ผ่านยุคโลกาภิวัตน์มาหลายปี เราพบว่า เสรีประชาธิปไตยและทุนนิยมตลาดสุดขั้วไม่ได้นำไปสู่จุดจบของประวัติศาสตร์มนุษยชาติอย่างที่ ฟรานซิส ฟูกูยาม่า นักรัฐศาสตร์มีชื่อเคยทำนายไว้ กลับเป็นตัวเร่งให้เกิดการย้อนแย้ง ลัทธิแก้ตามมาอีกหลายอย่าง ส่วนหนึ่งนั้นไม่ใช่ของใหม่เสียด้วย เป็นการรื้อรากของเก่า อย่างเช่น เชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม เข้ามาสร้างความแบ่งแยก เราจึงได้เห็นยูโกสลาเวียแตกออกเป็นเจ้าประเทศ เห็นการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพมากมายในที่ต่างๆ แม้แต่ในสังคมเจริญแล้วก็พัฒนาไปในทางที่หลากหลายมากขึ้น แต่สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือ คนรุ่นใหม่จำนวนมาก หันกลับไปสร้างกรอบศาสนาผูกมัดตนเอง กลายเป็นคนเคร่งศาสนายิ่งกว่าสมัยแสวงหาเสรีใหม่ๆ ยุคซิกตี้เซเว่นตี้เสียอีก

            บางคนติดภาพสาวใส่ผ้าคลุมฮิญาบ แล้วนึกว่ามีแต่บางกลุ่มชนที่เคร่งศาสนา แต่การเคร่งศาสนานั้น มีกันในหลายกลุ่มชนมากขึ้นเรื่อยๆ เยาวชนพุทธทุกวันนี้ ถึงจะมีภาพลบเด็กติดเกมติดแว้นอยู่ทั่วไป แต่ในแง่มุมหนึ่ง การรณรงค์ให้เข้าวัดทำบุญฟังธรรมประพฤติตนอยู่ในศีลก็ได้ผลมากขึ้น วัดดังๆ รับญาติโยมไม่หวาดไม่ไหว หนังสือธรรมะขายดีมาก ศาสนาอื่นก็เช่นกัน ที่สหรัฐ คนคริสต์ไปโบสถ์วันอาทิตย์จนล้น กลุ่มงดเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งทวีจำนวน ในอินเดียเท่าที่เห็นในบริษัทก้าวหน้าด้านไอที ซึ่งคนทำตัวตามสบาย แต่ทุกโต๊ะประดับประดารูปเทพเจ้าศาสนาฮินดูกันอย่างใส่ใจ การยึดมั่นในศาสนาส่งผลต่อตามสบายใจในการใช้ชีวิตยุคใหม่ที่เป็นวัตถุนิยมมากขึ้น คนรุ่นใหม่เมื่อเคร่งแล้ว พวกเขาจะแสวงหาพ้นไปจากกรอบพิธีกรรมหรือตำรา แต่เป็นการเคร่งที่ตนเองเชื่อตามเหตุผลที่ตนค้นมา สิ่งนี้อาจนำไปสู่ทางทางบวกและทางลบ

            ในทางลบ การเคร่งศาสนาเกินไปอาจนำไปสู่ปัญหาความมั่นคง เพราะเยาวชนตีความศาสนากันตามอรรถกถาประกาศยุคใหม่บ้าง สื่อต่างๆ หรือความเชื่อของตัวเองบ้าง เมื่อผสานกับความปรารถนาในด้านมุมอื่น เช่น การทะเยอทะยานอยากเปลี่ยนแปลงการเมืองและสังคมแล้ว ความขัดข้องจะเกิดทันที ยิ่งถ้าไม่ห่วงเรื่องการใช้ความรุนแรงเป็นทางออกแล้ว ปัญหาอาจบานปลาย เช่น กรณีอาหรับสปริง เกิดเพราะหนุ่มสาวอยากล้มรัฐบาลเผด็จการ จากนั้นเปิดทางให้กลุ่มการเมืองที่มีภาพลักษณ์ไม่โกงกินเข้ามา แต่ความวุ่นวายก็ไม่จบสิ้น เพราะถึงไม่โกงกินแต่ก็เกี่ยวพันกับการก่อการร้ายสากล จึงเกิดกลุ่มต้านวุ่นวายไม่จบในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สอง-สามประเทศก็มี "สงฆ์นักบู๊" เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองและสังคม โดยมิพักต้องพะวงกับการใช้ความรุนแรง ที่น่าห่วงคือ มีเยาวชนติดตามและเชื่อว่านั่นคือหนทางที่ถูกต้อง แต่นั่นกลับทำให้ปัญหาต่างๆ ซับซ้อนและแก้ไขยากกว่าเดิม

            ทางออกไม่ใช่การระแวงคนเคร่งศาสนาจนเกินไป หรือปล่อยไปตามกรรมทำนองไม่เชื่ออย่าลบหลู่ แต่ควรมีการส่งเสริมการใช้ศาสนาเป็นที่พึ่ง ในทางที่ทั้งไม่เบียดบังต่อผู้อื่นและต่อปัญญาตนเอง ลัทธิเพี้ยนๆ แสวงหาทรัพย์หรืออำนาจแบบผิดๆ ต้องกล้าจับกุม ขจัดความงมงายเหล่านี้ออกไป ส่งเสริมความรู้ในศาสนาเปรียบเทียบในเชิงสร้างสรรค์ รู้จักให้รักษาความอดกลั้นต่อ "ผู้เห็นต่าง" ไม่ว่าจะเป็นทางโลกหรือทางธรรม และยกย่องเชิดชูคนทำดีตามสมควร บางทีการเคร่งศาสนาในเชิงบวก อาจเป็นยารักษาอาการป่วยทางสังคมที่อยากจะเกลียดชัง หรือทำร้ายคนคิดต่างก็ได้ครับ