นต้องกลับมาเกิดชาติใหม่อีก ก็โปรดอย่าได้ลืมว่า แม้จะเดินทางไปถึงดาวพลูโตได้แล้ว ก็หาใช่จะดับทุกข์ได้นะครับ

             รู้ว่าโลกจะแตก ... ก็ควรรีบแจกจ่ายพระธรรม ก่อนจะสาย

              รู้ว่าตัวจะตาย ... ก็จงอย่าหวั่นไหว ในพระธรรมที่ฝึกมา

              รู้ว่าจะเกิดวิกฤติ ... ลองฝึกอุทิศชีวิต ช่วยเหลือคนอื่นบ้างเถิดหนา

             อย่าให้เสียทีที่เกิดมา ... อย่ามัวบ้า เห็นแก่ตัว กลัวแต่จะต้องตายฯ

             ชวนกันไป “ภาวนาบูชาพระคุณแม่” วันแม่ วันพุธที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๕๘  ตั้งแต่ ๐๗.๐๐-๑๗.๐๐ น. ณ ห้องปฏิบัติธรรมชั้น ๒ สวนโมกข์กรุงเทพ ฟังปาฐกถาธรรมของพุทธทาสภิกขุ เรื่อง “พระคุณแม่", เสวนาว่าด้วยเรื่อง “แม่คือผู้สร้างโลก” ให้แก่ลูกอย่างไร แล้วลูกควรจะปฏิบัติบูชาต่อแม่อย่างไรกัน ? พร้อมกับค้นหาคุณค่าและความหมายของคำว่า “แม่ที่ท่านยังไม่รู้จัก”, เพลิดเพลินกับกิจกรรม “เรื่องเล่าแม่ในใจฉัน” และเขียนจดหมายถึงแม่กัน ปิดท้ายรายการด้วยการทำวัตรสวดมนต์ และแผ่เมตตา  สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร.๐-๒๙๓๖-๒๘๐๐ ต่อ ๗๑๑๐