ดูเผินๆ อาจจะเป็นแค่ข่าวเล็กๆ ชิ้นหนึ่งประเภทรู้ไว้ใช่ว่าเท่านั้น แต่ชั่วพริบตาข่าวเล็กๆ ชิ้นนี้อาจจะปะทุกลายเป็นข่าวพาดหัวหน้าหนึ่งของสื่อโลกที่จะช่วยกันเจาะจนพรุนก็ได้ ข่าวเล็กๆ ที่ว่านี้ก็คือข่าว “พระมหาเถระสือ หย่งซิน” เจ้าอาวาส “วัดเส้าหลิน” หรือเสี้ยวลิ้มยี่แห่งเขาซงซาน มณฑลเหอหนาน ทางภาคกลางของแดนมังกรจู่ๆ พลันงดภารกิจเดินทางเยือนไทยในช่วงเทศกาลเข้าพรรษาอย่างกะทันหัน โดยให้เหตุผลสั้นๆ ว่าติดภารกิจ แล้วมอบหมายให้พระมหาเถระสือ หย่งฟู รองเจ้าอาวาสทำหน้าที่แทน นำคณะสงฆ์จากแดนมังกร 40 รูป พร้อมด้วยนักธุรกิจอีกกว่า 80 คน เดินสายคารวะศาสนสถานและสิ่งศักดิ์สิทธิ์สำคัญหลายแห่งในหลายจังหวัด

              ข่าวเล็กๆ ชิ้นนี้ปรากฏในหนังสือพิมพ์ไชน่าเดลีเมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่เพิ่งผ่านมาหมาดๆ จากนั้นสำนักข่าวตะวันตกรวมไปถึงซีเอ็นเอ็นและข่าวออนไลน์ของหนังสือพิมพ์ดิ อินดีเพนเดนท์ ได้นำไปต่อยอดว่าเบื้องหน้าเบื้องหลังทั้งปวงเป็นเพราะพระมหาเถระสือ หย่งซิน วัย 50 ปี เจ้าของฉายา “พระซีอีโอ” หรือ “ซีอีโอ กังฟู” อาจจะกำลังถูกตรวจสอบ ตามนโยบาย  “ปราบเสือร้าย” ของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่ต้องการกำจัดเหล่ากังฉินที่ทุจริตคอรัปชั่นให้หมดไปจากแดนมังกร

              ทั้งซีเอ็นเอ็นและสำนักข่าวตะวันตกต่างอ้างเอกสารของผู้ใช้นามแฝงว่า “สือ เจิ้งยี่” ที่อ้างว่าเคยเป็นผู้คุมกฎของพระวัดเส้าหลิน ที่โพสต์ลงในอินเทอร์เน็ตเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม ที่ผ่านมา กล่าวหาพระมหาเถระสือ หย่งซิน ว่าเป็น “บรรพชิตจอมปลอม” เนื่องจากทำผิดศีลกาเมฯ แอบมีเมียเก็บหลายคน ในจำนวนนี้มีแม่ชีรวมอยู่ด้วย แถมยังมีลูกนอกกฎหมายกับนักศึกษาจีนคนหนึ่งที่กำลังเรียนอยู่ที่เยอรมนี โดยเจ้าอาวาสเป็นผู้ส่งเสีย และยังได้ซื้อบ้านพักสุดหรูไว้ทั้งในสหรัฐและเยอรมนีไว้เป็นรังรัก ไม่นับรวมไปถึงการแอบไปซื้อบริการโสเภณีในมณฑลเหอหนาน อีกทั้งยังมีพฤติกรรมถ้ำมอง ด้วยการติดกล้องวงจรปิดไว้ที่กำแพงวัด โดยจับภาพไปที่บริเวณที่พักของผู้หญิง

              ที่สำคัญ ยังได้ทำผิดศีลข้อ 2 แอบยักยอกทรัพย์ของวัดเส้าหลินไปเป็นสมบัติส่วนตัว เมื่อ 2 ปีที่แล้ว หนังสือพิมพ์สเปนฉบับหนึ่งรายงานว่าพระมหาเถระสือ หย่งซิน ได้แอบซุกซ่อนเงินไว้ในบัญชีลับหลายบัญชี รวมแล้วนับแสนล้านบาท และมีบ้านหรูหลายแห่งในต่างประเทศ
 
