และแล้ว เวลาที่คุณแม่ของ “พี่ต้น” เพื่อนสนิทคนหนึ่งของผู้เขียน ต้องจากโลกนี้ไปในวัย ๗๙ ปี อันเป็นการแสดงบทบาทของธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ เกินใครจะไปเบี่ยงเบนหรือเลี่ยงหลบได้ แต่เพื่อนผมกลับทำใจไม่ได้อยู่พักหนึ่ง ถึงกับปรารภกับผมว่า ...พี่นั้นร้องไห้จนไม่เหลือน้ำตาจะร้องแล้ว ... แล้วยังพูดตัดพ้อกับผมอีก  "พี่อยากจะตายก่อนคุณแม่จริงๆ เลย"

             อาการของความโศกเศร้า อาลัย ทุกข์ใจเช่นนี้ คืออาการของ “ความพลัดพราก”

             ทำให้ผมย้อนนึกไปถึงตอนเสียคุณแม่ยาย ซึ่งท่านถูกทะเลซัดจมน้ำเสียชีวิตที่หัวหินในวัย ๖๙ ปี ในวันที่พวกเรากำลังรวมญาติกันทั้งหมด ๑๗ คนต่อหน้าต่อตาคนที่รักท่านทุกคน ณ นาทีสุดท้ายในห้องไอซียู เมื่อรู้ว่าคุณแม่ตายแล้ว มี ๒ คนเกิดควบคุมความโศกเศร้าไม่ได้ คล้ายคนสติแตก หนึ่งในนั้นคือ “ภรรยา” ของผมเอง เธอเอาแต่เพ้อพร่ำรำพัน ซ้ำไปวนมาในห้องดับจิตว่า ...

             ใครก็ได้ ช่วยทำอะไรหน่อยๆๆๆ ...

             นี่คืออาการของคนเมื่อเกิด “ความพลัดพราก”

             วันนั้น บังเอิญผู้เขียนได้ดู ซีรีส์ "พระพุทธเจ้า มหาศาสดาโลก" ซึ่งเป็นภาพยนตร์ที่ทรงคุณค่ามากๆ ถึงตอนสำคัญพอดี ตอนที่เจ้าชายสิทธัตถะกำลังเสด็จออกบวช ... บทสนทนาหนึ่ง ระหว่างเจ้าชายสิทธัตถะ กับ นายฉันนะ มีความว่า ...
 
             ฉันนะ  :  พระองค์ให้กระหม่อมกลับวัง แล้วจะทูลปลอบใจพระราชา (พระเจ้าสุทโธทนะ ราชบิดา) ว่ายังไง แม้แต่กระหม่อมเองยังไม่อาจหยุดร้องไห้ได้เลย  แล้วจะให้ทูลองค์หญิงยโสธรา อย่างไรว่า ทำไมกลับมาคนเดียว ทั้งๆ ที่พระนางรับสั่งให้อยู่กับเจ้าชายตลอดเวลา
 
             สิทธัตถะ :   ฉันนะ. แค่ให้บอกพวกเขาว่า ... ความพลัดพรากเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต!

             พวกเรามีธรรมะของพระพุทธเจ้ากันอยู่บ้าง ไม่มากก็น้อย ไม่ว่าจะเป็นการตายจากกัน หรือ การจากกันไปไกลก็ตาม ช่วงเวลาแห่ง “ความพลัดพราก” นี้แหละครับ ที่เราจะต้องตั้ง “สติ” ให้ดีๆ แล้วนำ “ปัญญา” (ธรรมาวุธ) มาใช้ให้ทันท่วงที จะร้องไห้ก็ได้ แต่เอาแค่พอดี ตัดพ้อบ้างก็พอไหว ให้ได้ระบาย  แต่ต้องไม่ทิ้งธรรม  ธรรมประการแรกที่ใช้รับมือกับความพลัดพรากก็คือ ... เห็นมันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต

             ครั้งหนึ่งหลวงพ่อโต (สมเด็จพระพุฒาจารย์โตฯ พรหมรังสี) ท่านเคยให้พร ญาติโยมบ้านหนึ่งว่า ...

             ขอให้ปู่ตายก่อนพ่อ พ่อตายก่อนลูก ลูกตายก่อนหลาน!

             วันนั้น สมาชิกในบ้าน โกรธเคืองหลวงพ่อโตฯ เป็นฟืนเป็นไฟ โวยวายกับท่านว่า ทำไมอวยพรอัปมงคลเช่นนั้น แต่หลวงพ่อโตฯ กลับตอบว่า ...

             จะเป็นอัปมงคลได้ยังไง การตายอย่างเป็นลำดับลำดาแบบนี้ ถือเป็นมงคลที่สุดแล้ว ! (หรือจะให้หลายตายก่อนลูก ลูกตายก่อนพ่อฯ คนผมหงอกไปเผาคนผมดำ จะดีไปได้ยังไง?)
            
