ฤดูเกณฑ์ทหารมาถึงอีกแล้ว พร้อมกับกระแสเดิมๆ ที่ไม่เป็นคุณต่อการทำหน้าที่ลูกผู้ชายรับใช้ชาติ ก็การวิ่งเต้นหนีทหารนั่นแหละครับ ด้วยวิธีการสารพัด ตั้งแต่การพยายามทำความรู้จักกับเจ้าหน้าที่ ไปยันการหลอกโกงเงินพ่อแม่เด็กแบบจับเสือมือเปล่า ทั้งที่สัดส่วนของการรับผู้สมัครใจเข้าเป็นทหารก็มากอยู่แล้ว ผู้จบปริญญาตรีมากขึ้นในยุคปัจจุบันก็ทำให้เวลาการเป็นพลทหารลดลง และรายได้ก็ไม่เลวนักในยุคเศรษฐกิจไมค่อยดีแบบนี้ ก็ยังมีคนไม่อยากเป็นทหารเกณฑ์ ถึงขนาดทำทุกท่าเพื่อเลี่ยงหลบกันอยู่ หรือว่าเราจะต้องปฏิรูปการเกณฑ์ทหาร

            เราจะไม่พูดถึงปัญหาความกลัวของพ่อแม่ว่าลูกอาจต้องไปรบ ด้วยว่าศึกใต้และสถานการณ์การเมืองในประเทศนั้นมีอยู่จริง ที่ไม่พูด เพราะไร้ประโยชน์ เป็นทหารต้องเสี่ยงชีวิตอยู่แล้ว เราจะไม่พูดถึงความอยุติธรรมหรือละเมิดสิทธิมนุษยชนในกรมกอง เพราะผู้บังคับบัญชาไม่เคยเห็นด้วยกับเรื่องต่ำทรามเช่นนี้อยู่แล้ว ถ้ามีที่ไหนต้องขจัดให้สิ้น ลงโทษให้เด็ดขาด ที่เราสนใจคือ ประเทศไทยนี้จำเป็นต้องคงการเกณฑ์ทหารเอาไว้หรือไม่ และถ้าจำเป็น เราจะจัดการกันแบบใดดี

            มีคนจำนวนมากอ้างว่า ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องเกณฑ์ทหารอีกต่อไปแล้ว จะมัวจำกัดปัญญาอยู่แต่หลักการโบราณล้าสมัยว่าชายไทยทุกคนต้องเป็นทหารไปทำไม ในเมื่อสถานการณ์ปัจจุบันนั้นแทบจะไม่มีศึกใหญ่ให้ต้องระดมทหาร สถานการณ์ใต้ที่ว่ายุ่งนั้น ทหารก็กำลังถอนตัวให้ตำรวจรับผิดชอบมากขึ้น อีกทั้งมีคนสมัครอยากเป็นทหารมากมายอยู่แล้ว พวกนี้รักชาติด้วยฉันทะน่าจะมอบประโยชน์แก่ชาติได้มากกว่าคนที่ถูกบังคับให้เป็นทหาร นี่ยังไม่รวมถึงข้อสังเกตที่ว่าแทบจะหาลูกผู้ดีมาเป็นพลทหารไม่ได้ แน่ใจเหรอว่าเรียน ร.ด.กันจนหมด จึงไม่เคยต้องได้ใบแดงเหมือนลูกตาสียายสา ชาติเจริญแล้วอย่างสหรัฐยังมีแต่ทหารอาสา

            การเกณฑ์ทหารเป็นการบังคับจริงครับ แต่ไม่ถึงกับถือว่าเป็นเผด็จการ ไม่เคารพหลักสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ทั้งนี้เพราะอีกขาหนึ่งของประชาธิปไตยคือหน้าที่ต่อสังคม หากปราศเสียซึ่งหน้าที่ต่อสังคม สิทธิก็อาจถูกนำไปใช้ในทางลดทอนโอกาสและประโยชน์สังคมโดยรวมได้ ในสังคมที่ไม่เท่าเทียมกัน การเกณฑ์ให้ทุกคนต้องเคยเป็นทหารสักช่วงหนึ่งของชีวิตนั้นจะเป็นการสร้างสำนึกให้ปัจเจกชนให้โพ้นออกจากการใสใจเฉพาะตนเองหรือคนรอบข้าง แต่เป็นร่วมใส่ใจในชาติ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องเสียสละให้ได้ตราบใดที่ยังมีรัฐชาติอยู่ ยิ่งไปกว่านั้นคือการสร้างการเรียนรู้ร่วมกันว่า ทุกคนก็เคยผ่านประสบการณ์ฝึกแบบเดียวกันก่อนที่จะแยกย้ายออกไปทำอาชีพแตกต่างกัน ความรักความเข้าใจในคนไทยด้วยกันที่ผ่านการปลูกฝังทางทหาร น่าจะเป็นการขัดเกลาที่มีผลไปตลอดชีวิต แม้ในวันที่พวกเขาจะอยู่นอกเครื่องแบบ ความรักในกองทัพและประเทศชาติ ตลอดจนความเข้าใจเพื่อนร่วมชาติและจิตสามัคคีจะทำให้ความร่วมมือระหว่างพลเรือนกับกองทัพแนบแน่น ไม่ใช่ไปกันคนละทางหรือไม่แคร์กัน

            การอยู่ในกองทัพฐานะพลทหารหกเดือนถึงสองปีนั้น อาจไม่เอื้อต่อการอยากเป็นทหาร เป็นไปได้ไหมที่จะลดระยะเวลาให้เหลือเพียงการฝึกสิบเอ็ดสัปดาห์ แต่ทุกคนต้องเป็น เพราะทุกคนต้องได้รับการสร้างสำนึกรับผิดชอบความมั่นคงของชาติ คนทุพพลภาพไม่มากนักอย่างน้อยต้องเข้าช่วยทำหน้าที่ในกรมกองในห้วงเวลาเดียวกันนั้น การผ่อนผันต้องถูกติดตามอย่างเข้มงวด การผ่านหลักสูตรหรือทำงานช่วยกองทัพจะถูกบันทึกประวัติหรืออยู่ในบัตรประชาชนให้ตรวจสอบตลอดเวลา หากทำได้เช่นนี้ ชายไทยแม้แต่คนที่แย่ที่สุดก็จะตระหนักว่า ตนเองเป็นคนมีค่าของสังคม และจะพยายามทำเช่นนั้นตลอดไป ประเทศชาติจะไม่ดีขึ้นไปได้อย่างไร