คำว่า “รัฐบาลแห่งชาติ" อาจดูเป็นของแสลงสำหรับใครบางคน แต่ด้วยความที่ผู้เขียนมีกัลยาณมิตรอยู่ทั้งฟากฝั่ง “กปปส." และ ซีก “รัฐบาล" ทำให้ได้รับรู้ข้อมูลความเคลื่อนไหวในบางจุดและมีข้อมูลที่มีการแลกเปลี่ยนในเชิงสร้างสรรค์ มิใช่ความลับ เรื่องผลประโยชน์ทางการเมืองที่มักเก็บงำอยู่กับแกนนำของแต่ละฝ่ายที่ผู้เขียนไม่อาจล่วงรู้ได้ แต่สำหรับแนวคิดที่มีส่วนร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้และมีข้อเสนอแนะกันมานั้น ชัดเจนว่า “รัฐบาลแห่งชาติ" เป็นหนึ่งใน “ตัวเลือก" ที่กำลังมาแรงมากที่สุดตัวเลือกหนึ่ง และมีแนวโน้มของความเป็นไปได้อย่างสูงยิ่ง

           คงเห็นได้จากการออกมาให้ข่าวของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ในฐานะผู้อำนวยการ ศรส. ต้องการเจรจาตัวต่อตัวกับ คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้นในวันนี้ของประเทศ แม้จะดูเป็นการแก้เกมกันทางการเมือง เพราะก่อนหน้านี้ทาง คุณสุเทพ ได้ยื่นข้อเสนอให้มีการเจรจาตัวต่อตัวระหว่างเขากับนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แต่ดูเหมือนว่าทางฝ่ายรัฐบาล รวมทั้งนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาแสดงท่าทีไม่ตอบรับท่าทีของคุณสุเทพ ด้วยวาทกรรมทางการเมือง “สนามประชาธิปไตย" ที่สร้างความฮือฮาและกินใจคนหลายคน

           อันที่จริง คำว่า “รัฐบาลแห่งชาติ" หาได้เป็นของน่าประหวั่นพรั่นพรึงใดๆ ไม่ เนื่องด้วยสถานการณ์ความขัดแย้งทางสังคมการเมืองของหลายต่อหลายประเทศต้องแก้ปัญหาด้วยการพร้อมใจกันเสียสละของบุคคลชั้นนำในสังคม เช่น นักการเมือง ข้าราชการ และประชาชนทุกหมู่เหล่า เราน่าจะยังคงจำกันได้ถึงกรณีเหตุการณ์ความไม่สงบนับแต่การก่อการร้ายสากลเกิดขึ้นต่อเนื่องและกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งการต่อสู้กับลัทธิการก่อการร้ายของสหรัฐอเมริกาในเหตุการณ์ 9/11 ที่ตึกเวิลด์เทรดในมหานครนิวยอร์กถูกเครื่องบินโดยสารพุ่งเข้าชนสร้างความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สิน  แต่เป็นสิ่งที่กระตุ้นให้คนอเมริกันรวมกันเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว แม้กระทั่งรัฐสภาอเมริกันยังผนึกกำลังเป็นหนึ่งเดียวเพื่อแก้ปัญหาของประเทศชาติมาก่อนปัญหาส่วนตัว ไม่ต่างกับการอภิปรายในรัฐสภาของอังกฤษ กรณีที่จะต้องประกาศสงครามและต้องใช้เสียงสนับสนุนของทั้งรัฐสภา ซึ่งปกติเราจะเห็นวัฒนธรรมทางการเมืองของประเทศนี้เป็นตัวอย่างของการโต้เถียงบนพื้นที่เวทีรัฐสภาให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่นานาอารยประเทศ พอถึงวันที่อังกฤษเข้าร่วมรบกับอเมริกาในวิกฤติการณ์สงครามในอิรัก ซึ่งมีทหารของเขาบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก ทางรัฐสภาโดยพรรคฝ่ายค้านเองในเวลานั้น ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็น วิลเลียม เฮก ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคอนุรักษนิยม ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านของ โทนี แบลร์ ยังกล่าวในรัฐสภาทำนองว่า “เวลานั้นเขาจำเป็นต้องละวางความเห็นต่างในเรื่องอื่นๆ เพื่อดูแลลูกหลานของเขาก็คือเหล่าทหารหาญที่อยู่ในสมรภูมิที่กำลังเสี่ยงชีวิตเพื่อการต่อสู้ในสิ่งที่ถูกต้อง (ตามความคิดของเขา)"