             นี้คือธรรมประการที่ ๒ ... คือเห็นการตาย การพลัดพรากเป็นสิ่งธรรมดา หากมันเกิดอย่างเป็นลำดับลำดา ยิ่งถือเป็นมงคล ด้วยซ้ำ

             ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์จีนกำลังภายใน ผู้โด่งดังมากสมัยผมยังเป็นเด็ก กลัวความตายมาก เขารู้ตัวว่าป่วยเป็นเบาหวานในวัยเกือบ ๖๐ หลังจากนั้น แกก็เริ่มฟื้นฟูดูแลรักษาร่างกายอย่างสมบูรณ์แบบ คัดสรรอาหารการกินอย่างประณีต ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ว่ากันว่า ไท้เก็ก เป็นสิ่งที่แกต้องทำเป็นประจำในทุกเช้า ไม่เคยขาดแม้แต่วันเดียว สุขภาพจึงเริ่มดีขึ้น หน้าตาดูอ่อนกว่าวัยถึง ๑๐ ปี และไม่มีทีท่าว่าจะป่วยเลย มีชีวิตอยู่จนเกือบร้อย ชาวฮ่องกงวงใน ทราบกันดีว่า เวลาใครจะเข้าไปอวยพรแก หากกล่าวว่า ขอให้มีอายุยืนเป็นร้อยปี แกจะไม่พอใจอย่างมาก ต้องให้พูดว่า เป็นพันๆ ปี ! ที่สุดแล้ว ไม่ว่ามหาเศรษฐีคนนี้จะดูแลตัวเองดีอย่างไรก็ตาม แกก็ต้องพลัดพรากจากโลกนี้ไปในวัย ๑๐๒ ปี (ในขณะที่จิตของแกนั้น ยังปรารถนาที่จะมีชีวิตอยู่ต่ออีกตั้งหลายร้อยปี)

             การตาย ความพลัดพรากจากโลกนี้ไป เป็นกฎธรรมชาติ ใครที่เข้าใจและยอมรับมันโดยดุษณี ย่อมมีจิตอันสงบ เป็นวิถีอันประเสริฐ แม้ว่าจะตายเมื่ออายุเท่าไรก็ตาม แต่หากใครที่ปฏิเสธ ไม่ยอมรับมาก ปรารถนาแต่จะหลีกหนีพญามัจจุราช ต่อให้มีชีวิตถึง ๒๐๐ ปี ก็เป็นการไม่ประเสริฐเอาเสียเลย (เพราะต้องมีชีวิตอยู่อย่างปฏิเสธความจริงไปวันๆ)

             นี้คือธรรมประการที่ ๓ ... การมีชีวิตอยู่อย่างเห็นสัจธรรม เพียง ๑ วัน ย่อมประเสริฐกว่า มีชีวิตอยู่เป็นร้อยปี แต่ไม่เห็นสัจธรรม (เอาแต่ดิ้นรน หลีกลี้ หนีความตาย ความพลัดพราก)

             อันชาวพุทธเรา ต้องน้อมนำเรื่องความพลัดพรากจากไป ความตาย มาคิดคำนึงเป็นธรรมอยู่เสมอ พระองค์ตรัสไว้ มรณานุสติ พึงกระทำทุกวันๆ ละหลายๆ ครั้ง จึงเป็นการไม่ประมาท วัฏฏะวนอันเป็นธรรมดาแห่งชีวิต เมื่อมีเกิด ย่อมมีดับ เราเกิดมาเป็นคน ย่อมบากหน้าเข้าสู่วันตาย เข้ามาทุกทีๆ ใครจะหนีความตายไปไม่พ้น ต่อให้ไปหลบซ่อนอยู่ตามหลืบผา หรือใต้ทะเล แม้จะมีตังค์จ่ายค่ากระสวย เดินทางไปสิงสถิตอยู่บนดวงจันทร์ ก็ยังต้องตายอยู่วันยังค่ำ

             ทุกคนจึงต้องตาย ไม่วันนี้ ก็วันหน้า  ไม่นาทีนี้ ก็นาทีหน้า ไม่ลมหายใจเฮือกนี้ ก็เฮือกหน้า นี้คือธรรมประการที่ ๔

             ในเมื่อทุกสิ่งเป็นเช่นนี้เอง เช่นนี้เอง แล้วไซร้ ... ไยเราไม่หาวิธีการที่จะหลุดพ้นจากวังวน ความพลัดพราก เกิด-แก่-เจ็บ-ตาย ให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดเสียเล่า? ความคิดแบบนี้ มีมาตั้งแต่ครั้นพุทธกาลแล้วล่ะครับ ดังที่เคยเขียนไว้ในหลายบทความด้วยกันแล้ว ถึงท่านโมฆราช ซึ่งเป็น ๑ ใน ๑๖ มาณพผู้มีไอคิวสูง ถามคำถามสะเทือนจักรวาลต่อพระบรมครูของพวกเราว่า ...

             ทำอย่างไร จึงจะไม่ตาย?

             จึงขอโอกาสอัญเชิญคาถาอันเป็นคำตอบจากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อีกครั้ง ณ ที่นี้ว่า ....

             สุญโต โลกัง อเวกขัสสุ โมฆราช สทาสโต

             อัตตานุทิฎฐิ อูหัจจะ เอวัง มจุตโรสิยา

             เอวัง โลกัง อเวกขันตัง มจุราชา นปัสสติฯ

             ตามที่ท่านเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ นำคำแปลพระคาถาบทนี้ มาประพันธ์เสียใหม่ ให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นว่า ....

มองเห็นความไม่มี (ความว่าง) ในความมี
ถอนยึดถือ ออกทุกที่ อย่ามีไหน
มองโลกว่าง อย่างนี้ ทุกทีไป
ความตายก็ จะไม่ มองเห็นเราฯ

             นี้ถือว่าเป็น ธรรมประการที่ ๕ ในการรับมือต่อความพลัดพราก จากบุคคลที่เรารัก สิ่งของที่เราหวงแหน รวมถึงตัวเราเองด้วย

             ด้วยธรรมะทั้ง ๕ ประการอันผมได้ยกมาอ้างอิง หวังว่าจะเป็นเครื่องช่วยบรรเทา ความทุกข์โศกจากความพลัดพราก อันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตท่านได้บ้าง ไม่มากก็น้อย บอกตามตรง ไม่อยากเห็นน้ำตาของใคร ต้องมาหลั่งไหล พรั่งพรู กับสิ่งที่มันจะต้องเป็นเช่นนั้นของมันอยู่แล้ว จริงๆ เลยนะครับ