              นอกจากนี้ ยังไม่ทำตัวให้สำรวมสมกับเป็นเจ้าอาวาสวัดเก่าแก่ ภาพที่เห็นเป็นประจำในสื่อต่าง ๆ คือภาพกำลังถือไอโฟนและวุ่นอยู่กับการต้อนรับผู้นำโลกและผู้นำยักษ์ใหญ่ทางด้านอุตสาหกรรม ตั้งแต่สมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 2 ไปจนถึงทิม คุก ซีอีโอของบริษัทแอปเปิล หรือภาพการรับมอบของถวายที่สุดหรูหรา อาทิ รถยนต์หรูและจีวรราคา 25,000 ดอลลาร์ เป็นต้น

              หนึ่งในชุดเอกสารที่ สือ เจิ้งยี่ นำมาโพสต์บนสื่อออนไลน์ มีทั้งเอกสารเก่าในช่วงปลายทศวรรษ 2523 ที่แฉว่า พระมหาเถระสือ หย่งซิน ถูกอาจารย์ขับออกจากวัดเส้าหลินในสารพัดข้อหา รวมทั้งข้อหาลักทรัพย์ และภาพถ่ายใบเกิดของเด็กชายคนหนึ่งที่เชื่อว่าเป็นลูกนอกกฎหมายของเจ้าอาวาส พร้อมกับภาพแม่ลูกคู่นี้

              แม้จะมีข่าวลือหนาหูมานานกว่า 4 ปี แต่สำนักงานกิจการศาสนาของจีนเพิ่งจะแถลงเป็นครั้งแรกว่ากำลังตรวจสอบข่าวนี้

              ขณะที่วัดเส้าหลินได้แถลงปฏิเสธข้อกล่าวหาเหล่านั้นครั้งแล้วครั้งเล่าว่าเป็นเรื่องโกหกหลอกลวง หวังทำลายชื่อเสียงของเจ้าอาวาส รวมทั้งชื่อเสียงของวัดเส้าหลิน ทั้งยังตั้งรางวัล 5 หมื่นหยวน (ราว 250,000 บาท) ให้แก่ผู้ที่สามารถกระชากหน้ากากตัวการปล่อยข่าวลือเหล่านี้ได้   อันที่จริงสารพัดข่าวฉาวโฉ่นี้เริ่มแพร่สะพัดนับตั้งแต่พระมหาเถระสือ หย่งซิน ขึ้นมาเป็นเจ้าอาวาสเมื่อปี 2542 จากนั้นก็เริ่มแปลงวัดเส้าหลินจากอารามที่สุขสงบท่ามกลางธรรมชาติและจากธรรมสถานต้นตำรับศิลปะการต่อสู้แบบกังฟู โดยเฉพาะเพลงหมัดมวยที่ดัดแปลงมาจากสัตว์ ไม่ว่าจะเพลงหมัดพยัคฆ์ เพลงหมัดงู เพลงหมัดตั้กแตน ท่านกกระเรียน เพลงหมัดวานร หรือเพลงหมัดเมา ฯลฯ ให้เป็น “พุทธพาณิชย์” ที่มีมูลค่านับแสนล้านบาท สมกับที่เป็นพระมหาเถระรูปแรกที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท สาขาบริหารธุรกิจ

              เริ่มตั้งแต่การปรับค่าเข้าชมวัดคนละ 100 หยวน หรือราว 500 บาท ทำให้แต่ละปี วัดเส้าหลินมีรายได้จากค่าเข้าชมกว่า 750 ล้านบาท วัดเส้าหลินอ้างว่ากว่า 70 เปอร์เซ็นต์ของรายได้จากบัตรผ่านประตู ได้นำไปมอบให้แก่หน่วยงานท้องถิ่นเพื่อพัฒนาพื้นที่ให้ทันสมัย
 
              นอกจากนี้ ยังมีรายได้จากการส่งพระเส้าหลินเดินสายไปแสดงศิลปะกังฟูยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก รวมทั้งยังร่วมการแข่งขันชกมวยในลาสเวกัส หรือทำธุรกิจดันดารากังฟู ให้ดังอย่างเฉินหลง และหลี่เหลียงเจี๋ย หรือเจ็ต ลี ศิษย์สายตรงรุ่นใหม่ที่เอาถ่านและโด่งดังมากที่สุด ซึ่งชำนาญในวิทยายุทธเกือบทุกด้าน ตลอดจนแตกฉานในอาวุธ 18 ประเภท เชี่ยวชาญเพลงหมัดมวย สามารถเดินบนลูกโป่งโดยไม่แตก