           จึงน่าจะเป็นบทเรียนแก่ประเทศไทย นำมาเป็นแนวทางพิจารณาหาทางแก้ปัญหาที่กำลังเป็นอยู่ ซึ่งเมื่อมีรัฐบาลแห่งชาติ จะเป็นการร่วมกันบริหารประเทศของพรรคการเมืองต่างๆ และคณะบุคคล ซึ่งอาจได้รับเลือกมาโดยไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาร่วมเป็นคณะกรรมการปฏิรูปประเทศเพื่อรอการเลือกตั้งครั้งต่อไป ซึ่งกรอบเวลาอาจอยู่ที่ “หนึ่งถึงสองปี" โดยตัวนายกรัฐมนตรีจะเป็นคุณยิ่งลักษณ์ หรือคนในพรรคการเมืองที่ได้รับเสียงข้างมากตรงนี้ สุดแต่จะตกลงกัน เพราะการเลือกตัวนายกรัฐมนตรีกระทำกันในรัฐสภาอย่างเปิดเผย ใครได้รับเสียงสนับสนุนมากกว่าตามกติกาของรัฐธรรมนูญยังคงกำหนดไว้ชัดเจนให้กระทำเช่นนั้น แต่จะมีข้อตกลงอื่นใดนอกเหนือจากนี้เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งต่อบทบัญญัติของกฎหมายสูงสุดของประเทศก็ยังกระทำได้

           ผมจึงใคร่เรียกร้องให้ทุกฝ่ายพิจารณาและนำพาต่อแนวคิดข้อเสนอต่างๆ รวมไปถึงแนวทางการ “นิรโทษกรรมผู้กระทำผิดอันเนื่องมาจากการชุมนุมของทั้งสองฝ่าย" ในส่วนที่ไม่เชื่อมโยงกับคดีอาญา ยกตัวอย่าง การละเมิดหรือฝ่าฝืนประกาศพระราชกำหนดการบริหารราชการแผ่นดินในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ เมื่อครั้งที่ผ่านมา น่าจะมีคนจำนวนหนึ่งถูกดำเนินคดีเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือเชื่อฟังการนำของแกนนำแต่ละฝ่ายไปดำเนินการล่วงละเมิดข้อบังคับต่างๆ ในพระราชกำหนดอยู่บ้าง แต่ไม่ร้ายแรงถึงขนาดกระทำการประทุษร้ายต่อร่างกายจิตใจผู้อื่น หรือรุนแรงกระทั่งเกิดอันตรายถึงแก่ชีวิต อย่างนี้อยู่ในข่ายที่จะได้รับการพิจารณานิรโทษกรรมได้ และเมื่อใดที่ทุกอย่างคลี่คลายกลับเข้าสู่ภาวะปกติมีความแน่ใจว่า ปัญหาความรุนแรงทางความคิดอุดมการณ์จะไม่มาแบ่งแยกบั่นทอนความรักความสามัคคีของคนในชาติอีก ก็จะถึงเวลาของการ “เลือกตั้งทั่วไปหลังการปฏิรูปประเทศ" จะเกิดขึ้นสานทอความฝันของหลายฝ่ายให้เป็นความจริงขึ้นได้ อันนี้คือ “โลกสวยของจริงที่สุด"