              ที่เห็นผลมากที่สุดก็คือโครงการแปลงวัดเป็น “คอมเพล็กซ์” ต่อยอดจากโครงการเร่งขยายสาขาของวัดเส้าหลินไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก รวมแล้วราว 40 แห่ง รวมไปถึงสหรัฐ อังกฤษ เยอรมนี โดยเจ้าอาวาสรับเป็นประธานสมาคมเส้าหลินแห่งยุโรปที่ตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2553 เมื่อเดือนมีนาคม ที่ผ่านมา พระมหาเถระสือ หย่งซินเพิ่งเซ็นเช็คงวดแรก 3 ล้านดอลลาร์จาก 297 ล้านดอลลาร์ เพื่อสร้างคอมเพล็กซ์สาขาใหม่ที่ออสเตรเลีย ซึ่งภายในมีทั้งวัดเส้าหลิน โรงแรม โรงเรียนสอนกังฟูและสนามกอล์ฟ

              ที่ก้าวไกลไปกว่านั้นก็คือ การนำวัดเส้าหลินไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ในฐานะเป็นบริษัทท่องเที่ยว โดยสามารถขายหุ้นที่เปิดขายต่อสาธารณะได้กว่า 100 ล้านหยวน

              นี่คือที่มาของกระแสต่อต้านและข่าวลือต่างๆ โดยเฉพาะการสร้างกระแสข่าวว่าเส้าหลินกำลังสิ้นมนต์ขลัง เมื่อประวัติศาสตร์อันเก่าแก่มานานกว่า 1,500 ปีกำลังถูกบิดเบือน คำสอนของปรมาจารย์ “ตั๊กม้อ” เจ้าอาวาสรูปแรกที่เน้นการบำเพ็ญเพียรปฏิบัติธรรมท่ามกลางธรรมชาติอันสุขสงบก็ถูกลืมเลือน เช่นเดียวกับประวัติการต่อสู้ของศิษย์เอกเส้าหลิน ทุกรุ่นทุกสมัย ทั้ง 18 อรหันต์ทองคำ ที่อาศัยแค่ไม้กระบองและวิทยายุทธล้ำเลิศช่วยหลี่ซื่อหมินจนได้ขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิถังไท่จงฮ่องเต้ หรือหลวงจีนซันเต๋อ หลวงจีนจื้อซ่าน ผู้รักชาติ และ “3 พยัคฆ์เส้าหลิน” ศิษย์เอกรุ่นสุดท้าย อันมี หง ซีกวน หรืออั้งฮีกัว โอ้วหุ้ยเคี้ยง และปึงซีเง็ก หรือฟง ไสหยก หรือฟาง ซื่ออี้ ผู้ยอมสละชีพเพื่อปกป้องวัดเส้าหลินคราวที่จักรพรรดิเฉียนหลงส่งทหารมาทำลายวัดนี้ให้ราบคาบ นัยว่าเพื่อทำลายหลักฐานที่ว่าพระองค์มีแม่เป็นชาวฮั่น สุดท้ายศิษย์เส้าหลินรุ่นสุดท้ายเหลือเพียงคนเดียวคือหง ซีกวน ซึ่งต่อมามีหวง เฟยหง ผู้โด่งดังจากท่าบาทาไร้เงาและกระบวนการเชิดสิงโตที่ไร้เทียมทาน มาเป็นหลานศิษย์เหลนศิษย์ที่สืบทอดเพลงมวยไว้ไม่ให้ขาดหาย

              หลายคนเชื่อว่า ต่อแต่นี้ไป มนต์ขลังของเส้าหลินคงเป็นตำนานอยู่เฉพาะในหนังสือกำลังภายในนับร้อยๆ เรื่อง อาทิ มังกรหยก กระบี่เย้ยยุทธจักร ชอลิ้วเฮียง ฤทธิ์มีดสั้น หวงเฟยหง กระบี่ไร้เทียมทาน ฯลฯ

              ไม่ว่าใครจะพูดอย่างไรก็แล้วแต่ พระมหาเถระสือ หย่งซิน ยืนยันว่า "อาตมาไม่ได้ทำอะไรผิด จึงไม่กลัวว่าจะมีพวกผีมาเคาะประตู” พร้อมกับย้ำว่าทั้งหมดนี้เป็นเรื่องการส่งเสริมวัฒนธรรม ไม่ผิดอะไรกับดิสนีย์ที่มีสวนสนุกและรีสอร์ทกระจายไปทั่วโลก